วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

จากเหตุการณ์อุกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด   โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อน้ำท่วมขังเมืองหลวงหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โรงงานนิคมอุตสาหกรรม ต่างๆ เป็นเวลาหลายวัน  ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นในการดูแลการจัดระบบบริหารน้ำธรรมชาติ  สังคมส่งเสียงพร่ำบ่นถึงวิธีการแก้ปัญหาในครั้งนั้นที่ไม่ทันท่วงที  เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ภายหลังวิกฤตอุทกภัยผ่านพ้นไป  การสืบค้นต้นตอการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคประชาชนเอง ซึ่งทางสังคมได้ส่งเสียงเดียวกันว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นจาก “การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล”  แต่ก็หาได้ทำให้รัฐบาลรู้สึกตัวไม่  กลับมาโทษเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพมาจากที่ รัฐมี “เขื่อน” ไม่เพียงพอ  เป็นเหตุอ้างที่จะก่อสร้างเขื่อนขึ้นมากั้นแนวทางน้ำไหลผ่านขึ้นมาอีก  รวมทั้งสาเหตุน้ำท่วมกรุงปี 2554 ชาวชุมชนริมคูคลอง กลับกลายเป็นจำเลยทางสังคม  ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก หากจะเทียบกับการวางแผนที่ผิดพลาดของการไหลผ่านเมืองของน้ำหลากจำนวนมาก  เพราะเกิดความกลัวที่น้ำจะท่วมเขตเศรษฐกิจสำคัญ  จึงเกิดปรากฏการณ์ไข่ดาว เป็นวงขึ้นมา ย่านสำคัญๆมีระบบป้องกันน้ำที่เข้มแข็ง โดยไม่คำนึงถึงว่าน้ำที่เปลี่ยนทิศทางไปนั้นจะไปท่วมแหล่งย่านอื่นอย่างไร  หรือจะยาวนานไปเพียงใด  จึงเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง และระยะเวลายาวนาน เพราะย่านสำคัญๆส่วนใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับทางออกของน้ำที่จะไหลลงสู่ทะเล (เช่น สีลม , สาทร , คลองเตย เป็นต้น) กรุงเทพมหานคร และรัฐบาลคิดเพียงแค่ให้น้ำผ่านย่านเศรษฐกิจนี้ไปเท่าที่สมควรผ่านได้โดยไม่ท่วม เท่ากับกลายเป็นการระบายน้ำที่จะผ่านย่านนี้จะระบายมากกว่าปกติไม่ได้  สุดท้ายภาพที่ออกมาการระบายน้ำอย่างล่าช้าของกรุงเทพมหานคร กับรัฐบาล กลับกลายให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองเป็นจำเลยทางสังคมอันดับหนึ่ง
นโยบายการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองที่ประกาศเดินหน้าเต็มตัวโดยรัฐบาล ซึ่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ที่มีนายกรัฐมนตรีคอยบัญชาการในเชิงภาพรวม และตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมา 3 ชุด เพื่อลงปฏิบัติการใน 3 ลักษณะงาน คือด้านการประชาสัมพันธ์เป็นหน้าที่ของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในการชี้แจงการดำเนินโครงการ ด้านการหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่เป็นหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการหาที่อยู่ใหม่สำหรับประชาชนที่ต้องรื้อบ้าน โดยมีโครงการต่างๆไว้รอรับ ไม่ว่าจะเป็น บ้านรัฐเอื้อราษฏร์ บ้านมั่นคง บ้านประชารัฐ ฯลฯ และด้านการรื้อย้ายชุมชนเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ในการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำแนวคลอง  เพื่อปฏิบัติการเร่งด่วนใน 2 คลองหลักนำร่อง คือคลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร พร้อมทั้งออกเป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือภาษาบ้านๆก็คือ “ค่ารื้อย้าย” ชุมชนดีๆนั้นเอง
นั้นคือภาพใหญ่ที่ทางรัฐบาลได้วางไว้  แต่เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรื้อย้ายที่อยู่อาศัยประชาชนคือกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มอบหมายให้ กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่และมีอำนาจกฎหมายท้องถิ่นต่างๆที่สามารถขยับขับเคลื่อนการรื้อย้ายชุมชนได้  กลับไม่ได้ดำเนินการเพียงแค่ 2 คลองหลักดังกล่าวแต่กลับถือโอกาสนี้ในการขับไล่ชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะทั้งหมด  โดยอ้างนโยบายข้างต้น  พร้อมทั้งขอกำลังทหารในการลงพื้นที่ให้ดูน่าเกรงขาม หรือบางโอกาสยังสามารถไว้ใช้ข่มขู่ชุมชนบางแห่งที่แข็งข้อ แข็งขืน ที่ไม่ยินยอมย้ายออก  และนี่คือปฐมบทของการเปิดฉากยืนคนละฝั่งกับประชาชนของกรุงเทพมหานคร
  



ภาพเจ้าหน้าที่ทหารมาเร่งรัดให้ชาวบ้านรื้อย้ายบ้านออกไปจากบริเวณที่ตั้งชุมชน

นับมาตั้งแต่สมัยยุค ดร.พิจิตร รัตกุล เป็นผู้ว่าฯกทม. ที่เคยมีแนวโน้มจะไล่รื้อชุมชนริมคูคลองทั่ว กทม. แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับกับแนวทางเลือกใหม่ของภาคประชาชน ทีกล่าวไว้ว่า “คนกับคลองต้องอยู่ร่วมกันได้” โดยการบูรณาการพัฒนาบริเวณที่ตั้งของชุมชนริมคูคลองให้เกิดความร่วมมือกันในการรักษาคูคลองโดยชุมชน  ดูแลความสะอาด  ทำให้น้ำไม่ติดขัดการไหลผ่านระบาย  บางพื้นที่อาจจะต้องรื้อบ้านในส่วนที่ยื่นลงคลองแล้วมาสร้างริมคลองบนบกแทน  ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือกับทางชุมชนเป็นอย่างดี 
แต่ถ้าหากนับเวลาเพียงช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารรัฐบาลประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กรุงเทหมหานคร  ได้ลงพื้นที่เพื่อปิดหมายขับไล่ชุมชนต่างๆหลายชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ 2 คลองหลัก ที่ทางรัฐบาลประกาศไว้ เช่น ชุมชนหลังหมูบ้านบดินทรรักษา เขตบางเขน  และชุมชนริมคลองเป้ง เขตวัฒนา ที่เตรียมดำเนินคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ได้เอาหนังสือแจ้งเตรียมดำเนินการไปแปะไว้ที่บ้านทุกหลังคาเรือนของชาวชุมชน สร้างความหวั่นเกรงที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน  แต่ยังมีชุมชนที่หนักหนากว่าคือชุมชนริมคลองลำกะโหลก และชุมชนริมบึงแบนตาโพน เขตคลองสามวา ที่ทางสำนักงานเขต ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ใช้ “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502” ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สามารถรื้อถอนบ้านเรือนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลไต่สวนแต่อย่างใด  เท่านั้นยังไม่พอ  ยังสามารถเรียกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อบ้านเรือนกับทางเจ้าของบ้านได้ด้วย หากไม่มีเงินในการชำระ  สามารถยึดทรัพย์สินแทนได้ ส่วนใหญ่หากมีการใช้ประกาศดังกล่าวจะให้เวลาชุมชนในการเตรียมการรื้อย้ายในระยะเวลาราว 30 – 45 วัน เท่านั้น  ทั้งๆที่กรุงเทพมหานครมีกฎหมายในมือมากมายที่จะสามารถเอาผิดกับผู้อยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อหาการบุกรุกที่ดิน หรือ การทำผิด พรบ.ควบคุมอาคาร ซึ้งล้วนแล้วแต่เป็นโทษทางอาญาทั้งนั้น  แต่ที่ต่างกันคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการแก้ต่างได้ถึง 3 ศาล เจรจาผ่อนปรนในด้านระยะเวลากันได้

 
ชุมชนคลองเสือน้อย ถูกหมายสั่งไล่รื้อโดยใช้ ปว.44 ในการขับไล่

และการดำเนินการเช่นนี้ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย เหล่านี้ จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นจากหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยความที่สถานการณ์เตรียมไล่รื้อชุมชนใน 2 คลองหลักนำร่องนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทางกรุงเทพมหานครนำมาอ้างต่อชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย ต่างๆ ว่าเป็นนโยบายจากทางรัฐบาล  ส่วนการช่วยเหลือว่าถ้าถูกรื้อย้ายแล้วจะมีค่าชดเชย เยียวยา หาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนนั้น กรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลรักษาคลองแบบบูรณาการ ที่ประหยัดทั้งงบประมาณ  และบุคลากรในการช่วยดูแลรักษาความสะอาดคลองแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  โดยให้ทางชุมชนมีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวไปได้เลย  สามารถแก้ปัญหาขยะอุดตัน น้ำเสียที่ไหลลงคลอง
ประกอบกับอาศัยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่เป็นหลังพิงให้กับเจ้าหน้าที่   และล่าสุดที่นำป้ายประกาศเตรียมรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร พร้อมแถลงข่าวกับการเอาจริงเอาจังในการรื้อย้ายครั้งนี้  เพื่อจะเบียดขับคนจนออกไปให้พ้นเมือง แล้วสร้างสวนสาธารณะให้คนกลุ่มใดมาใช้ประโยชน์ก็ยังไม่แน่ชัด เพราะเนื่องจากเห็นสวนสาธารณะขนาดกลาง และขนาดเล็กหลายแห่ง เป็นสวนร้างไปก็หลายจุด  ซึ่งกับกรณีนี้เองก็เช่นกัน  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ที่พร้อมให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง จัดเวรยามดูแลรักษา  จัดระเบียบการดูแลสวน ให้เป็นอย่างดี โดยไม่ได้เรียกร้องค่าใช้จ่าย ค่าตอบแทนใดๆ กับทางกรุงเทพมหานคร อีกทั้งบ้านเรือน  ชุมชน  โบราณสถานเก่าแก่ ที่พร้อมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางเมืองอย่างมีชีวิต และความเป็นอยู่ของอย่างแท้จริง
นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน  ที่มีแนวความคิดเบียดขับคนจนให้พ้นออกจากเมืองหลวง  ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา เมืองหลวงล้วนแล้วใช้แรงงานกลุ่มคนเหล่านี้ในการสร้างเมืองขึ้นมา  เป็นแรงงานนอกระบบราคาถูก งานต่างๆที่ชนชั้นกลางไม่อยากจะทำกัน เช่น กวาดขยะ , เก็บขยะ , ขับรถเมล์ เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นสายเลือดในการหล่อเลี้ยงชนชั้นกลางระดับในการขายอาหารเลิศรส แต่ราคาต่ำ หาบเร่ ขายอาหารต่างๆ  ซึ่งเป็นราคาที่ทุกชนชั้นสามารถจ่ายกันไหว นี้คือบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในการอยู่ร่วมกันในสังคมเมือง  ที่ต้องสดรับกันอยู่ได้ทุกชนชั้น   แต่สิ่งที่กรุงเทพมหานครกระทำอยู่นั้นกลับสวนทางข้อเท็จจริง พยายามกีดกันคนจนไม่ให้สามารถอยู่ในเมืองได้  ด้วยมาตรการที่เข้มงวด  และส่อแววที่จะรุนแรง โดยการขอกำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกครั้งในการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามีกองกำลังใดบ้างที่จะเข้ามารื้อถอนทำลายบ้านเรือนพวกเขา  อีกทั้งเป็นการกระทำที่คิดจะรื้อไล่อย่างเดียว  แต่ไม่มีมาตรการรองรับกับประชาชนที่ถูกรื้อไล่แต่อย่างใด
คำถามเดียวที่จะถามดังๆไปยังกรุงเทพมหานคร และรัฐบาล ว่า “หากไล่รื้อชุมชนริมคูคลองออกไปทั่วกรุงเทพมหานครแล้วยังเกิดน้ำท่วมอยู่อีก  ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวชุมชน” กรุงเทพมหานคร ควรจะทบทวนระเบียบกฎหมายต่างๆที่ออกมายาวนานแต่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันอย่างประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502 ควรจะทำการยกเลิกทิ้งไป เพราะเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  กีดกั้นประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม  และควรมีแนวคิดการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันในทุกชนชั้น  สร้างความร่วมมือในทุกกลุ่ม แทนที่การเบียดขับกลุ่มชนชั้นล่างให้ออกไป  นี่คือสิ่งท้าทายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารแทนคนเดิม  ว่าจะมีทัศนคติต่อคนจนอย่างไร  หรือจะเดินซ้ำรอยคนเดิม  นโยบายเหล่านี้เองที่ชนชั้นล่างจะขอกำหนดเองว่าจะ “เลือก” ใครเข้ามาเป็นผู้บริหารเมือง !!!


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน สังคมแห่งการเกื้อกูล

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน
สังคมแห่งการเกื้อกูล

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทางสุภาษิตนี้ เรามักจะเห็นกันเมื่อไปวัดวาอารามต่างๆ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าบ้านและวัดขาดกันไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่เข้ามามีบทบาทในสองหน่วยหลักทางสังคมเพิ่มอีกหนึ่ง  คำว่า “บวร” จึงไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมไทยที่แปลว่า ประเสริฐ , ล้ำเลิศ เท่านั้น แต่มันมีที่มาจาก
บ คือ บ้าน  บ้านที่มีชาวบ้าน มีคนอาศัยอยู่ผู้ที่จะสืบสานวัฒนธรรม ศาสนา และซึมซับคำสอนจากพระสงฆ์  เป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนให้พระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนยาวนานอย่างถึงแก่นแท้
ว คือ วัด  วัดที่มีพระสงฆ์ ผู้ที่อาสาจะละกิเลศทางโลกมาศึกษาพระธรรม เพื่อเผยแผ่หลักพุทธศาสนาให้ชาวบ้านได้เข้าใจถึงการดำรงชีวิตอย่างสงบ เป็นสุข
ร คือ โรงเรียน เดิมที่แหล่งที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้นั้นคือวัด ต่อมาได้แยกออกมาเป็นโรงเรียนที่เป็นสถานให้การศึกษาโดยตรงต่อทุกเพศ ทุกวัย  ซึ่งปัจจุบันยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งที่ยังมีชื่อวัดเป็นชื่อโรงเรียนอยู่
ฉะนั้นคำว่า “บวร” จึงไม่ใช่เพียงคำประกอบที่ใช้เรียกสถานที่ต่างๆเท่านั้นมันมีที่มาถึงสังคมที่เกื้อกูล  ส่งเสริม ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในวงเวียนสังคมนั้นๆ  ความเจริญที่แท้จริงของสังคมที่จะมีความสุขจึงจะสมบูรณ์แบบ
หากแต่ย้อมมามองสังคมปัจจุบันคำว่า “บวร” กลับกลายเป็นคำยกยอสรรเสริญสถานที่แห่งเดียวนั้นคือ วัด  และความเป็นวัดเองก็เป็นพุทธพาณิชย์ เน้นทางธุรกิจจะเห็นได้จากที่ว่างต่างๆในที่ดินวัดหลายแห่งถูกนำมาจัดสรรเป็นลานจอดรถบ้าง  ตลาดนัดบ้าง  หรือแม้แต่บางแห่งอาจจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยกันเลยทีเดียว
เมื่อปี 2550 หากยังพอจะจำกันได้ “ชุมชนหวั่งหลี” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดินของวัดยานนาวา อยู่คู่กันมาอย่างยาวนานถูกทางวัดฟ้องขับไล่ไม่เหลือสักหลัง  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อาคารโบราณทรงเรือสำเภาได้ถูกทุบทิ้งทำลายไปจากเหตุผลที่อ้างว่าต้องการใช้พื้นที่เพื่อการทางพุทธศาสนา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นตึกโรงแรมหรู 32 ชั้น กับสัญญาเช่าที่ดินกับทางวัดระยะยาว 30 ปี  ส่วนชุมชนเก่าแก่ ผู้อาศัยต้องกระจัดกระจายกันไปหาที่อยู่อาศัยตามมีตามเกิด  นั้นไม่ใช่เพียงแต่วัดที่ไล่ชาวบ้านอย่างไม่แยแสความเป็นอยู่ชาวบ้านกลุ่มนั้น  แต่เป็นการทำลายอาคารโบราณทรงเรือสำเภาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 3 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาและประวัติการเจริญสัมพันธไมตรีของการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ
ช่วงปี 2550 ปีเดียวกันนั้นก็มีชาวบ้านแขวงขุมทองและแขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ประมาณ 500 กว่าคน ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดอนงคารามวรวิหาร เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ซึ่งได้อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 40 ปี มาแล้ว  ต่อมาทางวัดได้มอบอำนาจให้ ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป และยังให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก3,000 บาท บางหลังก็ 5,000 บาท โดยอ้างว่าพวกชาวบ้านที่มาอยู่อาศัยในที่ดินของวัดสร้างความเสียหายให้กับที่ดินของวัดแล้วยังเรียกค่าโนติสอีกฉบับละ 1,000 บาท  นอกจากนี้ หากใครจะอยู่ต่อต้องลงทะเบียนเป็นผู้เช่าตามแบบฟอร์มที่ทางวัดกำหนด ถ้าใครจะลงทะเบียนต้องเสียค่ากระดาษ 1,000 บาท และต้องเสียค่าเช่าเพิ่มจากเดิมตารางวาละ 6 บาทต่อเดือน ซึ่งปกติชาวบ้านจะเสียค่าเช่าให้กับทางวัดปีละ 570 ต่อหลังต่อปี แต่เงื่อนไขใหม่ที่ทางวัดเสนอมา จะต้องเสียค่าเช่าปีละ 28,800 บาท ซึ่งชาวบ้านไม่มีปัญญาชำระเนื่องจากเป็นคนยากจน  ซึ่งเป็นการบีบบังคับให้ออกไปทางอ้อม
ช่วงปลายปี 2557 กลุ่มชาวชุมชนวัดไผ่ล้อมที่อาศัยอยู่หน้าวัดไผ่ล้อมกว่า 76 หลังคาเรือน ต.พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ทางวัดต้องการเวนคืนที่ดินที่ชาวบ้านเช่าอยู่ในปัจจุบันคืน   ชาวชุมชนทราบมาว่าจะสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ และให้ชาวบ้านซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่ในราคาคูหาละประมาณ 3.5 ล้านบาท ขณะที่ค่าเวนคืนก็ให้แค่หลังละ 20,000 บาท หากชาวบ้านต้องการอาศัยอยู่ต่อจะต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่  ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านปูนชั้นเดียวเลขที่ 999 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่คนพิการรายหนึ่งไว้เป็นที่พักอยู่ด้วย
ต้นปี 2558 ชาวบ้านชุมชนชัยพฤกษมาลากว่า 200 คน รวมตัวประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร ย่านตลิ่งชัน เหตุปิดประตูเข้าออกด้านหลังวัดจนชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวยไม่สามารถข้ามมาได้   เกิดเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระปริยัติวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร กับชาวบ้านในชุมชน และบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากชาวบ้านไม่พอใจที่พระปริยัติวโรปการ สั่งปิดประตูเข้าออกบริเวณด้านหลังวัด ทำให้ชาวบ้านในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน   โดยเฉพาะชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวย ที่ไม่สามารถข้ามมาอีกฝั่งได้ แต่หากชาวบ้านต้องการข้ามฝั่งก็ต้องเสียค่าที่และค่ากุญแจกับทางวัดเป็นจำนวนเงิน 400 บาทต่อเดือน  และเจ้าอาวาสเริ่มไม่ต่อสัญญากับชาวชุมชนเพื่อเตรียมจะขับไล่ต่อไป

                        
                         ชาวชุมชนวัดชัยพฤกษมาลาขับไล่เจ้าอาวาส

เมื่อไม่นานมานี่เอง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ชุมชนวัดกัลยาณ์ ถูกวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร นำเจ้าหน้าที่บังคับคดีหลังจากที่ฟ้องขับไล่ชาวชุมชนจำนวน 54 หลังตาเรือน จากจำนวนชุมชนทั้งหมด 230 หลังคาเรือน  เหตุผลอ้างเช่นเคยว่าจะทำเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้พุทธประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้   แต่การกระทำของเจ้าอาวาสแห่งนี้กลับทำตรงข้ามคือ  ได้มีการทุบทำลายโบราณสถาน หลายอย่างไปทั้งที่สิ่งเหล่านั้นได้ขึ้นทะเบียนกับทางกรมศิลปากรไว้แล้ว   ยังไม่รวมถึงการส่งคนมาพูดจาข่มขู่  คุกคาม กันถึงหน้าบ้าน  หากไม่ย้ายออกไปอาจจะได้รับอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สิน   ซึ่งก็เป็นจริงประธานชุมชนถูกคนมาถีบมอเตอร์ไซค์ล้มที่หน้าชุมชน  และมีการทุบทำลายท่อประปา  ตัดสายไฟฟ้า  พังทางเท้า  บีบคั้นทางอ้อมไม่ให้ชาวชุมชนส่วนที่เหลือไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข


สภาพชุมชนวัดกัลป์ยาณ์ถูกขับไล่ไปบางส่วน

และอีกกรณีชุมชนวัดใต้  ตั้งอยู่ย่านเศรษฐกิจอ่อนนุช กว่า 60 หลังคาเรือน   กำลังถูกเจ้าอาวาสวัดใต้ฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่  โดยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันคือจะนำพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา  ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยที่ศาล
เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นมาหากทางวัดเองมีจิตใจเมตตา กรุณา คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานของชุมชนกับวัด  ปรากฏการณ์เหล่านี้มีความคล้าย ความเหมือนกันแม้จะต่างวัดสถานที่กันก็ตามคือ
1.      ชุมชนที่ถูกขับไล่เป็นชุมชนที่เช่าที่ดินวัดอย่างถูกต้อง  และอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานคู่กับวัด
2.      การเข้าพบที่จะขอพูดคุยกับทางเจ้าอาวาสแต่ละวัดนั้นไม่สามารถที่จะทำได้  จะได้เพียงแต่เจรจาผ่านทนายเท่านั้น เว้นแต่ทางวัดใต้ ที่มีเจ้าอาวาสมาเจรจาด้วย กับท่าทางหันข้างในการพูดคุยกับชาวบ้าน
3.      เหตุผลที่อ้างในการขับไล่มักจะอ้างเรื่องการใช้ที่ดินเพื่อเป็นประโยชน์ทางพุทธศาสนา  แต่สุดท้ายหลายกรณีมักเป็นการใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์แทน
4.      การขับไล่ชุมชนไม่เพียงแต่ทำให้ชุมชนเก่าแก่ต้องหายไป แต่จะมีสิ่งโบราณสถานที่สำคัญๆได้เสียหายไปพร้อมด้วย

หากการบริหารที่ดินที่ได้จากการบริจาคด้วยความศรัทธาทางศาสนาแล้วต้องมากระทบกับชาวชุมชนที่อาศัยอยู่  เราคงต้องกลับมาหันมองดูว่าที่ดินเหล่านี้สมควรจะบริหารโดยเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียวหรือไม่  การปฏิรูปที่ดินวัดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในประเทศที่มีประชากรนับถือพุทธศาสนากันเป็นส่วนใหญ่  ยังคงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ...

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

คมสันติ์ จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ยิ่งใกล้วันที่อยู่อาศัยโลกเข้าไปทุกที สถานการณ์การไล่รื้อชุมชนยังคงมีอย่างเข้มข้นทุกวัน  ไม่ว่าจะโดนไล่รื้อจากนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลเอง  หรือว่าการไล่รื้อจากการลงทุนพัฒนาที่ดินของเอกชนเอง ยังคงประสบกันไม่ว่างเว้น
หากจะดูเพียงในช่วงเดือนกันยายนที่กำลังจะผ่านไปแค่ช่วงเดือนเดียว เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ทราบข่าวชาวบ้านต้องถูกรื้อย้ายกระจัดกระจายกันไปอย่างที่ไม่มีจุดหมาย ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนหลังบิ๊กซี สุขสวัสดิ์ 39 ราว 50 หลังคาเรือน หลังจากแจ้งขอความช่วยเหลือมาไกล่เกลี่ยกับทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ไม่ถึง 3 อาทิตย์ ชุมชนนี้ก็ได้หายไปแล้วเพราะทนแรงกดดัน ขมขู่จะดำเนินคดีไม่ไหว จำต้องย้ายหนีออกเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้โดนดำเนินคดี  ทั้งๆที่ขั้นตอนทางกฎหมายยังคงยืดระยะออกไปได้นาน  แต่ด้วยความไม่รู้ทางกฎหมายของชาวบ้านเอง ทำให้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่มักจะใช้ข้ออ้างนี้ในการขู่ชาวบ้านให้เกรงกลัวแล้วรีบย้ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเพิ่มสิน ซอย 13 เขตสายไหม จำนวน 20 กว่าหลังคาเรือน , ชุมชนหลังหมู่บ้านเปรมฤทัย เขตประเวศ จำนวน 65 หลังคาเรือน , ชุมชนโรงถ่าน เขตจอมทอง จำนวนราว 30 หลังคาเรือน ล้วนแล้วแต่ต้องถูกไล่รื้อไปในเพียงเดือน ก.ย. 58 นี้


สภาพชาวบ้านและสภาพบ้าน ชุมชนเพิ่มสิน 13 ซึ่งปัจจุบันรื้อย้ายไปหมดแล้ว

คำถามต่อไล่แล้วชาวบ้านเหล่านั้นจะไปอยู่ไหน   ส่วนใหญ่แล้วก็จะหาห้องเช่าราคาถูกที่มีความแออัดมาเช่าอยู่ใกล้ๆบริเวณเดิม   บางครอบครัวที่ไม่มีเงินพอที่จะเช่าก็หาบุกรุกที่ดินว่างเปล่าในที่ใกล้เคียงชุมชนเดิมนั้นละเป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่   ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ต้องมานับวันรอถูกไล่หาที่อยู่ใหม่วนเวียนไปมาอย่างไม่จบสิ้นอยู่ดี 
แหละนี่คือโจทย์ใหญ่ที่สังคมโลกได้ตระหนักแล้วว่า “ที่อยู่อาศัย” ที่เป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยสี่ที่มนุษย์จะขาดไม่ได้กำลังเป็นปัญหาต่อสังคมโลก   จึงเป็นที่มาการประกาศเป็นวันที่อยู่อาศัยโลกขึ้นมา  โดยให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่ให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย  ให้รัฐบาลแต่ละประเทศได้ใส่ใจการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง
กลับมาดูประเทศไทยอีกครั้ง   อย่างที่ได้เกริ่นสถานการณ์โดยรวมช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมานั้นคือชุมชนที่ถูกรื้อย้ายไปแล้ว  แต่ชุมชนที่กำลังจะถูกรื้อย้ายละ  ยังคงมีอีกจำนวนมาก   จากการสำรวจร่วมกับทางการเคหะแห่งชาติจะพบว่า ชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์จะต้องถูกรื้อย้ายที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีจำนวนมากถึงกว่า 60 ชุมชน และที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่ล่าสุดที่กำลังมีข้อพิพาทกันเริ่มจะเข้าบรรยากาศที่จะรุนแรงกันในพื้นที่นั้นคือ “ชุมชนโรงช้าง”
ชุมชนโรงช้าง เป็นชุมชนขนาดกลางๆ มีประชากรราว 80 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในเขตบางกะปิ ซอยรามคำแหง 60 แยก 3 อยู่ในที่ดินที่ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่แท้จริง   กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกกลุ่มแรกราว 20 ปีผ่านมาแล้วเล่าว่าที่บริเวณชุมชนเดิมเป็นป่ารกร้าง  แล้วทางกรุงเทพมหานครได้เข้ามาจัดทำเป็นที่เลี้ยงแพะ ทำคอกไว้สำหรับช้าง  มีการวางกองหิน กองดิน จากทางสำนักงานเขตบางกะปิ บางหลังก็มาปลูกอยู่จากคำชวนของพนักงานสำนักงานเขตเองว่าให้มาอยู่ช่วยเฝ้าดูแลของหลวงให้หน่อย แล้วก็เริ่มมีการชักชวนญาติ พี่น้อง คนรู้จัก เข้ามาอยู่กันจนกลายเป็นชุมชนในที่สุด
สถานการณ์ปัจจุบันมีกลุ่มคนได้เข้ามาอ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินที่ชุมชนตั้งอยู่  ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ติดกับชุมชนโรงช้างนั้น  มาแจ้งให้ชาวบ้านรีบย้ายออกจากพื้นที่โดยเร็วหากไม่เช่นนั้นจะทำการดำเนินคดีฟ้องศาล จับกุม  เป็นคำกล่าวสร้างความเกรงกลัวให้กับชาวบ้านซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง ชาวบ้านบางส่วนได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นค่ารื้อย้ายแล้วไปหาที่อยู่ใหม่เพราะเกรงจะโดนดำเนินคดี   ส่วนกลุ่มที่ไม่มีที่ไปซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ปักหลักจะขอสู้เพื่อบ้านของตัวเอง   เพราะความที่เข้ามาอยู่ในครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นที่หลวงไม่ใช่ที่เอกชน  มีการดำเนินการเรื่องต่างๆโดยหน่วยงานราชการ  จึงปักใจเชื่อว่าที่ตั้งชุมชนส่วนหนึ่งนั้นเป็นที่ของทางราชการ   ดังนั้นความต้องการของชาวบ้านเองต้องการที่จะตรวจสอบขอบเขตที่ดินให้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงที่ชุมชนตั้งอยู่เจ้าของที่แท้จริงเป็นใครกันแน่ โดยจะต้องมีหน่วยงานที่เป็นกลางเข้าร่วมการตรวจสอบด้วย   ทางผู้อ้างว่าเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินไม่ได้คิดที่จะเจรจากับชาวบ้านแต่อย่างไร  กลับนำรถแม็คโครเข้ามาไถ บริเวณชุมชนสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟฟ้าขาด ท่อน้ำประปาแตก ต้นไม้ที่ชาวบ้านสู้อุตส่าห์ปลูกไว้ก็ถูกไถกลบไปหมด   ครั้นชาวบ้านไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก กลับได้คำกล่าวอย่างไม่เหมาะสมเชิงว่าอยากไปอยู่ที่ของเขาทำไมกันละ แล้วเมื่อไหร่จะออกจากที่เขาไปละ เฉไฉกว่าจะลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานได้



 ผู้แทนเจ้าของที่ดินนำรถแม็คโครลงมาไถพื้นที่ส่งผลกระทบเกิดความเสียหายต่อชุมชนโรงช้างบางส่วน

แล้วในวันที่ 18 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ที่อ้างเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดิน ที่มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรถแม็คโคร ซึ่งขณะลงไปนั้นแม็คโครยังคงทำงานต่อเนื่อง  ทรัพย์สินชาวบ้านบางส่วนเสียหาย ทางเราพยายามขอดูเอกสารการแสดงตนเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินแต่กลับอ้างว่าไม่มีมา พร้อมกลับบอกปฏิเสธไปว่ารถแม็คโครที่กำลังดำเนินการไม่ใช่ตนว่าจ้างมา  ทำให้คนงานพอรู้ว่ามีการกล่าวเช่นนั้นจึงหยุดการดำเนินการแล้วนำรถแม็คโครออกจากพื้นที่ชุมชนไป
วิธีการแบบนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่  แต่เคยมีคนเคยใช้จนเป็นข่าวโด่งดังทั่วไทยมาแล้วคือกรณีรื้อบาร์เบียร์ ย่านสุขุมวิท  ซึ้งใช้หลักการเดียวกันคือรื้อให้จบแล้วให้ผู้เสียหายตามฟ้องร้องเอาทีหลัง  เป็นการใช้อำนาจเถื่อนถือว่ามีเงินพอในการจ่ายค่าเสียหาย  แต่ไม่อยากเสียเวลาในการเจรจาพูดคุย  หากทำสำเร็จผู้ที่เดือดร้อนจะเป็นชาวบ้านทันที เพราะไหนจะต้องเดินทางไปแจ้งความ ขึ้นศาล ในขณะที่บ้านโดนรื้อทำลายไปแล้ว ไม่มีที่อยู่อาศัยกลับต้องมาเดินเรื่องเพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายซึ่งไม่รู้จะได้เท่าไหร่


กลุ่มคนที่อ้างเป็นเจ้าของที่ดินลงชุมชนโรงช้างแจ้งให้ย้าย แต่ไม่มีเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของ


นี่คือสถานการณ์การไล่รื้อชุมชนที่มีอยู่เกือบทุกวัน  แต่ไม่เคยที่จะเป็นข่าวทางสื่อด้านใดๆ แต่ทุกข์ชาวบ้านที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัยนั้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งไม่มีหน่วยงานใดที่จะเข้ามาช่วยเหลือกับกรณีเช่นนี้เลย นี่จึงเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ว่า ต้องมีหน่วยงานในการดูแลชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ถูกไล่รื้อเร่งด่วน โดยเบื้องต้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าควรมีคณะกรรมการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินและชาวบ้านขึ้นมา  โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการไกล่เกลี่ย

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

พัฒนาการการไล่รื้อชุมชน กับการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชาวสลัม

พัฒนาการการไล่รื้อชุมชน กับการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชาวสลัม

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          จากข้อมูลชุมชนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ สำรวจร่วมกัน มีชุมชนแออัดจำนวน 6,334 ชุมชน 1,630,447 ครัวเรือน มีผู้เดือดร้อนในที่อยู่อาศัยอยู่ 728,639 ครัวเรือน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2550) ขณะเดียวกันเครือข่ายสลัม 4 ภาค กำลังอยู่ระหว่างการลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ไล่รื้อเร่งด่วน   ซึ่งมีชุมชนที่เข้าข่ายอยู่ราว 60 ชุมชน ( สำรวจถึง ณ วันที่ 20 ส.ค. 58 ) ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะริมคูคลอง ที่ดินของวัด  ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสองข้างทางรถไฟ หรือที่ดินของบริษัท เอกชนต่างๆ


สภาพชุมชนวัดใต้ ที่รอการเจรจาเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้ดีขึ้น
          หากดูสถานการณ์การพัฒนาของรัฐที่จะส่งผลกระทบกับชุมชนและจะเป็นคู่พิพาทกันในอนาคต ตามนโยบายการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างเพื่อการพัฒนาระบบรางทั้งระบบ หรือแม้แต่โครงการบริหารจัดการน้ำ  โครงการเหล่านี้นอกจากจะสร้างผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนแออัดแล้วยังสร้างผลกระทบทางอ้อมที่จะทำให้ชุมชนแออัดถูกไล่รื้อตามไปอีกด้วย เพราะบริเวณการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจะก่อเกิดมูลค่าราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล   ทำให้ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อลงทุนของภาคเอกชนมีมากขึ้นตามไปด้วย
          จากรูปการดังกล่าวทำให้ชุมชนแออัดมีโอกาสจะต้องถูกไล่รื้อมีมากขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันรูปแบบการไล่รื้อชุมชนแออัดมีหลากหลายวิธีนัก หากจะพบพอจะแยกออกมาคร่าวๆได้ดังนี้
รูปแบบแรก บอกกล่าวแจ้งให้ย้าย  เจ้าของที่ดินในเบื้องต้นจะมีวิธีการแจ้งบอกกล่าวให้ย้ายออกจากวิธีในหลายแบบ เช่น การส่งจดหมายถึงเจ้าของบ้านแต่ละหลัง หรือส่งถึงประธานชุมชน หรือการปักป้ายแจ้งไว้ในที่ๆชุมชนสามารถมองเห็นได้ทั่วถึง หรือไม่ก็ส่งกลุ่มที่มีบุคลิกน่าเกรงขามมาแจ้งบอกกล่าวให้รีบย้ายโดยเร็ว ถือเป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปในทุกแห่งเพราะสามารถสร้างจิตวิทยาให้กับชาวบ้านเกิดความเกรงกลัวที่จะถูกดำเนินคดี อาจจะมีชาวบ้านบางส่วนรีบรื้อบ้านย้ายออกไปในทันทีตั้งแต่ทราบข่าว

ภาพป้ายการแจ้งให้ย้าย พร้อมข่มขู่ไม่รับผิดชอบ หากทรัพย์สินเสียหาย ของชุมชนเสรีไท 57

รูปแบบที่สอง จ่ายค่าชดเชยแล้วให้ย้ายออกไป  เป็นวิธีที่เจ้าของที่ดินไม่ว่ารัฐ หรือเอกชน  นำมาใช้กันแทบจะทุกชุมชน (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด)  หากชุมชนใดไม่มีการจัดตั้งที่ดีก็มักจะจบลงด้วยความรวดเร็ว   แต่หากชุมชนใดมีการจัดตั้งชุมชนที่ดี การเจรจาต่อรองเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นเล็กไปเลย อีกทั้งสร้างเงื่อนไขการต่อรองเจรจาไปในทิศทางที่ชุมชนต้องการได้
รูปแบบที่สาม เข้าโครงการช่วยเหลือจากรัฐ เช่น โครงการบ้านยั่งยืน(เอื้ออาทรเดิม) , โครงการบ้านมั่นคง ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นจากกลุ่มที่โดนไล่รื้อจากโครงการของรัฐ  เพราะสามารถเชื่อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ง่ายและสะดวก  แต่ทั้ง 2 โครงการก็มีความต่างในความต้องการของชุมชนเอง หากชุมชนที่อยู่กันแบบปัจเจกไม่เป็นกลุ่มก้อนมักจะเลือก โครงการบ้านยั่งยืน เพราะสะดวกในการจัดการ หากชุมชนไหนที่มีการจัดตั้งรวมกลุ่มกันก็มักจะเลือกโครงการบ้านมั่นคง ที่สามารถแก้ปัญหาร่วมกันทั้งชุมชนในทิศทางเดียวกัน
รูปแบบที่สี่ แจ้งความ ฟ้องศาลขับไล่  เป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่นำเสนอทางเลือกต่างๆแล้วยังไม่มีข้อยุติเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งโดยทั่วไปชุมชนจะจบลงด้วยการแพ้คดี
รูปแบบที่ห้า เข้ารื้อทำลายทันที   วิธีการนี้ไม่ค่อยเห็นมานานมากในอดีตจะใช้รูปแบบนี้บ่อยที่จะใช้กำลังกลุ่มคนเข้ารื้อทำลายโดยทันทีไม่มีการแจ้งให้รู้ล่วงหน้านานนัก และจะไม่ใช้ระบบกระบวนการตามกฎหมาย  เจ้าของที่ดินจะใช้เครื่องจักร กำลังคนทำลายบ้านเรือนทรัพย์สินให้เสียหายทั้งหมด   หรือวางเพลิง  เผาชุมชน ให้หมดสิ้นไป  ในปัจจุบันยังคงมีการใช้วิธีการนี้อยู่ เช่น ชุมชนหลังปั้มเอสโซ่ ย่านพระราม 3 ถูกเผาไล่ที่เมื่อต้นปี 2552 กรณีชุมชนล่าสุดเมื่อปลายปี 2557 ชุมชนเสรีไท 57 เพิ่งถูกดำเนินการไล่รื้ออย่างป่าเถื่อนแบบนี้มา


สภาพบ้านของชุมชนเสรีไท 57 ที่ถูกรื้อทิ้ง โดยที่ชาวชุมชนไม่ทันตั้งตัว

รูปแบบสุดท้าย หาที่ดินใหม่แลก   วิธีนี้เป็นวิธีที่จบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย  ชุมชนและเจ้าของที่ดินเจรจากันจนได้ข้อยุติ เจ้าของที่ดินจะจัดหาที่ดินแปลงใหม่มาเพื่อรองรับชาวชุมชนทั้งหมดในทำเลใหม่ให้ รูปแบบนี้เห็นได้จากกรณีของชุมชนริมทางรถไฟโค้งอโศก และชุมชนบางนา ที่อยู่ในที่ดินของเอกชน และกรณีชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟฯย่านบางกอกน้อย ที่การรถไฟฯหาที่ดินแห่งใหม่ให้กับชาวชุมชนย้ายไปไม่เกิน 5 กิโลเมตร จากที่เดิม
รูปแบบต่างๆแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของเจ้าของที่ดินว่าต้องการขับไล่ชาวชุมชนมากน้อยเพียงใด บ้างมีการเจรจากันก่อนดำเนินการ บ้างดำเนินการเลยโดยไม่มีการพูดคุย บ้างมีหน่วยงานรัฐเป็นกลไกกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย   ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเองว่ามีการเตรียมความพร้อมรับมือกับเรื่องนี้เช่นไร
ส่วนการรื้อย้ายสลัมจะจบลงด้วยวิธีใดก็ตามสิ่งที่จะกระทบตามมาของกลุ่มคนเหล่านั้นคือวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา   ชุมชนที่ถูกไล่รื้อส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีอายุชุมชนไม่ต่ำกว่า 20 ปีทั้งนั้น  บางชุมชนอยู่มากัน 2 – 3 ชั่วอายุคน ทำให้การปักหลักวางฐานของครอบครัว ชุมชน มีความเกี่ยวพันกับสงคมรอบข้างชุมชนเป็นอย่างมาก   ชาวชุมชนจะต้องประสบพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้แน่ๆคือ
1.                 รูปแบบการพักอาศัยที่ต้องเปลี่ยนไป  ชุมชนไหนที่มีความเข้มแข็งก็มักจะสามารถออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ได้ให้เหมาะสมกับสมาชิกชุมชนตนเอง   หากไม่มีความพร้อมของชุมชนถ้าเป็นในอดีตก็จะมีการไปหาที่ว่างแปลงใหม่ในการอยู่อาศัย  แต่เนื่องในปัจจุบันที่ว่างในเมืองหลวงแทบจะไม่มีเหลือหากชาวชุมชนจะไปหาที่ดินว่างเปล่าก็คงต้องขยับไปนอกเมืองมากๆหรืออาจจะต้องเป็นปริมณฑล หากจะหาที่อยู่อาศัยอื่นก็จะเป็นห้องเช่าราคาถูกอยู่กันแบบแออัด   หรือถ้าเป็นที่รัฐจัดให้ก็จะเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยทรงสูง  บางคนไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ เช่น กลุ่มคนเก็บของเก่าขาย , กลุ่มขายอาหาร , กลุ่มอาชีพที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการประกอบอาชีพ
2.                 อาชีพและ การเดินทางที่จะต้องเปลี่ยนไป   เมื่อที่พักอาศัยต้องห่างจาก ทำเล หรือที่ตั้งการประกอบอาชีพเปลี่ยนไปส่งผลให้การลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่หากชุมชนจะต้องย้ายออกจากชุมชนเดิมมักจะมีที่ตั้งชุมชนใหม่ในพื้นที่ที่ห่างจากที่ตั้งออกไปจากเดิม มากบ้าง  น้อยบ้าง  ตามแต่ที่จะเจรจาต่อรอง หรือการเสาะแสวงหาของชาวชุมชนเอง 
3.                 การศึกษาของบุตรหลาน  พอย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ บุตรหลานจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาใหม่ตามไปด้วย   หากต้องย้ายช่วงระหว่างเรียนจำเป็นต้องเดินทางระยะทางไกลไปก่อนจนกว่าจะปิดเทอม
บทส่งท้ายนี้สังคมเมืองควรจะมีคำตอบให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ว่า  ที่ผ่านมาแรงงานหลักในการสร้างเมืองนั้นเป็นกลุ่มคนใด  ดังเคยมีคำกล่าวไว้ว่า สลัมนั้นเปรียบดัง “โกดังแรงงาน” หากต้องการแรงงานราคาถูกก็มาหาได้ที่นี่ เหมือนกับคำที่อดีตผู้นำชุมชน คุณทวีศักดิ์  แสงอาทิตย์ ได้กล่าวไว้ว่า “เมืองจะเจริญไม่ได้  ถ้าปราศจากคนจน” หลังจากเป็นส่วนในการสร้างเมืองแล้ว จะทำการเบียดขับกลุ่มคนเหล่านี้ออกไปเยี่ยงไร  เพราะเขาคือฟันเฟืองหนึ่งที่ร่วมกันพัฒนาเมือง.

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โครงการบ้านยั่งยืน : เหล้าเก่า ในขวดใหม่ มาตรการช่วยเหลือคนจน หรือแค่กระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการบ้านยั่งยืน : เหล้าเก่า ในขวดใหม่
มาตรการช่วยเหลือคนจน หรือแค่กระตุ้นเศรษฐกิจ

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          รัฐบาลประกาศความคึกคักในการจองที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในรูปแบบ “โครงการบ้านยั่งยืน” ซึ่งมิใช่โครงการใหม่มาจากไหนแต่เป็น “โครงการบ้านเอื้ออาทร” ที่ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลายโครงการร้างไม่มีผู้จอง หรือหลุดจากการผ่อนชำระ ค้างอยู่หลายยูนิต ปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่ และอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่ง มาเปิดให้จองโฆษณาใหม่อีกรอบจำนวน 13,393 ยูนิต  หลังจากที่ประกาศวันเปิดจองตั้งแต่วันแรกวันที่ 28 สิงหาคม 2558 มีประชาชนจำนวนมากไปยืนรอต่อรอรับบัตรคิวตั้งแต่ตี 4 ทั้งนี้เนื่องจากราคาที่ต่ำเป็นที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับประชาชนรากหญ้าพอที่จะมีกำลังจ่ายไหวกัน โดยเริ่มต้นราคาที่ 242,000 บาท
ผู้เขียนเองได้มีโอกาสสังเกตการณ์บรรยากาศที่สำนักงานใหญ่การเคหะแห่งชาติ (กคช.)  เนื่องจากทราบข่าวช้าเลยกว่าจะถึง กคช. ก็กินเวลาไปเกือบจะ 11.00 น. ปรากฏว่าโครงการที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 300,000 บาทต่อยูนิต ถูกจองไปหมดเกลี้ยงแล้ว  และอีกหลายยูนิตในราคา 4 – 5 แสนบาท ที่ถูกจองไปแทบเกือบจะหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่อยู่ต่างจังหวัด   บรรยากาศด้านหน้า สำนักงาน กคช. เต็มไปด้วยรถยนต์นานาชนิดที่จดเรียงรายเพื่อจอดรอในการเข้าจองที่อยู่อาศัยในงานนี้   ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นหลายอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่อยู่อาศัยของคนเมืองยังเป็นคงเป็นความต้องการลำดับต้นๆดูได้จากความกระตือรือร้นมารอคิวกันตั้งแต่เช้า กระนั้นที่อยู่อาศัยที่ กคช. จัดให้จองนั้นยังคงไม่เพียงพอต่อประชาชน   แต่หากจะดูให้ละเอียดลงไปกลุ่มคนที่มาจองนั้นใช่ผู้ที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยจริงหรือไม่ หรือเป็นกลุ่มที่มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้วต้องการเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่ (เช่น เดิมมีบ้านแล้วอยู่กัน พ่อ แม่ ลูก แต่ลูกออกมาขอใช้สิทธิ์ในการซื้อเพียงคนเดียวเป็นบ้านหลังที่ 2 ของครอบครัว)   เนื่องจากคุณสมบัติผู้ที่จะสามารถจองซื้อที่อยู่อาศัย “โครงการบ้านยั่งยืน” ไม่ได้เข้มงวดมากนัก

ภาพวันเปิดจองโครงการบ้านยั่งยืนวันแรก 28 ส.ค. 58 ที่สำนักงาน กทช.
หากจะลองย้อนมาดูกฎเกณฑ์ กติกา ผู้ที่จะมีคุณสมบัติในการได้รับการช่วยเหลือจากโครงการนี้ มีดังนี้
คุณสมบัติผู้ทำสัญญา
  1. มีสัญชาติไทย
  2. บรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปีขึ้นไป)
  3. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ติด BLACK LIST หรือ เครดิตบูโรจากสถาบันการเงิน
  4. มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน
  5. สามารถรับภาระและเงื่อนไขการเช่าซื้อได้โดยผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากการเคหะแห่งชาติ
ส่วนหลักฐานในการทำสัญญานอกจากเอกสารยืนยันตัวตนที่ทางราชการออกให้ที่สำคัญต้องมีหนังสือรับรองรายได้ตนเองและคู่สมรส หนังสือรับรองรายได้จากหน่วยงาน สลิปเงินเดือน หรือสำเนาบัญชีเงินฝาก หากไม่มีสลิปเงินเดือนจะต้องมีรูปถ่ายกิจการของตนเอง
หากดูผ่านๆก็คล้ายว่ามีการคัดกรองเอาเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อย (มองดูจากข้อ 4) แต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งการันตีว่าบุคคลอื่นที่มีรายได้ครอบครัวมากกว่า 40,000ต่อเดือน จะไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยโครงการบ้านยั่งยืนได้  ถ้าหากผู้ซื้อนั้นอยู่อาศัยในปัจจุบันพักอาศัยเพียงคนเดียว หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าอยู่อาศัยเพียงคนเดียว ก็จะทำให้บุคคลนั้นที่มี “เงินเดือนไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน” สามารถซื้อบ้านโครงการบ้านยั่งยืนได้   และนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้เขียนไม่แปลกใจที่โครงการเหล้าเก่าในขวดใหม่ของรัฐบาลนี้ถูกจองหมดไปด้วยความรวดเร็ว   และอาจจะเกิดขบวนการเก็งกำไรที่อยู่อาศัยตามโครงการต่างๆที่ทาง กทช. เปิดให้ประชาชนจองขึ้นได้   เนื่องจากการกำหนด และตามตรวจสอบที่ผ่านมาของโครงการบ้านเอื้ออาทรเดิมนั้นเอื้อต่อคนเหล่านั้นได้   อีกทั้งข้อจำกัดของพนักงาน กทช. ที่มีจำนวนน้อยไม่สามารถตรวจสอบได้ละเอียดกับทุกราย ทุกโครงการที่มาซื้อที่อยู่อาศัย
ครั้นจะมองถึงการแก้ปัญหาประชาชนรากหญ้าที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด   อาจจะมองดูผ่านจากชุมชนสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค นั้น การแก้ปัญหาชุมชนด้วยการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้นโดยส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิมของชาวชุมชนให้น้อยที่สุด ที่ผ่านมาเครือข่ายสลัม 4 ภาค หลังจากที่ต่อสู้เรียกร้องจนได้ที่ดินที่มั่นคงมาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการเช่าที่ดินระยะยาวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือการรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์เคหะสถานเพื่อซื้อที่ดิน ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลผ่าน “โครงการบ้านมั่นคง” ที่กำกับดูแลโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) เพื่อมาพัฒนาระบบสาธารณูปโภค   และสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย คุณภาพชีวิตดีขึ้น


ภาพการก่อสร้างที่อยู่อาศัยโดยช่างชุมชน โดยใช้งบประมาณจากโครงการบ้านมั่นคง

ซึ่งระบบการบริหารโครงการ “บ้านมั่นคง” ต่างจาก โครงการ “บ้านยั่งยืน” อย่างสิ้นเชิง โดยจะเปรียบเทียบความต่างให้ดูได้ดังนี้
รูปแบบ
โครงการบ้านมั่นคง
โครงการบ้านยั่งยืน
การเลือกทำเล ที่ตั้งชุมชน

ชุมชนร่วมกันตัดสินใจจะเอาที่ไหน ลักษณะแบบใด
การเคหะฯ เป็นผู้เลือกให้
การออกแบบบ้าน ที่อยู่อาศัย
ชุมชนออกแบบเอง ตามกำลังใช้จ่ายของแต่ละครอบครัว พิจารณาโดยชุมชน ซึ่งมีแบบที่หลากหลาย วัสดุอุปกรณ์ตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย
การเคหะฯ เป็นผู้ออกแบบให้ มีไม่กี่แบบให้เลือก
การใช้สินเชื่อ
จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เป็นเครดิตในการใช้สินเชื่อกับทางรัฐบาลดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 4 บาทต่อปี คงที่ตลอด 15 ปี
ต้องมีสลิปเงินเดือน มีธุรกิจ กิจการที่มั่นคง ดอกเบี้ยตามธนาคารทั่วไป
การติดตามการชำระรายงวด
มีความยืดหยุ่น เจรจากันในชุมชน ช่วยเหลือกันในกลุ่ม  ผ่อนปรนไม่แข็งตัว
หากค้างชำระ 3 งวด ติดต่อกัน ยึดกลับคืนทันที ฟ้องร้องตามกฎหมาย ผ่อนปรนไม่ได้
การรักษาสิทธิ์ที่ดิน ที่อยู่อาศัย
ดูแลสิทธิที่อยู่อาศัย / แปลงที่ดินโดยกลุ่ม การซื้อขาย เปลี่ยนสิทธิต้องผ่านมติชุมชน
เป็นปัจเจก อยู่อาศัยได้ระยะเวลาที่กำหนดสามารถซื้อขายได้ตามระบบตลาด

          ดังนั้น  “โครงการบ้านยั่งยืน” จึงไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประชาชนรากหญ้าที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดได้เลย   ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ผู้จะซื้อ หรือแม้แต่ทำเลที่ตั้ง อีกทั้งรูปแบบที่อยู่อาศัยที่ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นลักษณะอาคารห้องชุดเป็นหลัก   ซึ่งไม่เหมาะ และไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนจนเมือง
การเข้าถึงของประชาชนรากหญ้าในชุมชนแออัด  หรือถ้าจะให้ตอบกันตรงๆและชัดเจนเลยคือ “โครงการบ้านยั่งยืน” ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชาวสลัม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน อาชีพ และด้านสังคมความเป็นอยู่ในลักษณะครอบครัวอยู่กันหลายคน   ชาวสลัมส่วนใหญ่จึงตอบรับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในรูปแบบ “โครงการบ้านมั่นคง” มากกว่า   เพียงแต่ว่าโครงการบ้านยั่งยืนจะตอบโจทย์ความต้องการกับประชาชนชนชั้นกลางมากกว่า
          เลยทำให้นึกไปถึงสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก  และรัฐบาลพยายามหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ถึงขนาดงัดเอานโยบายประชานิยมต่างๆออกมาใช้ใหม่ที่โดนคัดค้าน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กองทุนหมู่บ้าน และรวมถึงโครงการบ้านยั่งยืน ที่ปัดฝุ่นขึ้นมาจากโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยที่อ้างความช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า   แต่แท้จริงแล้วนั้นจุดประสงค์คือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้มีการใช้จ่ายภายในประเทศโดยใช้โครงการของรัฐอัดเม็ดเงินลงไปที่ชุมชน หมู่บ้าน  ที่เป็นกลุ่มมีความตอบสะนองเร็วในการใช้งบประมาณของรัฐในลักษณะเช่นนี้  ยังคงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันวงกว้างว่าเหมาะสมหรือไม่กับมาตรการเหล่านี้

          สุดท้ายเม็ดเงินหลักหลายหมื่นล้านที่ลงไปซ้ำรอยเดิมจากประชานิยมรัฐบาลที่ผ่านมานั้น  จะสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่  หรือเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ เปลี่ยนยี่ห้อ แต่คุณภาพไม่แตกต่างจากเดิม  ในส่วนนี้ทางภาคประชาชนเองยังคงจะจับตามองอย่างใกล้ชิดกันต่อไป.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...