แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขปส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขปส. แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย


สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

อีกราว 1 เดือน ก็จะถึงวันสำคัญอีกหนึ่งคือ วันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้เพื่อให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่จะขาดมิได้  หรือมองอีกนัยหนึ่งคือสิทธิที่อยู่อาศัยถูกละเมิด ถูกละเลย จากสังคมโลกมาอย่างยาวนาน  และเกิดความรุนแรงมากขึ้นทุกปี  ดังที่เห็นประเด็นการพิพาทด้านที่ดินทั้งคนจนเมือง และคนจนชนบท
การเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิที่อยู่อาศัย เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวรณรงค์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบันกับทุกรัฐบาล  นำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนเพื่อให้คนจนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย  โดยเฉพาะ “สิทธิการอยู่อาศัยในเมืองของคนจน”  ซึ่งในทุกรัฐบาลจะหวงแหนพื้นที่ในเมืองสงวนไว้เพื่อกลุ่มชนชั้นนำเพียงเท่านั้น  แต่นอกจากรัฐบาลจะละเลยไม่ใส่ใจแล้ว  ยังซ้ำเติมกระหน่ำปัญหามายังคนจนอีก  กฎหมาย , ระเบียบ หลายอย่างที่จะผลักไสคนจนออกจากเมืองไป เช่น กฎหมายผังเมือง , นโยบายการจัดระเบียบ street food หรือแม่ค้าแผงลอยต่างๆ ยังไม่นับรวมกับนโยบายต่างๆเดิมที่คงไว้ เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำได้มีโอกาสกว้านซื้อ กักตุน ที่ดิน ไว้เก็งกำไร


การรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

และที่อยู่อาศัยนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต มันจึงมีความสำคัญต่อคนจนเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะคนจนเมืองที่ไม่มีพื้นที่ในการทำมาหากิน  ปัจจัยการผลิตจำเป็นต้องใช้กลไกทางสังคมเมืองในการดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอด   หากแต่เมื่อไม่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงนั้นก็หมายความว่าคนเหล่านั้นจะไม่มี ทะเบียนบ้าน จะไม่สามารถขอน้ำประปา ติดตั้งไฟฟ้า ได้  และที่สำคัญจะไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้  ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆก็ตามมา  ไม่ว่าจะสิทธิการรักษาพยาบาล , สิทธิการได้รับสวัสดิการต่างๆจากรัฐ  ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมผลักดันกับเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ ในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อสร้างนโยบายให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน  แก้ปัญหาพิพาทเดิมที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังจำนวนมากด้วยเหตุ “จน ไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน”  ซึ่งหลายคนไม่รู้ชะตากรรมตัวเองหลังจากหลุดการคุมขังจะไปทำมาหากินที่ไหน  พักอาศัยยังไง  สุ่มเสี่ยงเป็น “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ขึ้นมา
นโยบายของภาคประชาชนที่นำเสนอต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ร่วมกันรณรงค์อย่างหนักในสโลแกน “4 Law for Poor” ภายใต้กฎหมาย 4 ฉบับ คือ กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า , กฎหมายธนาคารที่ดิน , กฎหมายโฉนดชุมชน และ กฎหมายกองทุนยุติธรรม กลับถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ไป  จนไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาได้จริง  มาดูนโยบายต่างๆที่รัฐบาลล้วนรับปากจะสานต่อแต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นดังคำกล่าวอ้าง

กฎหมาย
เจตนารมณ์ภาคประชาชน
แนวทางของรัฐบาล
กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
เพื่อต้องการให้ออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินในรูปแบบขั้นบันได สำหรับคนที่กักตุนที่ดินจำนวนมากปล่อยที่ดินออกมา ลดราคาที่ดินในตลาดลง  ที่ดินกระจายไปอยู่กับผู้ที่ใช้ประโยชน์ในการทำกินอย่างแท้จริง

-          เพิ่มเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  แล้วอ้างว่าคือหนึ่งในแนวนโยบายการกระจายการครองที่ดิน ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลต่อผู้ที่ครองที่ดินเยอะแต่อย่างใด
กฎหมายธนาคารที่ดิน
นำที่ดินต่างๆที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาไว้ธนาคารแล้วจัดสรรให้กับผู้ยากไร้ ที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ที่ดินในการดำรงชีพในรูปแบบ โฉนดชุมชน
-          เตรียมเสนอจัดตั้งเป็นกองทุนชุมชนแล้วไปใช้สินเชื่อกับ ธกส. รูปแบบการบริหารคล้าย กองทุนเงิน SIF
กฎหมายโฉนดชุมชน
เพื่อให้สิทธิการบริหารที่ดินเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง และร่วมกันบริหารเป็นกลุ่มไม่ใช่เชิงปัจเจก  แต่กรรมสิทธิ์ที่ดินยังคงเป็นของรัฐ
-          เกิดกระบวนการล้มล้างนโยบายโฉนดชุมชน
-          เสนอนโยบาย คทช. การแก้ปัญหาที่ดินโดยรัฐแทน
กฎหมายกองทุนยุติธรรม
เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสสู้คดีนอกคุก  ช่วงระหว่างโดนดำเนินคดีถ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวยังมีโอกาสได้หารายได้จุนเจือครอบครัว
-          ต้องติดคุกก่อน ค่อยมาเดินเรื่องขอกองทุน
-          คดีพิพาทกับรัฐ กองทุนตั้งตัวเป็นผู้พิพากษาเองว่าไม่มีทางชนะ ไม่ให้ใช้กองทุน

จากการชุมนุมยืดเยื้อ 10 วัน ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เกิดบันทึกความร่วมมือกับหลายกระทรวง  และที่สำคัญบันทึกฉบับสำคัญ ฉบับท้ายสุดของการชุมนุมคราวนั้นที่ผู้แทน ขปส. ได้ลงลายมือชื่อกับตัวแทนรัฐบาล โดยนายทหารใหญ่พลเอกณัฐพล  นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ กขป.5 (คกก.ขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5) ที่เตรียมตัวจะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ในเนื้อหาบันทึกนั้นเกี่ยวกับนโยบายข้างต้นที่ ขปส. ได้ขับเคลื่อนมา  จากวันนั้น 12 พ.ค. 61 จนถึงวันนี้ เดือนกันยายน 2561 ไม่มีผลการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมสักกรณีเดียว   นี่คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด  ซ้ำร้ายกับเป็นกลไกที่ทำให้คนจนไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ต่างหาก
 
 


บันทึกระหว่าง ขปส. กับ รัฐบาล

หลังเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา  และรัฐบาลไทยร่วมลงนามที่จะเป็นหนึ่งในประเทศในการขับตามเป้าหมายเช่นเดียวกันกับประชาคมโลกด้วยเช่นกัน  สุดท้ายเป็นเพียงน้ำหมึกที่ลงนามในกระดาษเท่านั้น   นอกจากยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง   ยกตัวอย่างเช่น แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น  ได้กล่าวไว้ถึงกลยุทธ์การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยไว้ว่า “นำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” ก็พบว่าทุกหน่วยงานต่างหวงแหนที่ดินของตนเองไม่ยอมที่จะนำมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  ทั้งๆที่ที่ดินดังกล่าวก็มีผู้อยู่อาศัยมานานแล้วก็ตาม  ดังเช่นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีผู้อาศัยอยู่สองข้างรางรถไฟตามแนวไปช่วงตั้งแต่กำลังที่จะเข้าเมืองไปจนถึงสถานี  แต่ก็ไม่มีมาตรการให้ประชาชนอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้  มีเพียงแต่มาตรการทางกฎหมายที่ขับไล่ไปให้พ้นที่ดินตนเอง



ในปีนี้เองเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงต้องขับเคลื่อนรณรงค์สิทธิที่อยู่อาศัยกันต่อไปเช่นเดิมเหมือนทุกปี   และแน่นอนนอกจากสิทธิที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงแล้วนั้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับภาคประชาชนกลุ่มต่างๆยังคงเรียกร้องต่อรัฐบาลในเรื่องคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ  ที่เป็นสวัสดิการของประชาชน ดังต่อไปนี้
1.       ด้านที่อยู่อาศัย
1.1    เพิ่มงบสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงจาก 80,000 บาทต่อครอบครัว เป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
1.2    สนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา ส่วนต่อขยาย และภายในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐ
1.3    สนับสนุนงบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมระบบราง , การพัฒนาการจัดการน้ำในพื้นที่คลอง
2.       ด้านที่ดิน
2.1    รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนนำที่ดินรัฐมาจัดทำที่อยู่อาศัยของคนจน เช่น ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย
3.       ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต
3.1    การเข้าถึงสิทธิรักษาสำหรับกลุ่มคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร์
3.2    ให้เปิดลงทะเบียนคนไทยตกหล่นและให้มีระเบียบปฏิบัติเดียวกัน

นี่คือนโยบายแห่งความหวังของประชาชนคนรากหญ้า  ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมในการปฎิบัติ  เหลือเพียงการตอบสนองจากทางรัฐบาลที่จะเห็นความสำคัญต่อสิทธิด้านที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด.

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่ การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 61 มีกิจกรรมการปลูกป่าตามมาตรการเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟูพื้นที่บริเวณจุดก่อสร้างโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ สำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากมีปัญหาการคัดค้านจากประชาชน โดยมี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธาน  กิจกรรมนี้เน้นการปลูกต้นไม้ที่รอบๆ พื้นดินที่ไม่อยู่ในเขตอาคารบนพื้นที่ 23 ไร่ จำนวน 300 กล้า ส่วนจุดอื่นต้องรอการส่งมอบพื้นที่และผลสรุปจากคณะทำงานก่อนที่จะดำเนินการในระยะต่อไป  นับเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาสร้างป่ากลับมาให้คงเดิมหลังจากมีการคัดค้านโครงการก่อสร้างจากประชาชน
หลังจบกิจกรรมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน (ข่าวการให้สัมภาษณ์ https://goo.gl/PAjrv8 ) สิ่งที่น่าสนใจคือ คำให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมอุทยานฯมีนัยยะสำคัญในด้านการจัดสรร  จัดประโยชน์  ที่มีอยู่ปัจจุบันให้เกิดผลดีมากที่สุดโดยไม่เกิดผลกระทบใดๆต่อสิ่งปลูกสร้างในเขตป่า   เนื่องจากหลักการดังกล่าวภาคประชาชนที่เคลื่อนไหว “คนอยู่กับป่า” ถูกปฎิเสธตลอดมา 
ปัญหาป่ารุกที่คน  หรือคนรุกที่ป่านั้น  เริ่มมีมาตั้งแต่การประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ปี พ.ศ. 2497 และเริ่มมีกฎหมายอุทยานฯ พ.ศ. 2504 เกิดขึ้นมา   ความพยายามขีดเส้นแนวเขตพื้นที่ต่างๆภายใต้ความไม่พร้อมของประชาชนที่อาศัยอยู่ในป่า ในเขา หรือยากจน  ไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว   ส่งผลให้การประกาศแนวเขตพื้นที่สาธารณะ  แนวเขตพื้นที่ป่าต่างๆ  ไปส่งผลกระทบของผู้ที่อยู่อาศัยไปด้วย   กลุ่มคนดังกล่าวกลายเป็นคนบุกรุกแบบไม่รู้ตัว   มารู้ตัวอีกทีคือเมื่อมีหมายเรียก หรือ หมายศาล มาแปะที่บ้านพักอาศัยของตนเอง

การผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนมีมากว่า 30 ปี เป็นการชูวิถีและวัฒนธรรม เพื่อปกป้องรักษาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ของตนเอง  ให้หลุดพ้นจากการรุกรานของการพัฒนาเมืองที่พยายามจะกอบโกยทรัพยากรไว้เพียงบางกลุ่มซึ่งได้ปรากฎมาแล้วคือกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่  และการครอบครองโดยรัฐ  การบวชป่าเพื่อปกป้องการรุกรานของการพัฒนาคนเมือง จนพัฒนามาถึงการระดมเข้ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พรบ.ป่าชุมชน ในช่วงปี พ.ศ. 2540 หลังจากที่ได้รัฐธรรมนูญใหม่  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  ถูกหน่วยงานต่างๆเข้ามาแก้ไขเนื้อหาจนเปลี่ยนเจตนารมณ์ความตั้งใจของประชาชนออกไปจนหมดสิ้น
ในปี พ.ศ. 2551 การรวมตัวกันของผู้เดือดร้อนที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยในนาม “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ริเริ่มที่จะผลักดันนโยบายโฉนดชุมชน ที่เป็นแนวความคิดพัฒนามาจากการดูแลพื้นที่ชุมชนตนเองจาก  สรุปบทเรียนการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐในรูปแบบการแจกที่ดินรายปัจเจก  และเพื่อเป็นการปลดล็อกการใช้ที่รัฐมาแก้ปัญหาที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ของคนจน  เน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชน  การเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นภายใต้การประชาคมในชุมชนถึงความเหมาะสม และสอดคล้องกับกติกาหรือธรรมนูญชุมชนที่ได้ตั้งไว้
ชุมชนก้าวใหม่ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนสมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่เคลื่อนไหวการปฏิรูปที่ดินให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)  ชุมชนก้าวใหม่มีสมาชิก 88 ครอบครัว เป็นชุมชนที่มาจากการรวมตัวของเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์และจังหวัดใกล้เคียง   เข้ามาใช้ที่ดิน สปก. ที่หมดสัมปทานจากบริษัทเอกชน  มีการออกแบบจัดการทรัพยากรที่ดินตามแนวหลักคิดโฉนดชุมชน  มีกติกาชุมชนและจัดแบ่งพื้นที่ที่เท่ากันในทุกครอบครัว  มีพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องช่วยกันดูแล และใช้ประโยชน์ร่วมกัน  การเกษตรที่ชุมชนก้าวใหม่ เป็นเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา  ไม่มุ่งเน้นพืชเศรษฐกิจล้วน  อยู่ร่วมกันมานานมีกติกาชุมชนหรือธรรมนูญชุมชนใช้ร่วมกัน

ผลผลิตของพืชพันธุ์ต่างๆที่เพาะปลูกในชุมชนก้าวใหม่

 แต่หลังจากที่ส.ป.ก.  เริ่มดำเนินการจัดที่ดินในรูปแบบของ คทช. ซึ่งมีการดำเนินการปรับแผนผังชุมชนใหม่ และได้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขึ้นมา การนำที่ดินของ สปก. มาจัดให้กับประชาชนตามแนว คทช. ซึ่งความต่างกันคือ โฉนดชุมชนเน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชนร่วมกัน  แต่ คทช. พยายามจะเน้นเจกเป็นรายปัจเจก  อีกทั้งในการจัดที่ดินบนที่ตั้งของชุมชนก้าวใหม่ คทช. จังหวัดสุราษฎร์ฯ  เริ่มดำเนินการรังวัดที่ดินใหม่  เตรียมพื้นที่สำหรับทำถนนซอย และยังมีการตัดพืชผลทางการเกษตรที่สมาชิกในชุมชนปลูกสร้างไว้ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน  ทั้งๆที่ชุมชนก้าวใหม่มีการจัดสรรแบ่งแปลงตามกติกา  หากแต่หน่วยงานรัฐยังยืนกรานที่จะต้องปรับผัง-แบ่งแปลงที่ดินตามที่พวกเขาออกแบบเท่านั้น


ย้อนกลับถ้านำเอาหลักคิด หลักการ ของอธิบดีกรมอุทธยานฯมาใช้   นอกจากพืชผล ต้นไม้ บ้านเรือน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลายสิ่งเหล่านั้นที่ชุมชนได้คิดค้น ปฎิบัติกันมาจนเป็นระเบียบเรียบร้อย   ที่สำคัญพื้นที่ สปก. ที่ชุมชนตั้งอยู่นั้น  หากไม่มีกลุ่มประชาชนเหล่านี้เข้าไปทำประโยชน์ที่ดินยังคงตกเป็นของกลุ่มนายทุนที่หมดสัมปทาน  แต่ไม่ยอมคืนพื้นที่ให้กับ สปก. และยังคงทำประโยชน์ไปเรื่อยๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆให้กับรัฐ   จนกระทั่งสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้  ได้ทราบข้อมูลเหล่านั้นประกอบกับมีประชาชนที่ขาดแคลนที่ดินทำกินจึงได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อให้เกิดกระบวนการ “คืนพื้นที่ให้กับ สปก.” เพื่อประชาชนที่ไร้ที่ดินจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้
สิ่งเหล่านี้เองเป็นบทพิสูจน์ถึงการใช้ที่ดินโดยไม่ได้คำนึงถึงการเก็งกำไรค้าที่ดิน  แต่มองเห็นที่ดินเป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยการผลิต  ที่คู่ควรแก่ผู้ผลิตตัวจริงที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่   ดังนั้นโฉนดชุมชน หรือ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน  จึงสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาได้  และไม่ควรยึดติดกับการแก้ปัญหาที่จะต้องมีรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับบางพื้นที่ได้  ส่งผลให้เกิดกรณีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกอย่างเช่นโครงการเก่าๆในอดีตที่ผ่านมา เช่น โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ในปี พ.ศ. 2533 ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด  แบบไหน  หากไม่มองเห็นถึงข้อเสนอภาคประชาชนที่มีความจริงใจในการพัฒนาร่วมกันแล้ว  การแก้ปัญหาที่จะให้ตรงจุดและสำเร็จย่อมจะทำได้ลำบาก  หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้   โมเดลที่ประชาชนสร้างขึ้นมา  พิสูจน์ให้เห็นแล้วอย่างกรณีชุมชนก้าวใหม่ จังหวัดสุราษณ์ธานี จึงเป็นกรณีศึกษา  และนำมาทดลองใช้ในอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้ตามโมเดลนี้ได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต



ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในช่วงที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ตั้งแต่วันที่ 2 12 พฤษภาคม 2561  ซึ่งมีกรณีปัญหาหลากหลายรูปแบบ การอยู่อาศัยของชาวบ้านก็หลากหลายแตกต่างกันทั้งเมือง และชนบท  แต่ประสบปัญหาที่เหมือนๆกันคือ ถูกหน่วยงานรัฐพยายามใช้คดี กฎหมาย บีบขับออกจากพื้นที่  ถูกทำลายทรัพย์สินเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นพืช สวน ไร่ นา หรือแม้แต่บ้านพักที่อยู่อาศัย เกิดปัญหากลุ่มคนไร้ที่ดินทำกิน ไร้บ้านที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

 
จากสถิติตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีประกรที่มีรายได้น้อยไม่มีที่อยู่อาศัยราว ๒.๓ ล้านครัวเรือน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนแม่บทด้านที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ที่จะระดมสรรพกำลังของแต่ละหน่วยงานในสังกัด เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , การเคหะแห่งชาติ ที่ดูแลโดยตรงในเรื่องที่อยู่อาศัยในด้านหาทุนในการสร้างบ้าน   แต่ถึงกระนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่มีเงินในการก่อสร้างตัวบ้าน  กลับเป็น ที่ดินที่เป็นปัญหาหลักสำคัญ ที่ไม่มีพอจะเหลือมาแบ่งปันกันเพื่อใช้ทำกิน และอยู่อาศัย เพราะที่ดินถูกค่านิยมให้กลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ขปส. เห็นปัญหาข้างต้นจึงพยายามเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหา และสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น นโยบายโฉนดชุมชน ที่หัวใจหลักอยู่ที่ชุมชน ร่วมกันจัดการทรัพยากรที่ดินด้วยกัน  สร้างการแบ่งปันทรัพยากรสำคัญที่มีอยู่จำกัดร่วมกัน  มิได้มุ่งหมายเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อนำไปเป็นฐานธุรกิจส่วนตัว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าว  เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามามีอำนาจบริหาร  ขปส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาจนระยะเวลาผ่านเลยมาเกือบจะครบรอบ 4 ปี  แต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาแม้แต่อย่างใด   ตรงกันข้ามสถานการณ์ของปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ   ชาวบ้านไม่สามารถเข้าบ้าน ไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในสวน ในนา ของตนเอง  ที่บุกเบิกแพ้วถางมา   บ้างถูกประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐในขณะที่อยู่อาศัยมาก่อน   บ้างถูกเอกชนได้สิทธิ์การใช้ที่ดินในขณะที่ชาวบ้านยังอยู่อาศัย และทำกินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน   แม้ว่าการชุมนุมติดตามของ ขปส. ในครั้งนี้อาจจะได้มติ บันทึก มาจากกระทรวง หน่วยงานต่างๆมา  ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไป  เนื่องจากเป็นการบันทึกถึงแนวทางการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี  ที่ยังไม่มีการสั่งการใดๆลงไปในพื้นที่  และไม่ใช่นโยบายที่จะสรรค์สร้างให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
จากการเคลื่อนไหวชุมนุมติดตามในแต่ละกระทรวง  พบเห็นท่าทีของฝ่ายบริหารระดับสูงที่เปลี่ยนไป  ดูคล้ายนักการเมืองช่วงใกล้การเลือกตั้งยิ่งนัก   หรือจะประจวบเหมาะกับที่ใกล้จะถึงเส้นชัยโรดแมพที่ทางนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในต้นปีหน้าจะเกิดการเลือกตั้ง  ประกอบกันสถานการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเริ่มขยับหาหลัก หาที่อยู่ กันแล้ว  บ้างอยู่บ้านเดิม  บ้างอยู่บ้านใหม่  แต่ที่แน่ๆจะไม่ว่าเก่า หรือใหม่  การแก้ปัญหาปากท้องยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา  อย่างที่ ขปส. ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมา 2 รัฐบาล และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ 3 นั้น
ตรงข้ามปฎิกิริยาของนายกรัฐมนตรีกับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับคนจนจากการให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของ ขปส. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดบุรีรัมย์ ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา   ในหลายประเด็นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงนายกรัฐมนตรีไม่ทราบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของ ขปส.  การกล่าวหาประชาชนรากหญ้าเรียกร้องเอาแต่ของฟรีนั้น  ต้องดูประเด็นถึงการก่อเกิดของปัญหาเหล่านั้นว่าที่มาที่ไปเป็นเช่นไร  หากคนอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าแล้วนั้น   นี่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องเรียกร้องเอาสิทธิคืนมิใช่หรือ   และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกังวลถึงจะมีประชาชนกลุ่มต่างๆมาเรียกร้องกันอีก  ถ้าหากสังคมไทยมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมและทั่วถึงในทุกชนชั้น
อยากจะขอชี้แจงการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่อาจจะทำให้นายกรัฐมนตรีได้ข้อมูลข้างเดียวคือเหล่าข้าราชการที่ส่งเรื่องไปรายงานอย่างไม่ครบถ้วนให้ได้เข้าใจ  หากเป็นทางพี่น้องคนจนชนบท  การขอใช้ที่ดิน สปก. ที่กลุ่มทุนหมดสัมปทานไปนานแต่ยังใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่ได้จ่ายอะไรให้กับรัฐเลย แล้วพี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ดินเข้าไปทำกินในที่ สปก. แล้วทวงที่ดินกลับมาให้เป็นของ สปก. ดังเดิม  ที่ต้องแลกด้วยชีวิต เลือด เนื้อ ของเขาเหล่านั้นคงไม่ใช่การเรียกร้องเอาฟรีๆอย่างที่นายกฯเข้าใจ
กลับมองในด้านทางคนจนเมืองข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีอยู่ข้อเรียกร้องหนึ่งว่า ให้รัฐอุดหนุนระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในโครงการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยของรัฐ นั้น จะขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้ว่า  การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองภายนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 80,000 บาทต่อหน่วย เท่ากับโครงการบ้านรัฐเอื้อราษฎร์ ที่ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.)  แต่การดำเนินงานต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ กคช. สามารถทำสัญญาว่าจ้างใช้งบทั้ง 80,000 บาทต่อหน่วยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ส่วน พอช. จะต้องนำเงิน 80,000 บาท มาจัดสรรออกเป็น 3 กอง ใหญ่ๆ คือ บริหารตัวโครงการบ้านมั่นคง , การพัฒนาขบวนชุมชน และสุดท้ายคือการก่อสร้างที่อยู่อาศัย จาก 80,000 บาทต่อหน่วยจะเหลืออยู่ราว 50,000 บาทต่อหน่วย
แน่นอนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำเป็นต้องมี ที่ดินและที่ดินในเมืองยกตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร  คนจนหมดสิทธิ์ที่จะใช้ที่ดินใจกลางเมืองหลวงแน่ๆถ้าสถานการณ์ที่ดินยังคงเป็นสินค้า และรัฐยังหวงแหนที่ดินให้กับการทำประโยชน์เชิงพานิชย์   คนจนจึงต้องหาที่ดินชานเมือง  และมีสภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก  ทำให้การลงทุนในการปรับพื้นที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเยอะมากพอสมควร  และระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ยังเข้าไม่ถึงหรือถึงแต่ไม่เพียงพอจำเป็นต้องขยายเขต ขยายกำลังในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ระบบของการไฟฟ้า การประปา ทั้งนครหลวง และภูมิภาค มีความคล้ายกันคือ เริ่มต้นต้องให้ผู้ขอเข้าไปทำเรื่องขอประเมินค่าใช้จ่ายการติดตั้งระบบปักเสา พาดสาย (คนละอย่างกับขอติดตั้งมิตเตอร์ของบ้านแต่ละหลัง) ซึ่งขั้นตอนการประเมินก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย  ถึงแม้ว่าภายหลังเราตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อ ก็ไม่สามารถเรียกเงินในส่วนนี้กลับคืนได้
ขั้นตอนต่อไปหากเราพึงพอใจ หรือ มีกำลังในการจ่ายไหวตามราคาที่หน่วยงานประเมินมาให้เราจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 100ก่อนภายใน 3 เดือน ไม่เช่นนั้นค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้  และอาจจะต้องประเมินใหม่ (นั้นหมายถึงว่าต้องเสียค่าประเมินใหม่ด้วย)  หลังจากที่มีการชำระเงินไปแล้ว การไฟฟ้า การประปาจึงจะลงมาดำเนินการติดตั้งระบบให้ หลังจากที่มีการปักเสา พาดสายไฟฟ้า หรือวางแนวท่อประปา แล้วเสร็จ  อุปกรณ์ทุกอย่างคือของทางราชการทันที  เราไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ
หลังจากนั้นจึงถึงขั้นตอนให้เจ้าบ้านในแต่ละหลังไปยื่นขอติดตั้งมิตเตอร์น้ำ ไฟฟ้า ของตัวเองก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าหม้อไฟ มาตรวัดน้ำอีกต่างหาก แล้วแต่ว่าผู้ขอต้องการใช้ขนาดไหนอย่างไร (และก็เช่นกันหม้อไฟ และมาตรวัดน้ำก็จะกลายเป็นของหลวงเหมือนกัน)
จากนั้นการไฟฟ้า การประปา ก็จะส่งพนักงานมาจดเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อเก็บเป็นรายได้ขององค์กรตนเอง  แต่ในใบเสร็จยังคิดค่าบริการอยู่ในนั้นอีกซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าค่าบริการอะไร


  

หากดูตั้งแต่ต้นขั้นตอนไหนที่การไฟฟ้า การประปา ลงทุนจากองค์กรตัวเองบ้าง  นี่ยังไม่นับสัดส่วนภาษีกองกลางที่ต้องตัดส่วนแบ่งมาให้ทั้ง 2 องค์กรนี้เพื่อมาเป็นเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่เคยขาดทุนทั้ง 2 องค์กรนี้ได้กำไรมาจาก การมีทุนของตัวเองจาก ภาษีของประชาชนและหากำไรจาก ค่าบริการรายเดือน”  แต่ไม่เคยลงทุนอะไรเลยในเส้นทางการดำเนินงาน
นี่คือรายละเอียดว่าทำไมเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องมีข้อเรียกร้องดังกล่าวออกมา  ไม่ใช่ขอฟรีอย่างที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจ  แต่ที่มาที่ไปเป็นอย่างที่ชี้แจงข้างต้น  และกลุ่มเป้าหมายไม่ได้ว่าให้ประกาศนโยบายอุดหนุนทั่วประเทศ  แต่ให้นำร่องเฉพาะโครงการของรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนอยู่จำนวนมาก  รัฐบาลจะมองอย่างไรเมื่อชาวบ้านดิ้นรนได้ที่ดิน แล้วสร้างบ้านสวยงาม  แต่ท้ายสุดไม่มีปัญญาใช้ไฟฟ้า ประปา ของรัฐได้ต้องไปพ่วงสายต่อท่อจากที่ข้างเคียงอย่างที่เขาเคยอยู่ในสลัมเช่นนั้นหรือ
ฉะนั้นแล้วการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ไม่ได้เป็นการร้องขอให้สงสาร  แล้วรัฐจัดสงเคราะห์ให้เป็นรายๆไป  แต่การเคลื่อนไหวนี้เรามีต้นทุนที่สูงมากเดิมพันด้วยที่ดินทำกิน  ที่อยู่อาศัย  ชีวิต วิถีวัฒนธรรม  หากพ่ายแพ้สิ่งเหล่านั้นก็จะมลายหายไปด้วยเช่นกัน  ไม่มีอะไรจะได้มาฟรีๆในโลกนี้  จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เข้าใจคนยากคนจนที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วย
ถึงแม้นว่าการชุมนุมของ ขปส. จะยุติลง  แต่ปัญหาในทุกๆเรื่องยังไม่ได้ยุติตาม  หากจับตาดู คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายก โดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ เป็นรองประธาน  ได้ส่งเสนาธิการทหารบกมาเจรจาเพื่อแสดงความห่วงใยในการแก้ปัญหา  และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับผู้แทน ขปส.



        ปัจจุบันคณะกรรมการดังกล่าวได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมโดยเฉพาะ ที่มีกรณีปัญหา 172 กรณี แต่ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชุมชนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค  และในคณะอนุกรรมการนั้นเองจะประกอบยไปด้วยปลัดกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ขปส. ราว 7 กระทรวงหลักๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับสิบหน่วยงาน  เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสัญญาณจากรัฐบาลที่ประกาศจะให้เห็นผลของการปฎิรูปภายใน 8 เดือน (นั้นหมายถึงอีก 1 เดือนจะมีการเลือกตั้ง) จะเห็นผลเป็นรูปธรรม  หรือแค่การหาเสียงล่วงหน้าอย่างที่พรรคการเมืองในอดีตเขาได้ทำๆกันมาก่อนแล้ว  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะยังคงติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...