แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครือข่ายสลัม4ภาค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครือข่ายสลัม4ภาค แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

 



ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4ภาค

“ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำกัด ไม่สามารถงอกเงยเพิ่มเติมขึ้นมาได้ ตรงข้ามกลับมีทีท่าว่าจะหดหายไปจากสภาวะโลกร้อน ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นทุกเวลาการที่คนจนจะเข้าถึงที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะคนจนเมือง ที่มีอัตราการเพิ่มมูลค่าที่ดินสูงขึ้นจนน่าตกใจ



จะเห็นได้ว่าที่ดินราคามีแต่ขึ้น ไม่มีลง แต่กลับมีคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งกลับครองที่ดินกว่า 80% ไว้กับตนเอง ยิ่งส่งผลให้ราคาต้องถีบสูงขึ้นไปอีก การแย่งชิงทรัพยากรที่ดินก็เพิ่มการแข่งขันมากขึ้นไป เป็นตัวเร่งในการเพิ่มมูลค่าที่ดิน



ขบวนประชาชนที่เคลื่อนไหวในด้านที่ดิน อย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลในหลายรัฐบาลเพื่อให้ออกมาตรการด้านภาษีเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้ปล่อยที่ดินออกจากการครอบครอง แล้วจะได้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ผ่อนการแย่งชิงทรัพยากรให้ลดลง แต่ก็ไม่พบรัฐบาลใดที่มีความกล้าในการจัดการปัญหานี้โดยใช้มาตรการภาษีนี้ แต่กลับมีการดัดแปลง “ภาษีโรงเรือน และที่ดิน” มาเป็น “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ออกมาใหม่ โดยเน้นจะเก็บคนที่มีที่ดินมูลค่าสูง และหลายแปลง แต่ก็มีเพดานการจัดเก็บไม่เกิน 3% ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7%

แต่กระนั้นนอกจากกลุ่มเจ้าของที่ดินจำนวนน้อยที่ครองที่ดินจำนวนมากเหล่านั้นจะไม่กระทบอะไรแล้ว แต่กลับมาส่งผลให้กับชาวชุมชนที่รวมกลุ่มกันซื้อที่ดินบ้าง เช่าที่ดินบ้าง แล้วแบ่งกันอยู่อาศัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยผ่านการเช่าช่วงจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับเป็นที่รองรับชุมชนชายเขาใหม่พัฒนา ซึ่งเป็นการช่วย รฟท. จัดระเบียบผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในที่ดิน รฟท. ในอีกทางหนึ่ง โดยชุมชนนี้ขอเช่าที่ดิน 6,129 ตารางเมตร หรือประมาณ 3.84 ไร่ เพื่อรองรับสมาชิก 72 ครัวเรือน



โดยทั้ง 72 ครัวเรือน ได้แบ่งที่ดินขนาดเท่าๆกันไม่เกิน 50 ตารางเมตรต่อครัวเรือน หากเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปกติแต่ละครัวเรือนไม่มีทางเข้าเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายภาษีเลย แต่เนื่องจากเขาจน เขาต้องรวมกลุ่มมาเช่าที่ดินจาก รฟท. เป็นแปลงรวมเขาเลยต้องจ่ายภาษี (เหรอ) นี่คือความบิดเบี้ยวของกฎหมายสุดท้ายคนรวย คนมีที่ดิน ไม่กระทบจากการจ่ายภาษีเพิ่ม แต่คนจนต้องก้มหน้าจ่ายภาษี ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อไป

นี่คือหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อรัฐบาลเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ในกรณีการเก็บภาษีควรเก็บเป็นรายบุคคลที่ครอบครองจริง ไม่ควรดูจากสัญญาเช่าแผ่นเดียว หรือโฉนดฉบับเดียว ที่มาจากการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินราคาแพง

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่กระทรวง พม. หลงทิศ

                                         การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่กระทรวง พม. หลงทิศ

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

 

จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทั่งมีสื่อนำไปโพสคำพูดระหว่างอภิปรายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ ว่า “งบประมาณมีจำกัด เราอยากจะได้สวัสดิการถ้วนหน้า เรามีปัญหาข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ ดังนั้นการเคหะฯ จะนั่งรองบประมาณจากรัฐบาลเพื่อสร้างบ้านคนจนไม่ได้อีกต่อไป และได้เปลี่ยนมาทำบ้านให้คนจนเช่า ซึ่งทำแล้ว ๑๐,๐๐๐ ห้อง ราคา ๙๙๙ บาท ทั่วประเทศ พร้อมยืนยันว่า ตนอยากให้คนจนมีบ้านอยู่ ประชาชนต้องได้ประโยชน์มากขึ้น เอกชนต้องเลิกหากินเป็นเหลือบกับการเคหะฯ ซึ่งบ้านใหม่ที่สร้างเช่ามีสภาพดีกว่าบ้านเอื้ออาทร” (ข้อความจาก เพจ workpointTODAY ) ทำให้ชาวชุมชนเมืองเกิดความงุงงงขึ้นมาเป็นอย่างมาก ว่าโครงการดังกล่าวอยู่แห่งหนตำบลใด เนื้อหาการอภิปรายเรื่องทุจริต หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ที่พูดคุยกันในสภาบทความนี้ไม่ขอแสดงความเห็น แต่จะขอกล่าวถึงทิศทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหลัก

จากที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค ทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยมากว่า ๒๐ ปี พอจะแยกกลุ่มเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

๑.    กลุ่มคนไร้บ้าน ที่อาศัยหลับนอนตามที่สาธารณะต่างๆ

๒.    กลุ่มชุมชนแออัด ที่สร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินผู้อื่น ไม่มีความมั่นคงด้านที่ดินพร้อมจะถูกไล่รื้อทุกเมื่อ

๓.    กลุ่มชนกลางระดับล่าง ที่อาศัยเช่าห้องพัก บ้านเช่าในชุมชน ใกล้ที่ทำงาน

และหากนำเอาประโยคคำพูดข้างต้นของนายจุติ ไกรฤกษ์ มาจับคู่กับคนจนเมืองทั้ง ๓ กลุ่มแล้ว อาจจะตอบโจทย์ได้เพียงกลุ่มที่ ๓ (บางคน) เท่านั้น เพราะจะต้องดูทำเลที่ตั้งของโครงการว่าอยู่จุดใดของจังหวัดนั้นๆ ห่างจากที่ทำงานที่อยู่ในเมืองขนาดไหน มีรถโดยสารประจำทางผ่านหรือไม่ ประกอบไปด้วย เพราะนั้นคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเลือกที่พักอาศัย แต่หลังจากที่เปิดเช็คข้อมูลโครงการปรากฎว่า !!!! ไม่มีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ( จากเวปไซด์ https://www.nha.co.th/nha-low-income/ )


ภายในเวปไซด์ได้ประชาสัมพันธ์โครงการอาคารเช่า สำหรับผู้มีรายได้น้อยในภายใต้เวปไซด์ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เอง โดยมีจังหวัดที่มีโครงการดังกล่าวคือ จังหวัดลำปาง , นครสวรรค์ , ลพบุรี , พังงา , กาญจนบุรี , มหาสารคาม , สุรินทร์ และอุบลราชธานี รวม ๘ จังหวัด จาก ๗๗ จังหวัดทั่วไทย แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ราคา ที่นายจุติ ไกรฤกษ์ โฆษณาไว้ที่สื่อลงว่า ๑๐,๐๐๐ ห้องราคา ๙๙๙ บาท แต่ที่ลงเวปไซด์ประชาสัมพันธ์ราคาต่ำสุดอยู่ที่ ๑,๔๐๐ บาท และอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดเดียวเท่านั้น ไม่ตรงตามที่ได้พูดไว้ในสภา






ภาพจากเวปไซด์ การเคหะแห่งชาติ

ส่วนคุณสมบัตินั้นเปิดกว้างสำหรับคนที่มีรายได้ที่ชัดเจนเพราะกำหนดรายได้ไว้สูงที่เพดานไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตอกย้ำว่ากลุ่มคนจนเมืองกลุ่มที่ ๑ และ ๒ ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้อย่างแน่นอน

 

  

 

และนี่คือการอภิปรายของภาคประชาชนต่อการแก้ต่าง แก้ตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการละเลยต่อการส่งเสริมให้การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยโดยประชาชน หรือชุมชน มีส่วนร่วมอย่างโครงการบ้านมั่นคง ที่งบประมาณลงไปที่ชุมชนโดยตรง ช่างก่อสร้าง ชุมชนเป็นผู้กำหนด ที่มักจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มคนจนเมืองกลุ่มที่ ๒ หรือ กลุ่มชุมชนแออัด กลับไม่ค่อยได้รับการส่งเสริม หรือให้ความสำคัญ เทียบเท่ากับโครงการสร้างอาคารให้ประชาชนเช่า

ส่วนกลุ่มคนจนกลุ่มที่ ๑ กลุ่มคนไร้บ้านที่อาศัยหลับนอนในที่สาธารณะนั้น ความชัดเจนในการแก้ปัญหายังไม่มีความเด่นชัดสักเท่าไหร่นัก มีความร่วมมือในระดับกรม แต่ระดับกระทรวงยังไม่คิดที่จะดำเนินการสานต่อ นี่เป็นเพียงจุดหนึ่งที่พบเห็นทางสื่อ และประสบได้เองทางสื่อออนไลน์ถึงทิศทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นี้ ไม่ได้มาถูกทางเอาเสียเลย

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564

บำนาญแห่งชาติ อีกหนึ่งก้าว ที่จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการ

                                            บำนาญแห่งชาติ อีกหนึ่งก้าว ที่จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการ

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

             องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้ว่าวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้เป็นวันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons) โดยองค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ต.ค.2534 องค์การสหประชาชาติได้ให้ความหมายคำว่า ผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ ที่ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้กับสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และในสถานกาณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทยที่กลับกำลังมาถึงทางแยกอีกครั้งหลังจากที่มีการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ ครั้งแรกเมื่อปี 2535 ในเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ และได้ขยับมาจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ ในปี 2551 ให้สำหรับทุกคน (ที่ลงทะเบียน) ส่วนเรื่องจำนวนเบี้ยที่ให้กับผู้สูงอายุ ก็ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2535 ที่ให้จำนวน 200 บาทต่อคน ต่อมาปี 2536 ให้จำนวน 300/500 บาทต่อเดือน ปี 2551 ให้จำนวน 500 บาทเท่ากันทุกคน และในปี 2554 ถึงปัจจุบัน ให้เป็นขั้นบันไดตามอายุ จำนวน 600 – 1000 บาท ต่อคน แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้มีแนวความคิดที่จะปรับเกณฑ์การให้เบี้ยผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่มคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น


เปรียบเทียบเบี้ยผู้สูงอายุ

                ทางแยกนี้สำคัญยิ่งนักเพราะมาท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ที่สร้างความยากลำบากกับพี่น้องประชาชนอย่างถ้วนหน้า แต่รัฐบาลพยายามจะลดค่าใช้จ่ายโดยการเลือกจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบเฉพาะกลุ่ม โดยให้เหตุผลหลักอยู่ที่ประเด็นเป็นภาระทางงบประมาณ  ทั้งๆที่หากดูข้อเท็จจริงแล้วกลุ่มที่เป็นภาระทางงบประมาณควรจะเป็นกลุ่มข้าราชการทั้งหลาย หากจะดูอัตราสัดส่วนต่อคนต่อเดือน ที่ใช้ภาษีภาษีจ่ายไป

ข้าราชการเกษียณ                    ราว 8.7 แสนคน           ใช้งบประมาณ 310,600 ล้านบาท

ประชาชนตาดำๆอายุ 60 ปีขึ้นไป ราว 8.2 ล้านคน            ใช้งบประมาณ 68,418 ล้านบาท

 


                 นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ถูกขยายความ หากแต่การสื่อสารกลับมีเพียงมุมเดียวคือการใช้งบประมาณให้กับทางภาคประชาชนจำนวนหลายหมื่นล้านบาท หากมีบำนาญสำหรับประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รัฐจำนวนเงินใกล้เคียงหรือเท่ากับข้าราชการ กลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้จะไม่เป็นภาระลูกหลานอีกต่อไป เพราะคนวัยทำงานสามารถออมเงินสำหรับตอนเองและครอบครัวตนเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องพะวงถึงด้านพ่อแม่ตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาลูกหลานข้าราชการมีความกังวลด้านนี้น้อยมาก เพราะโดยส่วนใหญ่ข้าราชการบำนาญมีเงินหลังหมดอายุการทำงานเพียงพอในการดำรงชีพโดยไม่ต้องพึ่งพิงลูกหลาน


ภาพข่าวต่างๆลงพาดหัวหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

 

ถึงกระนั้นคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังเอาเหตุผลด้านงบประมาณมาพูดเพื่อจะนำไปสู่การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุลดลง โดย “นพ.วิชัยกล่าวอีกว่า โดยที่ประชุมเห็นพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายการให้จัดสรรโดยพิจารณาจากเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ มีหลักการให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรต้องแสดงตัวตนและแสดงรายได้ และต้องประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับจัดสรรให้สาธารณชนรับรู้ พร้อมทั้งกำหนดให้มีบทเฉพาะกาลว่า การดำเนินการจะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมาก่อนหน้านี้ได้รับความเดือดร้อน คือไม่ให้ตัดสิทธิผู้ที่ได้รับมาอยู่ก่อนหน้า” 

การอ้างถึงงบประมาณรัฐที่มีจำกัดจนไม่สามารถจัดสวัสดิการด้านอื่นๆได้ แท้จริงแล้วการจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการให้กับประชาชนหากจัดอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมในงบประมาณที่มีอยู่ปัจจุบันสามารถทำได้ ( ดูบทความย้อนหลังการจัดสวัสดิการต่างๆได้ในลิ้ง https://frsnthai.blogspot.com/2017/10/blog-post_27.html )

เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดรัฐสวัสดิการร่วมกับภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยมีหนึ่งในสวัสดิการนั้นคือ บำนาญแห่งชาติ ซึ่งได้ลงแรงรวบรวมลายมือชื่อเสนอกฎหมายฉบับประชาชน เพื่อเปลี่ยนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นพรบ.บำนาญแห่งชาติ เนื้อหาหลักๆ คือ ทุกคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จะต้องได้รับบำนาญ นโยบายคือสวัสดิการของรัฐมิใช่การสงเคราะห์เพราะสงสาร จำนวนเงินที่จะได้รับต่อเดือนต้องใช้หลักเกณฑ์จากเส้นความยากจนคือจำนวน 3,000 บาท ที่ กำหนดโดยสภาพัฒนาการเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (ราว 2,763 บาท) และคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติต้องมีสัดส่วนภาคประชาชนเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย เนื้อหาร่างพระราชบัญญัติพร้อมลายมือชื่อ 13,264 คน ยื่นสู่รัฐสภาตามระบบเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องให้นายกรัฐมนตรีเซ็นรับรองก่อนนำเข้าพิจารณาในสภา ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมเซ็น และปล่อยให้เสียงประชาชนหมื่นกว่าคนหายไปกับสายลม จริงๆแล้วมิใช่เพียงร่างกฎหมายของภาคประชาชนเท่านั้นที่นายกรัฐมนตรีโดยนายประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ลงนาม แต่ร่างกฎหมายจากพรรคการเมืองอีก 3 พรรค ที่เสนอมาก็ไม่มีการลงนามเช่นเดียวกัน ราวกับประเด็นผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ทั้งๆที่ประเทศไทยเข้าสูงสังคมสูงวัยไปแล้ว

เหตุการณ์เหล่านี้สั่งสมมายาวนานรัฐพยายามทำให้เป็นเรื่องปกติ เครือข่ายสลัม 4 ภาค กับภาคประชาชนที่ร่วมกันผลักดันรัฐสวัสดิการ พยายามส่งเสียงร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้ ภาคประชาชนกลุ่มต่างๆจะหลั่งไหลไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อคัดค้านแนวความคิดการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ถ้วนหน้า และผลักดันนโยบายบำนาญแห่งชาติกับรัฐบาลโดยผ่านรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายจุติ ไกรฤกษ์ ที่ออกมารับจดหมายประชาชนเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา หากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติรับเอาแนวความคิดการเลือกให้เบี้ยผู้สูงอายุนอกจากรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯต้องรับผลที่จะเกิดขึ้นนี้แล้ว รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกันเพราะถือเป็นหนึ่งในกลไกให้เกิดนโยบายที่ถอยหลังลงคลองย้อนหลังไปเกือบ 30 ปี

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ระบบรัฐราชการที่ล้าหลัง พาประชาชนทยอยตาย

 

ระบบรัฐราชการที่ล้าหลัง พาประชาชนทยอยตาย

โดย คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

                     ในวันที่ ๒๑ - ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ทีมแพทย์ชนบท ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน และเครือข่ายชาวบ้าน ร่วมกันตั้งจุดตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด ๑๙ เชิงรุกตามจุดต่างๆในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งได้รับความมือจากภาคีต่างๆเป็นอย่างดี อาทิ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายสลัม๔ภาค และกลุ่มต่างๆที่ไม่ได้เอ่ยถึงอีกมาก เพราะได้รับความสนใจจากประชาชนที่มีความต้องการตรวจเชื้อให้กับตนเองและครอบครัวจำนวนมาก เนื่องจากหากต้องไปตรวจเองจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

 



  

 

การปฏิบัติการพิเศษ 3 วัน มี 16 ทีมของแพทย์ชนบทและร่วมกับโรงพยาบาลต่างๆจากต่างจังหวัด ลงมือ swab ผู้คนด้วย Rapid Ag Test เมื่อผลเป็นบวกจะได้ทำ rtPCR ให้ทันที และนำเข้าระบบ Home Isolation โดยเข้าถึงชุมชนทั้งสิ้น 40 จุด ตรวจได้จำนวน 31,518 ราย ผลพบว่า เจอผู้ติดเชื้อโควิดถึง 5,086 คน หรือมีผลบวกถึง 16.14% ถือว่าสูงมาก อัตราการทำ rtPCR เกิน 100% เพราะบางรายมีผล rapid test แล้วหาที่ทำ rtPCR ไม่ได้ เลยต้องมาขอต่อคิวทำ rtPCR ในการปฏิบัติการครั้งนี้ (ข้อมูลจาก แฟนเพจ : ชมรมแพทย์ชนบท)




 ขอขอบคุณภาพจากแฟนเพจ ชมรมแพทย์ชนบท

แน่นอนกระบวนการหน้าบ้านคือบุกเชิงรุกเข้าตามจุดชุมชนต่างๆ และยังมีหลังบ้านคือกลุ่มแพทย์ พยาบาล อาสา ที่คอยรับผู้ป่วยที่อยู่ในระดับขั้นสีเหลือง สีแดง ที่จะให้คำปรึกษาการปฏิบัติตัว หรือแม้กระทั่งวินิจฉัยจ่ายยาให้ตามอาการอีกด้วยในระบบออนไลน์ที่เชื่อมประสานกันระหว่าง หน้าบ้าน ถึงหลังบ้าน โดยอาสาสมัครแพทย์ พยาบาล จะติดต่อไปพูดคุยสอบถามอาการหลังจากทราบผลไม่เกิน ๑ ชั่วโมง แล้วจะนำข้อมูลอาการผู้ติดเชื้อไปหารือต่อกับแพทย์ โดยกระบวนท้ายสุดนี้อาจจะต้องใช้เวลาเนื่องจากพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่จำนวนแพทย์อาสามีจำกัด ซึ่งจะตอบกลับอีกราว ๑ - ๒ ชั่วโมง เพื่อแจ้งต่อผู้ติดเชื้อว่าต้องกินยาแบบไหน หรือไม่จำเป็นต้องกินยา สามารถกลับบ้านไปกักตัวได้เลยในระบบ Home Isolation ได้ทันที เพราะมีอาสาสมัครหน้างานคอยกรอกข้อมูลให้ทันทีที่ทราบผล

ความพยายามข้างต้นที่เล่าถึงมาแสดงให้เห็นน้ำจิต น้ำใจ อันมากล้นของประชาชนคนไทยที่หลั่งไหลมาช่วยเหลือกันในยามสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ แต่หากมองไปอีกมุมที่กลับกันเหตุการณ์นี้ทำไมต้องมาเกิดในสังคมไทย ภาพผู้คนดิ้นรนหาที่ตรวจเชื้อ ภาพผู้คนนอนป่วยไร้คนดูแล จนกระทั่งถึงภาพผู้คนที่เสียชีวิตข้างถนนไร้คนเหลียวแล ซึ่งสังคมได้ตัดสินไปแล้วว่ามันเกิดมาจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ประมาทต่อการโรคระบาดครั้งนี้ นิ่งนอนใจไม่ตัดสินใจสั่งวัคซีนที่มีคุณภาพเข้าประเทศตั้งแต่แรก รวมไปถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อที่ก้ำกึ่งเพราะเกรงว่าจะต้องจ่ายเงินเยียวยาประชาชน

กระทั่งระบบการรับตัวคนผู้ป่วยติดเชื้อยังเป็นระบบราชการที่ล้าหลัง ไม่ทันต่อสถานการณ์ ถึงแม้ประชาชนรู้ตัวเองว่าติดเชื้อโควิด๑๙ จากการตรวจแบบ Rapid Ag Test แล้วมีอาการไม่สู้ดีอยู่ในกลุ่มสีแดง แพทย์ลงความเห็นว่าต้องรีบนำเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยด่วนก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก “ระบบ” ที่วางไว้ว่าประชาชนจะต้องมีผลตรวจด้วยวิธีการ rtPCR เท่านั้น ซึ่งวิธีการนี้ผลจะออกมาได้ต้องใช้เวลาประมาณ ๔๘ ชั่วโมง ดังเช่นเคสกรณีผู้ป่วยรายหนึ่งค่าออกซิเจนในเลือดเหลือเพียง ๖๕ (โดยปกติแล้วต่ำกว่า ๙๕ ให้ถือว่าเริ่มผิดปกติ) เจ้าหน้าที่ศูนย์เอราวันไปถึงบ้านแต่ไม่สามารถรับตัวไปส่งต่อโรงพยาบาลได้เพราะแจ้งว่าไม่มีผลแลป rtPCR ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับ และได้ติดต่อไปยังกองควบคุมโรคติดต่อ กรุงเทพมหานคร ก็ได้คำตอบที่เป็นคำถามเช่นเดิมคือผู้ป่วยมีผลแลป rtPCR หรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยท่านนี้ได้เข้ารับการตรวจ Rapid Ag Test และทางแพทย์ได้ประเมินแล้วว่าอยู่กลุ่มสีเหลือง สั่งจ่ายยาไปเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ แต่อาการมาป่วยหนักในวันถัดมา เขาไม่สามารถใช้ผลตรวจแบบ Rapid Ag Test เพื่อนำตัวเองไปรักษาในโรงพยาบาลได้เลย โดยอ้างว่า “ผู้ใหญ่ให้นโยบายมาแบบนี้ไม่สามารถช่วยเหลือได้จริงๆ”


ภาพผู้ป่วยที่รอการเข้ารักษาแต่ไม่มีผลแลป rtPCR

หากรัฐบาลยังคงทำตัวทองไม่รู้ร้อน เห็นการเสียชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องปกติ ถือว่าเป็นการ “สมรู้” ในการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ของประเทศไทย หากแม้ความสามารถการนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพต่อสถานการณ์ปัจจุบันยังทำได้ด้วยความล่าช้า แต่ปัญหาเฉพาะหน้าควรจะมีวิสัยทัศน์แก้ปัญหาที่ต้องมองข้ามระเบียบ ระบบ ราชการที่ล้าหลังออกไปด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลนี้จะมีเพียงความกระสันอยากมีแต่อำนาจ แต่ไม่มีกึ๋นที่จะบริหารอำนาจที่มีให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุขได้ ก็คงรอเพียงเวลาที่ประชาชนทุกสาขาอาชีพที่ถูกรัฐบาลกระทำลุกขึ้นมาทวงอำนาจกลับคืน

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563

๒๐ ปี การเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย

 ๒๐ ปี การเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย

โดย คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

 

เครือข่ายสลัม ๔ ภาค มีสมาชิกชุมชนที่อยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวนมาก สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนแออัดในที่ดินของการรถไฟฯ จะมีลักษณะไม่เป็นระเบียบ ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นที่ฐาน ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า รวมถึงการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการต่างๆตามนโยบายของรัฐบาล คุณภาพชีวิตย่ำแย่ ถือได้ว่าเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคมได้เลย

 



 

สภาพที่อยู่อาศัยชุมชนในที่ดินของการรถไฟฯ

 

ในปี ๒๕๔๑ เครือข่ายสลัม ๔ ภาค เริ่มขยับขบวนใหญ่เพื่อให้รัฐบาลมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ตั้งอยู่ในที่ดินของ รฟท. เริ่มลงสำรวจ ทำความเข้าใจ และชักชวน เพื่อพ้องน้องพี่ ชุมชนต่างๆมาเข้าร่วมผลักดันในรูปแบบการ “เช่าที่ดิน” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบของการรถไฟฯ จนสามารถรวบรวมชุมชนเบื้องต้นได้ ๖๑ ชุมชน เป็นบัญชีรายชื่อชุมชนที่ยื่นต่อกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขอเช่าที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย

กระทั่งในปี ๒๕๔๓ เครือข่ายสลัม ๔ ภาค ชุมนุมใหญ่หน้ากระทรวงคมนาคมเพื่อรอฟังผลมติคณะกรรมการรถไฟฯ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นมติประวัติศาสตร์ของ รฟท. เปิดโอกาสให้ชุมชนแออัดในที่ดินของ รฟท. สามารถเช่าที่ดินเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยได้



 

จากชุมชนแออัดหลังจากได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ สามารถปรับที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนเมืองที่น่าอยู่

ภาพชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

 

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ผ่านไป ๒๐ ปี การเดินหน้าเช่าที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ ยังคงขับเคลื่อนไปไม่มีหยุดแม้แต่ปีเดียว  หากแต่ว่า “ทัศนคติ” ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติ ของการรถไฟฯ กลับยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงไม่มีแนวนโยบายการแก้ปัญหาชุมชนต่างๆที่นอกเหนือ ๖๑ ชุมชน ให้ได้มีการเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง ยังคงปล่อยให้เอกชนประมูลทับที่ดินที่เป็นที่ตั้งของชุมชน ยังคงมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แต่คนรับผิดชอบผู้ได้รับผลกระทบกลับกลายเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลงานมาเป็นคู่พิพาทกับชาวบ้าน ทำให้เครือข่ายสลัม ๔ ภาค จะต้องใช้ประสบการณ์ ๒๐ ปีผ่าน มาใช้ช่วยเหลือพี่น้องชุมชน

วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก อีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และชาวชุมชนต่างๆจะประสานใจกันออกมาเดินรณรงค์ครั้งใหญ่กว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลเองไม่ได้ใส่ใจการแก้ปัญหาของคนยากคนจน สถานการณ์รัฐราชการที่ยังปฎิบัติตัวเป็นนายประชาชน ดำเนินคดีชาวบ้านรายวัน จากสถานการณ์เหล่านี้เองจะส่งผลให้มีชาวชุมชนออกมาร่วมเดินรณรงค์ พร้อมข้อเรียกร้องที่รัฐจะต้องออกมาแก้ปัญหา

แน่นอนว่าวันจันทร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ หนึ่งในสถานที่ที่ขบวนรณรงค์จะไปหยุดนั้นคือ กระทรวงคมนาคม พี่น้องชาวชุมชนแออัดในที่ดินของ รฟท. จะพร้อมใจกันเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ใช้แนวทางตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ มาใช้กับชุมชนอื่นๆด้วย อย่างน้อยมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คือ

๑.     โครงการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง ช่วง ตลิ่งชัน - ศิริราช

๒.     โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วง หาดใหญ่ - สงขลา

๓.     โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วง นครราชสีมา - หนองคาย

๔.     โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อม ๓ สนามบิน

๕.     โครงการก่อสร้างแก้มลิง ริมบึงมักกะสัน

๖.     โครงการพัฒนาที่ดินย่านพหลโยธิน

๗.     โครงการพัฒนาที่ดินย่าน กม. ๑๑

๘.     โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน

และรวมถึงชาวชุมชนที่ยังเดือดร้อนจากการดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ การบุกจับกุม คุมขัง ชาวบ้าน เป็นภาพที่น่าสังเวชใจยิ่งนัก การจับกุมหน้าที่ทำงานต่อหน้าเพื่อร่วมงาน การจับกุมขณะนั่งสอบในห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในห้วง ๕ - ๖ ปี ให้หลัง ประสบการณ์การแก้ปัญหาร่วมกันไม่ได้ถูกนำมาใช้ แม้ว่าชุมชนที่ได้รับการเช่าที่ดินจะอยู่ห่างจากชุมชนที่ถูกดำเนินคดีไม่กี่ร้อยเมตรก็ตาม รวมๆแล้วในทุกกรณีที่พิพาทกับการรถไฟฯ ร่วมแสนครอบครัว

จากการที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค ได้นำผู้เดือดร้อนจากโครงการต่างๆไปเจรจากับผู้ว่าการรถไฟฯคนใหม่ นายนิรุต มณีพันธ์ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาของกลุ่มชุมชนแออัดในที่ดินของการรถไฟฯพื้นที่ต่างๆ ร้องขอให้การรถไฟฯอย่าได้นำการดำเนินคดีเป็นเครื่องมือในการกำจัดคนไร้ที่อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ และได้เสียงตอบรับจากผู้ว่าการรถไฟฯ ถึงแนวปฎิบัติที่จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือขุมชนสามารถอาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯได้อย่างถูกกฎหมาย และการรถไฟฯนำที่ดินกลับมาใช้ประโยชน์ขององค์กรตัวเองได้ด้วย (Win Win)

ภาพการประชุมร่วมระหว่างเครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ผู้ว่าการรถไฟฯ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๓

 

หากแต่แนวทางที่กล่าวโดยผู้ว่าการรถไฟฯจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง จะต้องนำไปสู่การปฎิบัติได้ และเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้ เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพิพาทกับการรถไฟฯจะไปจัดกิจกรรมหน้ากระทรวงคมนาคม เพื่อให้ผู้ว่าการรถไฟฯมาลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ถึงแนวทางที่ได้กล่าวเอาไว้กับชาวบ้านผู้เดือดร้อนข้างต้น เป็นสัญญาประชาชน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมร่วมเป็นสักขีพยานด้วย

๒๐ ปี ผ่าน กระบวนการแก้ปัญหาของภาคประชาชนยังคงไม่หยุดนิ่ง เป็นเพราะกลไกรัฐเองไม่เคลื่อนไหวต่อหากพลังมวลชนอ่อนล้า หรือนิ่งเฉยต่อปัญหาไป ในวันที่ ๕ ตุลาคม ที่จะถึงนี้ จึงถือเป็นการเปิดตัวการแก้ปัญหาอย่างเป็นทางการกับผู้ว่าการรถไฟฯ ในช่วงหลายปีที่ไม่มีผู้ว่าการรถไฟฯ เป็นการวัดใจ ความจริงใจ การรถไฟฯจะมีเพียงลมปาก หรือ พร้อมที่จะร่วมผลักดันแนวทางการแก้ปัญหากับประชาชนไปด้วยกัน

 

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน คือปัญหาที่รัฐบาลมองข้าม


ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน  คือปัญหาที่รัฐบาลมองข้าม

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          คงปฎิเสธไม่ได้ว่าในประเทศไทยเรายังคงมีคนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย  ยังมีกลุ่มคนที่อาศัยหลับนอนตามที่สาธารณะ เป็นคนไร้บ้าน เร่ร่อน  และยังมีกลุ่มชุมชนแออัดที่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคง ให้เราได้เห็นกันอยู่ทั่วไปอย่างเนืองๆ ซึ่งจากการสำรวจคนไร้บ้านที่อาศัยหลับนอนตามที่สาธารณะ และตามศูนย์พักต่างๆ ของสมาคมคนไร้บ้าน ร่วมกับภาคีองค์กรภาคต่างทั้งรัฐ และเอกชน ได้ตัวเลขราว 7,000 คน และจากการสำรวจชุมชนผู้มีรายได้น้อย ปี 2560 ของการเคหะแห่งชาติ ปรากฏว่า มีชุมชนผู้มีรายได้น้อย ทั่วประเทศ ทั้งหมดประมาณ 1,908 ชุมชน จำนวนบ้าน 128,975 หลังคาเรือน จำนวนครัวเรือน 158,264 ครัวเรือน และจำนวนประชากร 633,056 คน (ที่มา : สถานการณ์ที่อยู่อาศัย มกราคม - มิถุนายน 2561 กองยุทธศาสตร์และสารสนเทศที่อยู่อาศัย  ฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ หน้า 19)




รัฐบาลพยายามแสดงตนต่อสาธารณะว่าได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้อย่างเต็มที่โดยไม่ขาดตกบกพร่อง เช่น นโยบายบ้านเอื้ออาทร (ที่หลายรัฐบาลมักเปลี่ยนชื่อแต่แนวทางตามเดิม ปัจจุบันเรียก โครงการบ้านเคหะประชารัฐ) นโยบายบ้านมั่นคง นโยบายปล่อยสินเชื่อต่างๆ เพื่อที่อยู่อาศัย  แต่กลับจำนวนผู้ไร้ที่อยู่อาศัย หรือ มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง ไม่ได้หมดไป หรือลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย  ทั้งๆที่หน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งมาระยะเวลายาวนานแล้วทั้งนั้น คือ การเคหะแห่งชาติ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2516 รวมระยะเวลาถึงปัจจุบัน 46 ปี ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2543 ปีหน้าก็จะครบรอบ 20 ปี เกือบครึ่งศรรตวรรษ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้เลย
จนกระทั่งล่าสุดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่น่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย โดยการสนับสนุนงบประมาณในการดาวน์บ้านจำนวน 50,000 บาท  แต่หากมาดูเกณฑ์การสนับสนุนของรัฐบาลแล้วจะเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้มุ่งเน้นให้ประชาชนคนยากจนจะได้สิทธิดังกล่าว เพราะกรอบการให้การสนับสนุนเปิดกว้างให้กับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท หรือไม่เกินปีละ 1.2 ล้านบาท  ซึ่งถือเป็นรายได้ต่อเดือนที่สูงมาก  และต้องอยู่ในระบบฐานภาษีสรรพกร  ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวคนจนแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงได้เลย  เพราะส่วนใหญ่คนจนมักจะเป็นแรงงานนอกระบบ แรงงานราคาถูก ที่ไม่ได้อยู่ในระบบฐานภาษีสรรพกร  กลุ่ม และจะสนับสนุนเพียง 100,000 รายเท่านั้น แต่รวมงบประมาณแล้วอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

ภาพจาก www.goolgle.com และ https://www.posttoday.com/social/local/308697

ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว  นโยบายเพื่อสร้างความเป็นธรรมเพื่อให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยมีความจำเป็นมากเช่นกัน เพราะถ้าหากมีเงินไม่มากพอการซื้อที่ดิน หรือบ้าน ในกลางเมืองใหญ่นี่เป็นไปไม่ได้เลย  หากไม่มีการนำเอาที่ดินรัฐออกมาช่วยเหลือเพื่อเป็นสถานที่สร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนยากคนจนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ดินสาธารณะ ที่ดินราชพัสดุ หรือหน่วยงานต่างๆที่กันพื้นที่ไว้แต่ไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์มาหลายสิบปีแล้ว   แต่ความเป็นจริงแล้วชุมชนต่างๆที่อยู่บนพื้นที่หน่วยงานต่างๆนั้นกลับตั้งมานานแล้วอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 10 – 20 ปี  แต่รัฐบาลพยายามจะไม่มองในประเด็นนี้ ทั้งที่มีการเรียกร้องของภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่องอยู่เนืองๆ
และในช่วงนี้ รัฐบาลได้ผ่านมติ ครม. ที่จะมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน  และได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเมื่อวานนี้ ( 10 ธันวาคม 2562 ) ที่มีถึง 10 รายการ มีลักษณะไม่ต่างจากเกมส์โชว์ ใครกดได้ก่อนรับรางวัล อย่าง ชิม ช็อป ใช้ ได้จัดมาแล้ว คราวนี้มาเป็นการช่วยผ่อนเงินดาวน์บ้าน ( ที่มาจาก https://www.thairath.co.th/news/business/1717135 ) และในวันนี้ ( 11 ธันวาคม 2562 ) เป็นวันแรกในการแข่งขันลงทะเบียนเพื่อให้ได้รับสิทธิ์เงินดาวน์บ้าน 50,000 บาท
เครือข่ายสลัม 4 ภาค มองเห็นว่านโยบายต่างๆในช่วงปลายปีส่วนใหญ่มักมาจากฐานที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ  แต่ไม่ได้มาจากฐานการอุดหนุนช่วยเหลือรากหญ้ามากนัก เป็นเพียงการยืมมือคนจนในการผ่านเงินไปยังกลุ่มทุนใหญ่ที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา  ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยเท่าที่เป้าตั้งไว้ได้  ซึ่งเป็นวังวนเช่นนี้มานานนับจะเกือบสิบปีแล้ว

ขอขอบคุณภาพจาก เวปไซด์ข่าวไทยรัฐ

           เราคงไม่ตื่นเต้น ดีใจ กับนโยบายเพื่อยืมมือคนจนผ่านเงินไปยังกลุ่มบริษัทค้าอสังหาริมทรัพย์ เพราะถึงแม้นเรากดใช้สิทธิ์ทัน พี่น้องคนยากจนก็คงไม่มีเครดิตที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อการผ่อนที่อยู่อาศัย พี่น้องคนยากคนจนก็คงไม่มีปัญญาผ่อนที่อยู่อาศัย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงแบบนี้
           เครือข่ายสลัม 4 ภาคจึงไม่เห็นด้วยกับการออกนโยบายเหล่านี้ออกมาโดยเฉพาะนโยบายช่วยเงินดาวน์ซื้อบ้านรายละ 50,000 บาท ในขณะที่ยังมีคนนอนข้างถนน นอนตามศูนย์พัก มีบ้านพักในสลัม  สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้เกิดช่องห่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ.


วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ร้อย สีหาพงษ์ นักสู้ของชาวสลัม


ร้อย สีหาพงษ์  นักสู้ของชาวสลัม
นายนิติรัฐ  ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้รวบรวม

นางร้อย สีหาพงษ์ หรือ ป้าร้อย ผู้นำชุมชนริมทางรถไฟท่าเรือคลองเตย ผู้นำศูนย์รวมพัฒนาชุมชน ผู้นำเครือข่ายสลัม 4 ภาค เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2477 ที่บ้านเปือย ตำบลเปือย อำเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ บิดาชื่อ เอี่ยม บุญหลง มารดา  ชื่อ เป้ บุญหลง มีพี่น้อง 10 คน เป็นบุตรคนที่ 3 ถือ  เป็นลูกสาวคนโต พี่น้องเสียชีวิตแล้ว 3 คน ป้าร้อยสมรสกับ นายพุฒ มีบุตรด้วยกัน 4 คน ได้แก่ นายชัยรัตน์ สีหาพงษ์ นางมัจฉา จำแนกทาน นายเทพา สีหาพงษ์ และนายปัญญา จำแนกทาน (บุตรคนที่ 4 เสียชีวิตแล้ว) ป้าร้อยจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4
เส้นทางชีวิตของป้าร้อย เป็นภาพสะท้อนของคนชนบทในภาคเกษตรกรรมจำนวนไม่น้อยที่อพยพครอบครัวหนีความยากจนเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง เฉกเช่นวิถีชาวสลัมคลองเตย จากยุคแรกเริ่มการเป็นแรงงานก่อสร้างท่าเรือคลองเตย แรงงานในการขนถ่ายสินค้า กระทั่งจับจองพื้นที่ประกอบอาชีพต่อเนื่องจนกลายเป็นชุมชนคลองเตย
ปี 2507 ป้าร้อยในวัย 30 ปี หอบลูกสาวคนรอง อายุ 2 ขวบ เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานีหัวลำโพง โดยลุงพุฒ สามี ได้มาแผ้วถางทางไว้ล่วงหน้าที่คลองเตย โดยประกอบอาชีพขับรถเมล์ สาย 13 ซึ่งก่อนหน้านี้ลุงพุฒเคยขับรถในจังหวัดอุบลราชธานีมาก่อน ตามคำบอกเล่าของบุตรสาว

ป้าร้อยเริ่มต้นอาชีพในการเข้าสู่เมืองใหญ่ จากการรับจ้างทอไหม โดยรับไหมเป็นม้วนใหญ่ จากซอยแสนสบาย ถนนพระราม 4 เอามาใส่หลอด มีรายได้วันละ 4-5 บาท สองสามีภรรยาหาเช้ากินค่ำ ทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว เพียงพอเป็นค่าเช่าบ้านเลี้ยงดูลูก
ครอบครัวป้าร้อยต้องเปลี่ยนบ้านเช่าหลายครั้ง เนื่องจากจ่ายค่าเช่าบ้านไม่ไหวบ้าง ถูกไล่ที่บ้าง จนมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อจำเป็นต้องมีบ้านเลขที่เพื่อให้ลูกสาวคนรองเข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงเทพฯ ในปี 2510 ป้าร้อยจึงตัดสินใจสร้างบ้านในพื้นที่รกร้างไม่กี่ตารางวา ริมทางรถไฟใกล้ท่าเรือคลองเตย ซึ่งคนต่างถิ่นต่างทยอยเข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2503-2504 เนื่องจากรัฐบาลเริ่มจัดการกับสลัมย่อยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยการไล่รื้อ ทำให้ชาวสลัมที่ถูกไล่รื้อพากันอพยพเข้ามายึดพื้นที่รอบ ๆ พื้นที่การท่าเรือ และปลูกสร้างบ้านเรือน
ป้าร้อยนำเงินที่สะสมเดือนละ 100 บาท ได้ราว 2,000 บาท นำไปซื้อไม้อัด ลังไม้ เพื่อสร้างบ้านในยามกลางคืน เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่การท่าเรือฯจะมาพบ แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลากลางวันก็ไม่พ้นสายตาเจ้าหน้าที่การท่าเรือฯ ป้าร้องก็ได้แต่ขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่
ต่อมา ป้าร้อยทำเสื่อทอ ประกอบเสื่อทำกระเป๋า แบกเสื่อขายตามบ้าน โดยลุงพุฒขับรถซูบารุไปรับเสื่อมาจากกระทุ่มแบน จนกระทั่งมาขายลูกชิ้นย่าง ปลาหมึกย่าง หน้าบ้าน ตลาดสามย่าน โดยไปรับลูกชิ้นจากสะพานปลา ซอยหลังโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ถนนเจริญกรุง จากนั้นได้หันยึดอาชีพแม่ค้าขายข้าวแกงหน้าบ้าน จนส่งลูกสาวจนจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
ปี 2510 จนถึง 2513 พื้นที่คลองเตยจึงกลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ การท่าเรือได้ใช้วิธีรุนแรงในการผลักดันสลัมเหล่านี้ เริ่มจากพื้นที่รอบในที่อยู่ติดกับลานและโกดังสินค้าของการท่าเรือ ขับไล่ด้วยการนำเอาเลนที่เรือขุดดูดขึ้นมาจากสันดอนมาพ่นใส่พื้นที่ตั้งสลัม จนทำให้ชาวบ้านต้องรื้อย้ายบ้านเบียดรวมเข้าไปกับสลัมใหม่หลังบ้านพักพนักงานการท่าเรือ บางส่วนย้ายหนีลงไปสมทบกับสลัมรอบ ๆ ทำให้กลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ขึ้น ในช่วงเวลานี้ ได้เกิดปัญหาเพลิงไหม้ชุมชนเป็นประจำทุกปี…..
ในปี 2525 มีการไล่รื้อสลัมคลองเตยครั้งใหญ่ โดยผู้อ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ไม่ได้มีการต่อสัญญาเช่ากับการท่าเรือฯ มาเป็นเวลานาน ป้าร้อยและชาวบ้านร่วมใจกันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ในช่วงนี้ การรวมกลุ่มของชุมชนขยายตัว มีการจัดตั้งกรรมการชุมชน มีองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่เป็นพลังหนุน อาทิ มูลนิธิดวงประทีป เมื่อชาวบ้านต่อสู้จนการท่าเรือให้เช่าที่ 20 ปี การเคหะฯได้จัดตั้งชุมชนใหม่ สร้างถนน น้ำประปา ไฟฟ้า อาคารพานิชย์

จากการต่อสู้ในครั้งนั้น ป้าร้อยได้เริ่มเข้ามาช่วยงานองค์กรที่ทำงานด้านสลัม เริ่มจากมูลนิธิดวงประทีป พอปี 2529 ป้าร้อยร่วมกับแกนนำชุมชนถูกไล่รื้อรุ่นแรกกับรุ่นสอง ได้แก่ ทวีศักดิ์  แสงอาทิตย์ ,  สังวาล  บุญส่ง ,  สังเวียน นุชเทียน , ไพฑูรย์ ตุวินันท์ หรือ ป้าทูน , สุปราณี แก้วเกตุ , พงษ์อนันต์ ช่วงธรรม , ศิริ ชื่นบำรุง หรือลุงศิริ , วิเชียร สวัสดิสุข หรือ อ็อด , มารุต  เปรมานุพันธ์ , แม่อึ่ง , พี่วันชัย ได้ร่วมกันก่อตั้ง "ศูนย์รวมสลัม" ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน” ภายหลังการเข้าไปช่วยชาวชุมชนรัชดาปิดถนนประท้วงการถูกไล่ที่ เพื่อตัดถนนรัชดาในช่วงรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ป้าร้อยและแกนนำเหล่านี้แม้มีวัยต่างกันแต่ทั้งหมดมีที่มาจากการเป็นชาวชนบทที่ล้มละลายมาจากแผนพัฒนาประเทศ ซึ่งทำให้คนล้มละลายหลายทศวรรษมาอยู่ในฐานะชาวสลัมในเมืองหลวง
ย้อนกล่าวถึงสถานการณ์ชาวสลัม กระทรวงมหาดไทยต้อนรับคนชนบทล้มละลาย ด้วยการสร้างวาทกรรมสลัมว่าเป็น "แหล่งวิบัติ" “แหล่งเสื่อมโทรม” ไม่มีสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า สิ่งแวดล้อม จนน้ำครำกับสะพานไม้กลายเป็นภาพจำของสลัม การไล่รื้อสลัมด้วยประกาศคณะปฏิวัติ การเผาไล่ที่ การฟ้องขับไล่ การใช้รถลูกตุ้มเหวี่ยงทำลายชุมชนเป็นเรื่องปกติประจำวัน ทำให้เกิดการต่อสู้ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สลัมคลองเตยสู้กับการท่าเรือ ลาดบัวขาว และกลุ่มศูนย์รวมสลัม สะพานแขวน บ่อนไก่ บางนา อ่อนนุช ริมทางรถไฟ ทับแก้ว เฉลิมนุสรณ์ โรงปูน เพชรพระราม หลัง ขสมก.อินทะมะระ ฯลฯ
ในนามศูนย์รวมฯ ป้าร้อยและพวกเขาได้ปฏิบัติการปิดทางเข้าพวกไล่รื้อ ปิดการบังคับคดี ปิดถนนเพื่อให้เปิดเจรจา กิจกรรมรณรงค์รับบริจาคโลหิต กิจกรรมวันเด็กสลัมหนูอยากไปโรงเรียน การเจรจา กทม. ขอทะเบียนบ้านที่ไม่สลักหลังเพื่อให้เข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล การนำเสนอ พรบ.ชุมชนแออัด การประท้วงขับไล่ รสช. กิจกรรมรณรงค์ประชาธิปไตยร่วมกับนักวิชาการ การรณรงค์ให้มีเปลี่ยนวาทกรรมจาก “แหล่งวิบัติ” เป็น “ชุมชนแออัด” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯของสภาพัฒน์ฯ
ในช่วงปี 2534 รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ไล่รื้อสลัมแถบคลองไผ่สิงโต เพื่อสร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ต้อนรับการประชุมธนาคารโลก รัฐบาลไล่รื้อชุมชนบ่อนไก่ ชุมชนข้างโรงงานยาสูบ ชุมชนดวงพิทักษ์  เพื่อปรับภูมิทัศน์ไม่ให้นายธนาคารมองเห็นการขับไล่ชุมชน ศูนย์รวมฯ จึงใช้สัญลักษณ์ของความยากจนในการต่อสู้ธนาคารโลก จัดนิทรรศการมีชีวิตด้วยรถเข็นผลไม้ดอง คนร่อนหาของในคลอง ขยะรีไซเคิล กรรมกร  ศูนย์เด็กเล็ก นอกจากนี้ ชาวสลัมยังได้สร้างรั้วสังกะสีระบายสีเป็นกำแพงภาพโดยเด็กในชุมชน
จากการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น ทำให้ นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ลงเยี่ยมชุมชน โดยรัฐบาลรับข้อเสนอของศูนย์รวมฯที่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 2 ข้อ ได้แก่ การหยุดไล่รื้อคลองไผ่และให้พัฒนาคนอยู่กับคลอง และตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนแออัดสมทบกับกองทุนที่ชาวบ้านตั้งขึ้นแทนการเคหะแห่งชาติ การไล่รื้อชุมชนคลองไผ่จึงยุติลง และมีการก่อตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาชน ตามลำดับ
ป้าร้อยเป็นผู้นำชาวบ้านในการต่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัย เมื่อครั้งที่กรมธนารักษ์ฟ้องร้องชาวบ้านบุกรุกที่ ซึ่งสุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้องให้ชาวบ้านเป็นผู้ชนะ เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของการท่าเรือฯ ป้าร้อยและชาวบ้านชุมชนริมทางรถไฟจึงอยู่อาศัยบนที่ดินของการท่าเรือฯ ตลอดมา รวมทั้ง การเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยจดทะเบียนบ้านสำหรับชาวสลัม เพราะการไม่มีเลขที่บ้าน นอกจากไร้หลักประกันในเรื่องที่อยู่อาศัย และการได้รับบริการสาธารณูปโภคจากรัฐ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ชุมชนริมทางรถไฟสายท่าเรือ หลังตลาดปีนัง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร บ้านต้นเพลิงเป็นบ้านนายทหารเกษียณราชการ ลามไปยังบ้านเรือนประชาชน 22 หลังคาเรือน 58 ครอบครัว รวมทั้งโรงงานประกอบกิจการผลิตยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในย่านนั้น ส่วนป้าร้อยเองก็มีอาการเสียงแหบในช่วงนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ป้าร้อยตัดสินใจสร้างบ้านใหม่ให้แข็งแรงถาวร โดยใช้เงินเก็บประมาณ 100,000 บาท บวกกับเงินบริจาคและสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนบางส่วน สร้างบ้านตึกปูน 2 ชั้น ตามแบบของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.
ในความคิดป้าร้อย การจัดการบ้านในชุมชน คนที่มีพื้นที่มากต้องยอมเสียสละให้คนมีที่น้อย แบ่งปันพื้นที่ให้กันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน” “ฉันมองว่าคนเรา ไม่มีใครเกิดขึ้นมา เป็นเจ้าของที่ดินคนเดียวไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างเราเป็นมนุษย์ด้วยกันทุกคน คนรวยต้องดูแลคนจนมันถึงจะถูก” “ใครบอกไม่ดี ฉันบอกดี เสียเงินแสนสองหมื่นบาท เราได้อยู่บ้านชั่วลูกชั่วหลาน มั่นคง เราตั้งอกตั้งใจทำมาหากินผ่อนไปก็ไม่แพง เดือนละพันกว่าบาท แค่ 5 ปี”
ป้าร้อยเป็นประธานชุมชนมานับสิบปี ป้าร้อยเป็นนักต่อสู้ที่มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมพัฒนาของชุมชนริมทางรถไฟ เป็นแบบอย่างของคนจนที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ สิทธิที่จะมีบ้านสักหลังบ้านที่มั่นคงในชุมชนที่ยั่งยืน
ป้าร้อยเป็นแกนนำที่ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะมีการประชุม การสัมมนาที่ไหน ป้าร้อยมักจะเข้าร่วมด้วยเสมอ การชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาขนกลุ่มต่างๆ ก็จะเห็นป้าร้อยเข้าร่วมด้วยเสมอเช่นกัน ทั้งในนามเครือข่ายสลัม 4 ภาค สมัชชาคนจน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ฯลฯ
ป้าร้อยมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานกลุ่มออมทรัพย์ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งป้าร้อยก็ได้นำประสบการณ์ความรู้จากการแลกเปลี่ยนนำมาพัฒนาจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์แม่บ้านศูนย์รวมพัฒนาชุมชน  ได้ในปี 2532 ให้สมาชิกได้มีเงินหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
จากความกระฉับกระเฉงในการสั่งสมความรู้ ทำให้ป้าร้อยเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่สำคัญด้วย คำถามวิทยากรก็ได้สะท้อนคำตอบของคนสลัมไปด้วยในตัว จนสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้เชิญไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง
ในปี 2550 ป้าร้อย สีหาพงษ์ ได้รับรางวัลดีเด่น “ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน” จาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง และองค์กรพันธมิตร โดยถือว่าเป็นผู้มีบทบาทและผลงานดีเด่นในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีความมุ่งมั่น เสียสละเพื่อการงานที่มีคุณค่า ต่อสังคม แม้จะต้องประสบกับความยากลำบาก หรือเสี่ยงอันตราย นับเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม
"แม้บ้านเมืองดูเหมือนพัฒนาขึ้น แต่ปัญหาของชาวสลัมก็ยังเหมือนเดิม ป้ายังไม่เห็นมีใครเข้ามาช่วยจริงๆ จังๆ เลย เขาคงไม่อยากให้ชาวบ้านฉลาด"
แม้ป้าร้อยจะมีอายุมากขึ้นตามสังขาร แต่ยังคงเข้าร่วมในกิจกรรมของเครือข่ายสลัมอย่างสม่ำเสมอ แม้ก่อนเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน ป้าร้อยยังกล่าวกับลูกสาวถึงการสำรวจข้อมูลชุมชนคลองเตยของหน่วยงานภาครัฐ


เรียบเรียงจาก
1. ความสุขของ"ป้าร้อย" กับโลกแห่งการเรียนรู้ ของ Paskorn Jumlongrach
2. ป้าร้อย สีหาพงษ์ คือ ความหวังบ้านมั่นคงแห่งชุมชนริมทางรถไฟ วันที่ 25 มิถุนายน 2546 หนังสือพิมพ์มติชน
3. ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน รางวัลแด่ผู้หญิงที่อุทิศตนเพื่อสังคม เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม พ.ศ.2550 January 25th, 2013
4. ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน "รำลึกถึงป้าร้อย จดจำบทเรียนยุค ศูนย์รวมสลัม" จำนงค์ จิตนิรัตน์
5. สัมภาษณ์ คุณมัจฉา จำแนกทาน
6. ข้อมูลเพิ่มเติม คุณนพพรรณ  พรหมศรี

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...