แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุมชนริมทางรถไฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุมชนริมทางรถไฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน


เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน
คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม4ภาค

          เสร็จสิ้นพิธีการมอบสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  และมอบงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง แก่ชุมชนตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็นผู้มอบ  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องชุมชนตลาดบ่อบัวหลังจากพิพาทกับกลุ่มทุนใหญ่ที่พยายามจะฮุบเอาที่ดินของการรถไฟฯทั้งโซนตลาดบ่อบัว  แต่กลุ่มชาวตลาดบ่อบัวไม่ได้ยอมจำนนการต่อสู้เรียกร้องจึงเกิดขึ้น และเกิดผลสำเร็จได้ที่ดินกว่า 6 ไร่ มาเป็นที่อยู่อาศัยได้



 
ภาพพิธีมอบสัญญาเช่าที่ดิน และ มอบงบประมาณการพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัว

          เวทีในงานนี้เองไม่ได้มีแค่การมอบสัญญาจากผู้แทนรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือกันที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกด้วย  การพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัวด้านที่อยู่อาศัยถึงแม้จะเห็นเส้นทาง แนวทางการเดินไปข้างแล้ว  แต่การพัฒนาในด้านอื่นๆที่จะตามมาเพื่อให้เท่าทันการเติบโตของเมืองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ  หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ล้วนแล้วเป็นสิ่งกระตุ้น  ยั่วยุ ให้เกิดการค้าที่ดินเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ เช่น  การลงนามแสดงให้เห็นถึงการสร้างความร่วมมือการพัฒนาชุมชนในทุกด้านของชุมชนตลาดบ่อบัว  เพราะมีทั้งเจ้าของที่ดินคือการรถไฟแห่งประเทศไทย หน่วยงานสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หน่วยงานที่จะคอยสนับสนุนในพื้นที่ท้องถิ่นคือทางจังหวัดและเทศบาล   ในอนาคตหลังจากที่ชุมชนมีที่ดินที่มั่นคงแล้ว  ต้องวางแผนชุมชนในระยะยาวเพื่อรักษาที่ดินผืนนี้ไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
 


ภาพเวทีสาธารณะพูดคุยการพัฒนาชุมชนในอนาคต และการลงนาม MOU การพัฒนาชุมชนร่วมกัน

          แต่เส้นทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่สิ้นสุด  ยังคงเหลืออีกหลายชุมชนที่ยังรอการแก้ปัญหาอยู่   ถึงแม้นว่าบันทึกข้อตกลงระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 เกือบ 20 ปี บัญชีรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนไว้ 61 ชุมชน ที่ครอบคลุมในการสำรวจเพื่อจะเสนอเช่าในช่วงเวลานั้นชุมชนตลาดบ่อบัวน่าจะเป็นชุมชนสุดท้ายที่ได้รับการเช่าภายใต้มติดังกล่าว  แต่การผลักดันการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังไม่สิ้นสุดตาม   เพราะล่าสุดการประชุมบอร์ดการรถไฟฯเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวที่น่ายินดีของพี่น้องชุมชนหนองยวน 2 จังหวัดตรัง และชุมชนรอบเมือง 1 โซน 2 จังหวัดขอนแก่น  ที่บอร์ดการรถไฟฯมีมติอนุมัติหลักการเช่าให้กับชุมชนทั้ง 2 แห่งนี้ เหลือติดตามการทำสัญญาเช่าเท่านั้นเอง

 



ภาพการประชุมหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ดินกับกระทรวงคมนาคม

          ส่วนชุมชนอื่นๆที่ยังประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ก็ได้เจรจากับทางอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่จะเริ่มมีการสำรวจพื้นที่ชุมชนร่วมกัน   โดยนำร่องจะเริ่มต้นที่จังหวัดตรัง  ที่กำลังประสบปัญหาที่เจ้าหน้าที่ รฟท. ปิดประกาศเตรียมจะดำเนินคดีในหลายพื้นที่ชุมชน การแบ่งปันที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์  ( Land Sharing ) มันจึงเป็นรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินการรถไฟฯ ดังที่ชุมชนตลาดบ่อบัวได้ทำมา

และในช่วงเวลานี้จะเห็นข่าวการใช้พื้นที่ 2 ข้างทางรางรถไฟไปใช้ในเชิงพาณิชย์  รวมถึงการพัฒนาระบบคมนาคมในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ทั่วประเทศ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในสองข้างทางริมทางรถไฟ  ที่ยังพิพาทไม่จบและเริ่มที่จะมีแนวโน้มการไล่รื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็เห็นได้จากรณีชุมชนย่านสถานีหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กว่า 1,000 หลังคาเรือน ที่ยังไม่รู้ชะตาชีวิตว่าถ้าหากถูกฟ้องร้องขับไล่แล้วตนเองจะไปอยู่ตรงไหนของผืนแผ่นดินไทย


  
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.newtv.co.th/news/13645

การนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงถือเป็นต้นแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ  เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกันระหว่างรัฐกับประชาชน  เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนที่ได้บริหารทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน   ที่มิใช่การสงเคราะห์แจกจ่ายเป็นรายปัจเจก

การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการปฎิรูปที่ดินในประเทศไทยของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปและไม่ใช่เพียงแค่ที่ดินของการรถไฟฯเท่านั้น  แต่ต้องเป็นการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นรูปธรรมและได้ผลจริง  อย่างที่ได้ร่วมรณรงค์ขึ้นมา   อาจจะเป็นเรื่องใหญ่และลำบากที่จะให้เปลี่ยนทัศนคติ “ที่ดินต้องไม่ใช่สินค้า”  ที่ดินต้องนำมาใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกคน  ทุกคนจะต้องมีที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน อย่างมีศักดิ์ศรีที่เท่ากัน   เราจึงยืนยันที่จะเสนอนโยบายเหล่านี้ต่อไปเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม  และให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าที่ไม่ใช่เพียงเพื่อเก็งกำไร ค้าขาย
1.        นโยบายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
2.        นโยบายภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า
3.        นโยบายสถาบันธนาคารที่ดิน
4.        นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน (โฉนดชุมชน)
5.        นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินรัฐเพื่อประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

ทั้งนี้หากคนจนสามารถเข้าถึงที่ดินแล้ว  การเขาถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย  หรือแม้แต่ทุนการประกอบอาชีพ  เพื่อดำรงชีพต่อไป  สิ่งเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกันไปด้วยเช่นกัน  รวมถึงสวัสดิการด้านต่างๆที่จะช่วยลดภาระประชาชนลงได้

การเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้  เราจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมือง  ที่มองมาต่อประชาชนเป็นลักษณะแบบไหน อย่างไร  การแก้ปัญหา ช่วยเหลือ ลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นลักษณะแบบใด  ประชาชนคงต้องใช้การวิเคราะห์ แยกแยะ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งนี้อย่างรอบคอบ  แต่ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไป  ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรก็ตาม !!!

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน


สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย  ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

กว่า 4 ปี การต่อสู้เพื่อเอาสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยกลับคืนมาของชาวชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังจากถูกกลุ่มทุนท้องถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทราจับมือกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นคือการรถไฟแห่งประเทศไทยพยายามจะฮุบที่ดินบริเวณตลาดสดบ่อบัวที่ชาวชุมชนเคยเช่ากันมาอย่างยาวนาน  แต่การรถไฟฯมายกเลิกสัญญาเช่า  ไม่เก็บค่าเช่าจากชาวชุมชนอีก  จนได้รู้ข่าวว่าที่ดินผืนนั้นถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งประมูลขอเช่าที่ดินไปเสียแล้ว  และข่าวสารนั้นมาพร้อมกับหมายศาลดำเนินคดีกับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวในทันที
จากความร่วมไม้ ร่วมมือ ของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นและบริษัทเอกชน ที่หวังต้องการที่ดินผืนใหญ่บริเวณดังกล่าว  ที่เริ่มกระบวนการทำให้ชาวบ้านจากเดิมที่เป็นผู้เช่าที่ดินการรถไฟฯ  กลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟฯพร้อมมอบอำนาจโดยสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้กับกลุ่มทุนมาดำเนินคดีกับชาวบ้านหลายหลังคาเรือน  บ้างต้องรื้อบ้านออกโดยที่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน  บ้างต้องเปลี่ยนอาชีพทำมาหากิน เพราะอาชีพเดิมเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ่อบัวนั้นมาหลายสิบปี  การต่อสู้ในพื้นที่ดูเหมือนจะถึงทางตันเพราะคดีสิ้นสุดไปแล้วหลายหลังคาเรือน  รอการบังคับคดี  ในช่วงปี 2557 ก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้มาหารือปรึกษากับเครือข่ายสลัม 4 ภาค จะแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยอย่างไร  เนื่องจากแต่เดิมชุมชนตลาดบ่อบัวเป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกันผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2543  แต่ได้ขาดช่วงการประงานไป  และคิดว่าท้องถิ่นจะดำเนินงานการเช่าที่ดินให้กับชุมชนของตน  แต่กลับกลายเทศบาลท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการใดๆให้กับชุมชน  เป็นที่มาเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนได้เข้ามาประมูลเอาที่ดินไป

กรมบังคับคดีลงพื้นที่ที่จะรื้อชุมชน

เครือข่ายสลัม 4 ภาค หลังจากรับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุจึงได้จัดทีมทำงานหยุดไล่รื้อเร่งด่วนลงพื้นที่เพื่อดูข้อเท็จจริงของชาวชุมชนอีกครั้งเพื่อรวบรวมความต้องการของชาวชุมชนอย่างแท้จริงก็พบว่ามีกลุ่มชาวบ้าน 3 กลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการดังนี้
กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ต้องการรวมกลุ่มกันเช่าที่ดินในพื้นที่ที่เคยเสนอให้ทางเทศบาลมาเช่าเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ราว 6 ไร่ เพื่อปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง
กลุ่มสอง คือกลุ่มที่ประสงค์จะเจรจากับทางบริษัทเอกชนเพื่อหาทางแก้ปัญหาเอง
กลุ่มสาม คือกลุ่มที่ไม่ประสงค์เข้ากลุ่มทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มสอง
เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงรวบรวมชาวชุมชนในกลุ่มแรกเพื่อไปเจรจากับทางกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กับชาวชุมชนจำนวน 99 ครอบครัว  โดยมีการเจรจา 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรก คือ หน่วยงาน โดย การรถไฟฯ และกระทรวงคมนาคม ฝ่ายที่สองคือ บริษัทเอกชน  ฝ่ายที่สามคือ ชุมชน และเครือข่ายสลัม 4 ภาค  เพื่อจะให้ชะลอการดำเนินคดีต่างๆไปเสียก่อนในช่วงระหว่างการเจรจา  ซึ่งการเจรจาในครั้งแรกยังไม่เป็นผล  การดำเนินการต่างๆยังคงเป็นเช่นเดิม  จนเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล


แผนผังพื้นที่การรถไฟฯย่านตลาดบ่อบัว พื้นที่Aคือบริษัทเอกชนเช่า พื้นที่Bคือชุมชนขอเช่า

การไล่รื้อชุมชนตลาดบ่อบัวยังคงไม่เปลี่ยน กลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก  เพราะนอกจากจะมีแค่เจ้าหน้าที่บังคับคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  คราวนี้กลับมีหน่วยงานมาเพิ่มเติมนั้นคือ ทหาร ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยในการรื้อบ้านชาวชุมชนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย  เพิ่มดีกรีความรุนแรงในพื้นที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
หลังจากการชุมนุมเรียกร้องร่วมกันของเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  จนได้คณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขึ้นมาพร้อมกับ อนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ตามมาด้วย  และเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวด้วยเช่นกัน

หน่วยงานต่างๆลงพื้นที่เพื่อจะรื้อบ้านชุมชนตลาดบ่อบัว

เส้นทางการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวไม่ได้ราบเรียบ  ถึงแม้จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ติดตามอย่างใกล้ชิด  แต่กระนั้นหน่วยงานปฎิบัติคือการรถไฟฯ  ไม่เคยที่จะปฎิบัติตามมติที่ได้ข้อสรุปร่วมกันแต่อย่างใด 4 ปีกว่า กับความไม่คืบหน้าของการรถไฟฯ  ทั้งๆที่ปัญหาไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด   เนื่องจากพื้นที่ที่ชาวชุมชนจะขอเช่าที่ดินการรถไฟฯเนื้อที่ราว 6 ไร่นั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับการประมูลของบริษัทเอกชน  เพราะเป็นพื้นที่ที่ทางเทศเบาลได้แจ้งจำนงที่จะเช่ามาให้ชาวชุมชนทำเป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีตแล้ว  เพื่อที่จะนำบ้านเรือที่อยู่ในแปลงเช่าของบริษัทเอกชนย้ายออกมาอยู่อาศัยในแปลงเช่าของจนเองเพียงเท่านั้น   การรถไฟฯใช้ระยะเวลาในการพิจารณา และดำเนินการถึง 4 ปีกว่า   เครือข่ายสลัม 4 ภาค และชาวชุมชน ติดตามการแก้ปัญหา ทั้งในรูปการประชุมแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ  ชุมนุมติดตามหลายต่อหลายครั้งใน 4 ปีกว่านี้
จนการชุมนุมล่าสุดที่กระทรวงคมนาคม วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561 การชุมนุมเพื่อติดตามการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันอังคารที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ไปร่วมน็ประชุม ครม.สัญจร ทำเอาพี่น้องที่ติดตามการแก้ปัญหาแทบจะหาทางออกอย่างไรเนื่องจากคนตัดสินใจด้านนโยบายไม่มีใครอยู่เลย  แต่จากการกดดันที่ชาวชุมชนมีหลากหลายกรณีปัญหามาด้วยกันทำให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรี , รองปลัดกระทรวง (ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตรง) และโฆษกกระทรวง ลงมาพูดคุยกับชาวชุมชนและติดตามการแก้ปัญหารายกรณีให้   หนึ่งในนั้นคือกรณีปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังการเจรจานานราว 3 ชั่วโมง  ความชัดเจนการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวได้เกิดขึ้นหลังจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม   โทรสายตรงให้การรถไฟฯส่งแฟกส์มติคณะกรรมการรถไฟฯเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561  ที่เพิ่งรับรองการประชุมไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เรื่องการเช่าที่ดินของชุมชนตลาดบัวได้ดังนี้คือ




การชุมนุมเจรจาระหว่างเครือข่ายสลัม4ภาค และกระทรวงคมนาคม

คณะกรรมการรถไฟฯ มีมติเห็นชอบในหลักการให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์กรเช่าที่ดินการรถไฟฯเพื่อนำไปทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวจำนวนเนื้อที่ 10,724 ตารางเมตร (6.7025ไร่)  ระยะเวลาเช่า 30 ปี อัตราค่าเช่า 20บาทต่อตารางเมตรต่อปี ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี  โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50% ที่อยู่ในช่วงปรับระบบสาธารณูปโภค

นี่จึงเป็นมติที่เป็นทางออกให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวได้อย่างเป็นรูปธรรมที่เรียกร้องอย่างอดทนมาแรมปี  กว่าจะได้ที่ดินจากหน่วยงานรัฐที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินกว่า 2แสนไร่ นอกเหนือจากการใช้ในการพัฒนาระบบรางแล้ว  ที่ดินคงเหลือ หรือ ที่ดินสองข้างทาง ยังใช้เป็นประโยชน์ในเชิงพานิชย์ได้อีกจำนวนมาก   นี่จึงเป็นโมเดลหนึ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่จะต้องเร่งผลักดันให้การกระจายการถือครองที่ดินที่นอกจากเอกชนแล้ว  ยังมีหน่วยงานรัฐอีกหลายหน่วยที่ยังไม่ยอมปล่อยที่ดินออกมาเพื่อจะมาแก้ปัญหาการแย่งชิงที่ดินในสังคมไทย   โดยเฉพาะที่ดินเมืองอันมากมูลค่าทางตลาดการค้าที่ดิน “การปฎิรูปที่ดินรัฐ  เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งด้วยเช่นกัน !!!

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)


โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

แนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนไม่ได้มีเพียงในพื้นที่เขตป่า หรือภาคชนบทเท่านั้น  ในภาคเมืองแนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนมีส่วนร่วมก็ได้ดำเนินการมานานระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน
          ปัญหาการเข้าไม่ถึงที่ดินของคนจนเมืองโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากการพัฒนาประเทศในภาคชนบทล้มเหลวของรัฐบาล  อีกส่วนคือการรับมือต่อการพัฒนาเขตเมืองที่ต้องการแรงงานจำนวนมากไม่ได้  การเตรียมที่อยู่อาศัยรองรับสำหรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายจากชนบทมาสู่เมืองจำนวนมหาศาล   ทำให้แรงงานส่วนใหญ่จะหาที่พักอาศัยกันตามที่รกร้างว่างเปล่าใกล้แหล่งทำงาน
          เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดก็คงเป็นการกระจายที่รัฐที่แต่เดิมหวงแหนไว้เพียงกลุ่มทุนได้ใช้เท่านั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินจำนวนมากกระจายตามภูมิภาคของประเทศ  ซึ่งมีทั้งในตัวเมือง และชานเมืองชนบท    ถ้าหากสังเกตจะในการเดินทางโดยรถไฟ  ก่อนเข้าสถานีแต่ละสถานีจะเริ่มเห็นบ้านเรือนปลูกเรียงรายข้างทางเป็นสัญญาณบอกกลายๆว่าใกล้จะถึงสถานีใดสถานีหนึ่งแล้ว

สภาพชุมชนสองข้างทางรถไฟ

การเข้ามาอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด  หากแต่เป็นความต้องการแรงงานในการขับเคลื่อนรถไฟเองที่สมัยก่อนนั้นเป็นรถไฟหัวรถจักรแบบไอน้ำ  ที่ต้องใช้แรงงานในการโยนฟืน  แรงงานในการขนฟืน ซึ่งแรงงานเหล่านั้นมักจะได้รับความอำนวยความสะดวกในเรื่องที่อยู่อาศัยจากนายสถานี  และส่วนใหญ่ชุมชนในย่านสถานีรถไฟก็มักจะเป็นกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นกลุ่มแรกๆในการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ และเกิดการชักชวน ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ “นายสถานี” ของแต่ละแห่ง
          แต่การบริหารการเดินรถของการรถไฟฯที่ต้องมุ่งเน้นบริการประชาชนเป็ฯหลักส่งผลให้ขาดทุนของตัวองค์กรเป็นจำนวนมาก  จึงเกิดแนวความคิดถึงเรื่องการหยิบที่ดินที่มีอยู่มาหาแสวงหาผลกำไรให้กับองค์กรตนเองเพื่อไปชดเชยในส่วนที่ขาดทุนไป  ซึ่งเราจะเห็นตามข่าวอยู่เนืองๆเรื่องการต่อสัญญาเช่าของกลุ่มทุนรายใหญ่ของห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว หรือแม้แต่สวนจตุจักรเอง  ที่การต่อสัญญาที่ดินแต่ละครั้งต้องมีการเจรจา ต่อรอง กันอย่างหนักหน่วงในเรื่องรายละเอียดของสัญญา  แต่นั้นยังพอที่จะเข้าใจกันได้ว่าเป็นการดำเนินการในเชิงธุรกิจกัน  และไม่ส่งผลกระทบกับกลุ่มคนอื่นสักเท่าไหร่นัก   แต่การนำที่ดินของการรถไฟฯให้กลุ่มทุนได้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบการเช่าไม่ได้เป็นแบบข้างต้นทุกกรณี หากยังมีกรณีที่นำที่ดินที่มีชุมชนตั้งอยู่เดิมแล้วนำไปให้กลุ่มทุนประมูลเช่าที่ดิน  และกลุ่มทุนใดชนะการประมูลก็จะเข้าดำเนินคดีกับชาวชุมชนนั้นทันที  โดยมี “การรถไฟฯร่วมเป็นโจทก์” ด้วย
          และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่กลุ่มคนจนที่เป็นคนสร้างมูลค่าที่ดินตัวจริงคือกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่แรกๆตั้งแต่เป็นป่ารกร้าง จนสร้างเป็นชุมชนขึ้นมา  และที่ผ่านคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ไม่ได้เข้ามาอยู่ฟรีๆ  แต่เขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยจ่ายค่าเช่าให้กับ นายสถานี แล้วทั้งนั้น  แต่ครั้นพอมีกลุ่มทุนที่จะให้เงินจำนวนมากการเช่าเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธลง  แปรเปลี่ยนสภาพจากผู้บุกเบิก ผู้เช่า กลายเป็นผู้บุกรุกในทันที  แสดงให้เห็นการสร้างความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน


          ปฎิบัติการเคลื่อนไหวสร้างความเป็นธรรมทางสังคมของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เริ่มขึ้นจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ชาวชุมชนในที่ดินของการรถไฟกว่า 3,000 คน ไปชุมนุมเรียกร้องเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาจนได้นโยบายการใช้ที่ดินการรถไฟฯเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยขึ้นมาตาม มติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 ที่เปิดโอกาสให้คนจนได้เช่าที่ดินการรถไฟระยะยาวมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากลุ่มทุนที่มีเงิน
          การได้ที่ดินมาอย่างมีศักดิ์ศรีเป็นจุดเริ่มต้นการจัดการที่ดินโดยชุมชน  ซึ่งที่ดินที่เช่ามาเป็นแปลงใหญ่  แปลงรวม การจัดสรรแบ่งแปลงกันจัดการโดยชุมชนร่วมกันออกแบบวางผังกัน  จนเกิดเป็นชุมชนที่สวยงาม เป็นระเบียบขึ้นมา  ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดินจะเป็นไปตามมติชุมชนทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนมือจากสิทธิ์เดิมสู่ทายาท  จะไม่สามารถดำเนินการโดยปัจเจกได้ป้องกันการซื้อ-ขาย สิทธี่ดินกันตามนโยบายโฉนดชุมชนอย่างแท้จริง

  สภาพที่อยู่อาศัยเดิม ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. 
                     

สภาพที่อยู่อาศัยหลังการได้เช่าที่ดิน ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.


          อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น “โฉนดชุมชน” ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การใช้ที่ดินแต่ยังตอบโจทย์ในเรื่องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  รักษาชุมชนให้คงอยู่ได้ไม่ล่มสลาย  ที่สำคัญที่ดินไม่หลุดเข้าวงจรตลาดค้าที่ดินอีกต่อไป   หากจะเป็นการดีแนวนโยบายของรัฐการจัดการที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะมีหัวใจหลักที่เหมือนกับแนวนโยบายภาคประชาชนคือโฉนดชุมชน ที่จะเสริมหนุนกันพัฒนาสร้างชุมชนให้เข้มแข็งร่วมกันต่อไป !!!
         




วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การพัฒนาประเทศ : การรับผิดชอบผลกระทบต่อคนจนของรัฐบาล (ตอนที่ 1)

การพัฒนาประเทศ : การรับผิดชอบผลกระทบต่อคนจนของรัฐบาล
(ตอนที่ 1)

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          ในช่วงเวลานี้ผู้เขียนได้ร่วมเวทีการสมัชชาใหญ่ของเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน “เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่น และเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ในเวทีสมัชชาใหญ่นี้เองเป็นเวทีที่ต้องมาสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาตลอดปีของเครือข่ายเอง   พร้อมทั้งมาร่วมวางแผนการทำงานในปีถัดไป   เครือข่ายฟื้นฟูฯเองมีความพิเศษตรงที่ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมดจำนวน 14 ชุมชน ดังนี้

ลำดับ
ชุมชน
จำนวนครอบครัว
เทศบาลตำบล
1
รอบเมือง 2
38
เมืองเก่า
2
รอบเมือง 2 โซน 2
51
เมืองเก่า
3
พัฒนาเทพารักษ์ 1
20
นครขอนแก่น
4
พัฒนาเทพารักษ์ 2
21
นครขอนแก่น
5
พัฒนาเทพารักษ์ 3
40
นครขอนแก่น
6
เทพารักษ์ 2
68
นครขอนแก่น
7
เทพารักษ์ 5
85
นครขอนแก่น
8
โนนหนองวัด 2 (ริมราง)
41
นครขอนแก่น
9
พรสวรรค์
30
นครขอนแก่น
10
หลักเมือง
70
นครขอนแก่น
11
เหล่านาดี 12
151
นครขอนแก่น
12
หนองแวงตาชู (ใหม่)
148
ศิลา
13
หลังศูนย์พัฒนาที่ดิน โซน 3
40
ศิลา
14
หลังศูนย์พัฒนาที่ดิน โซน 1
20
ศิลา


 

          จากสถานการณ์ที่มีความต้องการพัฒนาประเทศในปัจจุบันนี้เองทำให้เครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องระดมมันสมองกันอย่างเข้มข้น   เนื่องจากการพัฒนาในด้านระบบคมนาคมระบบรางกำลังเป็นที่จับตาและเป้าหมายแรกๆที่รัฐบาลจะดำเนินการก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วง จิระ – ขอนแก่น หรือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางมาตรฐาน (ความเร็วสูงเดิม) จาก กรุงเทพฯ – หนองคาย ทั้ง 2 โครงการนี้เองเป็นเหคุผลที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องมาร่วมออกแรงทั้งทางความคิด และพละกำลังกาย
          หากจะย้อนเวลากลับไป เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ ได้ร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในการผลักดันการปฏิรูปที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนได้สำเร็จ   จากที่คณะกรรมการรถไฟฯได้มีมติในวันที่ 13 กันยายน 2543 ซึ่งมีเนื้อหาถึงพื้นที่การรถไฟฯที่ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆสามารถนำมาให้คนจนเช่าราคาถูกเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้พ้นจากความเป็นชุมชนแออัด หรือสลัมได้   โดยเครือข่ายฟื้นฟูฯ ก็ได้นำมติดังกล่าวมาขับเคลื่อนจนสามารถนำพาสมาชิกชุมชนในจังหวัดขอนแก่นและที่ไม่ใช่สมาชิกบางส่วน รวม 15 สัญญาเช่าแปลงที่ มีชาวบ้านได้รับประโยชน์กว่า 500 ครอบครัว  โดยการเช่าที่ดินชาวชุมชนจะเช่าในพื้นที่ที่วัดจากกึ่งกลางรางออกมา 20 เมตร ซึ่งเว้นไว้สำหรับการพัฒนาในอนาคต  ถัดจากพื้นที่ดังกล่าวก็จะพัฒนาที่อยู่อาศัยตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง  อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นสองอีกต่อไป


ภาพการสมัชชาใหญ่เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ จ.ขอนแก่น

          แต่สถานการณ์การพัฒนาระบบรางในปัจจุบันนี้เองที่ทำให้ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯต้องกลับมาอกสั่นขวัญหายกันอีกครั้ง เพราะมีข่าวจากทางการรถไฟฯถึงการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการว่า อาจจะต้องใช้เนื้อที่ที่วัดออกจากกึ่งกลางรางไปข้างละ 40 เมตร รวม 2 ข้างเป็น 80 เมตร  ส่งผลให้ชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ตามสองข้างทางต้องได้รับผลกระทบทั้งหมดไม่ว่าจะได้เช่าที่ดิน หรือยังไม่ได้เช่าแล้วก็ตาม


ภาพโครงการบ้านมั่นคงชุมชนหลักเมือง จ.ขอนแก่น หลักจากเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ

          ที่ผ่านมาเครือข่ายฟื้นฟูฯและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เจรจาถึงแนวทางการแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในรัฐบาลที่แล้ว  ซึ่งได้ข้อยุติเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายคือ ชาวบ้านสามารถอาศัยอยู่ในที่ดินเดิมในระยะที่ห่างออกมาจากกึ่งกลางราง 20 เมตร ได้ หากมีบ้านเรือนที่ล้ำไปในเขต 20 เมตรแรกก็จะทำการรื้อขยับปรับเข้ามาอยู่ในเขต 20 เมตรหลัง ทำให้การก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น สามารถดำเนินการไปต่อได้  โดยรูปแบบการก่อสร้างที่จะมีการยกระดับรางขึ้นในช่วงที่เข้าตัวเมืองขอนแก่น  ต้องใช้งบประมาณการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จะสร้างในรูปแบบเลียบบนดินตามรางเดิมไปอีก 2,000 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ถือว่าเยอะเกินไปหากจะต้องมีการขับไล่ชาวบ้านให้ไปอยู่ที่ใหม่ที่ไกลออกไปจากตัวเมืองกว่า 2,000 ครอบครัว ถ้าหากต้องดูจากด้านต่างๆที่ชาวบ้านต้องสูญเสียไป และรัฐต้องอุดหนุนช่วยเหลือทดแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การหาที่ดินแห่งใหม่ , ระบบคมนาคมในพื้นที่แห่งใหม่ , การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ หรือการลงทุนระบบสาธารณูปโภคในที่ดินแห่งใหม่ด้วยนั้น อีกทั้งยังต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับรางรถไฟหลายจุดอีกด้วย ยังไม่รวมผลที่จะเกิดตามมาของชาวบ้านที่จะต้อง หางานใหม่ , หาที่เรียนให้ลูกใหม่ , ต้องเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ใหม่ หากดูผลกระทบที่ตามมาเหล่านี้ จำนวนเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากการก่อสร้างที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนเดิมนั้นจึงถือว่ารัฐบาลคุ้มมากนัก
          สิ่งที่ตรงกันเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะขัดขวางการพัฒนาของประเทศ หรือจังหวัดขอนแก่น แต่อย่างใด   เพราะที่ผ่านมาการรับผิดชอบต่อผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่วนมากคนจนที่เป็นผู้เสียสละให้กับคนกลุ่มต่างๆ  กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลมาก่อน  จะดูได้จากงบประมาณโครงการการก่อสร้างขนาดใหญ่ในหลายโครงการส่วนใหญ่จะไม่มีงบประมาณในด้านที่ช่วยเหลือ ทดแทน ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ หรือถ้ามีก็ไม่เคยที่จะจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ
แต่นั้นก็เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเพราะโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่จะก่อสร้างด้านฝั่งขวามือเท่านั้น (หันหน้าไปทางหนองคาย) ส่วนฝั่งซ้ายยังคงสงวนไว้สำหรับการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานซึ่งรูปแบบการก่อสร้างยังไม่มีข้อยุติว่าจะใช้พื้นที่การก่อสร้างขนาดไหน นี่คือจุดเริ่มต้นอีกครั้งที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจะต้องระดมสมองในการหาแนวทางการแก้ปัญหากันอีกครั้ง
โครงการก่อสร้างทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน ๑.๔๓๕ เมตร ซึ่งจะนำรถไฟความเร็วระหว่าง ๑๖๐-๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือกึ่งความเร็วสูง (Medium-Speed Rail) มาใช้วิ่งในเส้นทางดังกล่าว ส่วนอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงสามารถนำรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ที่มีความเร็วกว่า ๒๕๐ กิโลเมตรมาวิ่งในรางรถไฟได้เช่นกัน 

แผนผังภาพรวมชุมชนในที่ดินการรถไฟฯในจังหวัดขอนแก่น

ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยเสนอรูปแบบการก่อสร้างไว้เป็นโมเดลเดิม  ซึ่งมีการคัดค้านในหลายภาคส่วน  ในหลายความเห็นที่ยังไม่พร้อมจะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของศาลระหว่างการสืบคดีการขอกู้งบประมาณในการก่อสร้างที่ว่า ควรจะดำเนินการพัฒนาระบบคมนาคมด้านอื่นให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาสร้างระบบความเร็วสูงนี้  หรือกลุ่มองค์กรภาคประชาชนกลุ่มต่างๆที่สะท้อนถึงความไม่คุ้มในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในช่วงนั้น
โครงการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานในครั้งนี้ จึงจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่ารัฐมีความใส่ใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด   ในช่วงเวลาที่กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการศึกษาการก่อสร้างโครงการนี้  การสร้างการมีส่วนร่วมในทุกส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบยิ่งควรจะต้องเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้มีพื้นที่ในการแสดงความเห็น และเสนอแนวทางเลือกอื่นๆด้วย
แต่ที่ผ่านมาบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลราว 200 ล้านบาท ที่จะต้องสร้างกระบวนการเหล่านี้กลับไม่ทำให้เกิดความมีส่วนร่วมจากทุกส่วน จะเห็นได้จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา การสื่อสารบอกกล่าวถึงการจัดเวทีประชาชนในจังหวัดขอนแก่นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบกลับไม่ได้รับการติดต่อให้ร่วมเวทีแต่อย่างใด เครือข่ายฟื้นฟูฯหลังจากที่ได้ทราบข่าวการจัดเวทีดังกล่าวก่อนล่วงหน้า 1 วัน จึงเร่งรีบประสานผู้แทนชุมชนต่างๆไปเข้าร่วมเวทีนั้นเพื่อแสดงจุดยืนในการหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน ฉะนั้นความจริงใจที่จะเปิดโอกาสรับฟังความเห็นอย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงที่ศึกษา   ไม่เช่นนั้นแล้วความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการก่อสร้างก็เป็นได้
การพัฒนาที่มีความจริงใจและโปร่งใส  พร้อมที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี   หากแต่การพัฒนาโครงการใดๆที่ไม่มีความจริงใจและไม่โปร่งใสก็ย่อมที่จะเห็นประชาชนออกมาสร้างเวทีแสดงความเห็นของตนเอง   นี่คืออีกหนึ่งบททดสอบความจริงใจของรัฐที่มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดกับประชาชน ............


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...