แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สลัม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สลัม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

ชุมชนจักรยาน – ศรีทอง มุมมืดที่สังคมมองไม่เห็น


ชุมชนจักรยาน – ศรีทอง มุมมืดที่สังคมมองไม่เห็น

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในห้วงเวลาที่สังคมกำลังจับจ้องเรื่องการเมืองที่ผันแปรที่ไม่รู้ว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งตามที่โรดแมฟของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติตั้งไว้หรือไม่  ส่วนความชัดเจนอนาคตอันใกล้ยังคงต้องอยู่กับรัฐบาลปัจจุบันไปจนกว่าการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จและประกาศการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ   ซึ่งช่วงปลายปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมติ ครม. มากมายที่จะพยายามกระตุ้นเศษฐกิจโดยผ่านการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย  เช่น การแจกเงินสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ , การช่วยจ่ายค่าน้ำ – ค่าไฟ , การลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าภายในประเทศบางรายการ หรือแม้แต่การประกาศโครงการบ้านล้านหลังให้คนจนผ่อนราคาถูก
แต่นโยบายเหล่านั้นกลุ่มคนจนกลุ่มหนึ่งแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  อย่างที่เคยกล่าวเกณฑ์การคัดเลือกผู้ที่ควรได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่หละหลวม  และบกพร่อง  ทำให้เกิดการผิดฝา ผิดตัว กันมากมายที่เห็นตามหน้าข่าว  เห็นกลุ่มคนมีฐานะบางคนได้บัตร  ส่วนกลุ่มคนจนบางคนไม่ได้บัตร  และนโยบายที่กำหนดมาไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่คนยากจนจะได้รับ  เช่น  การช่วยจ่ายค่าน้ำ  ค่าไฟ  นั้นชาวชุมชนแออัด หรือ สลัม หมดสิทธิ์ที่จะได้รับอานิสงส์นี้แน่ๆ เพราะชุมชนส่วนใหญ่ที่ยังไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองนั้นจะต้องซื้อไฟ ซื้อน้ำ  จากเอกชนข้างเคียงเท่านั้น  ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากกว่าปกติ  นี่คือข้อเท็จจริงที่คนจนเมืองกำลังเผชิญอยู่  แต่นโยบายที่ออกมาไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออะไรกับกลุ่มคนเหล่านี้เลย
จึงขอยกตัวอย่างสักหนึ่งชุมชนให้ได้รู้จักกัน คือ ชุมชนจักยาน – ศรีทอง ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่มีผู้อยู่อาศัยราว 300 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ติดกับถนนสุขสวัสดิ์  ตำบลในคลองบางปลากด  อำเภอพระสมุทรเจดีย์  จังหวัดสมุทรปราการ  อยู่อาศัยมาแล้วกว่า 30 ปี  โดยไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของที่ดินตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัยมา   แม้หากดูจำนวนหลังคาเรือนที่ดูเยอะ  แต่ชุมชนนี้กลับถูกปิดเงียบในมุมมืดของสังคม  เพราะขนาดหน่วยงานที่ต้องคอยดูแลสารทุกข์ สุขดิบ ของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่เคยที่จะสร้างตัวตนว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นประชากรในเขตพื้นที่ของตนเอง


 
สภาพที่อยู่อาศัยชุมชนจักรยาน – ศรีทอง

สภาพความเป็นอยู่ชาวชุมชนไม่มีทะเบียนบ้านเป็นของตัวเอง  ถึงแม้เขาจะสร้างที่อยู่อาศัยเองแต่พวกเขาจะต้องไปขออาศัยทะเบียนบ้านคนละแวกนั้นอาศัยอยู่ในเล่มทะเบียนด้วย  และแน่นอนเมื่อไม่มีทะเบียนบ้านเป็นของตนเองการขอน้ำประปา และไฟฟ้า เข้ามาใช้ย่อมทำไม่ได้   การแก้ปัญหาของชุมชนจึงต้องไปซื้อไฟฟ้า – ประปา บ้านที่อยู่แถวนั้นพ่วงเข้ามาให้เพื่อนๆในชุมชนได้ใช้ร่วมกัน  และตามเกณฑ์การคิดค่าไฟฟ้าที่เป็นแบบระบบก้าวหน้าขั้นบันไดยิ่งใช้เยอะจะต้องเสียค่าบริการต่อหน่วยเยอะตามไปด้วย   ชุมชนจักยาน – ศรีทอง  ต้องแบกค่าน้ำประปาต่อหน่วยอยู่ที่ราคา 25 – 28 บาทต่อหน่วย   ส่วนค่าไฟฟ้าอยู่ที่ราคา 7 – 10 บาทต่อหน่วย  ซึ่งแพงกว่าค่าบริการปกติอยู่ถึง 2 เท่า   แต่เขารักและหวงแหนที่อยู่อาศัยที่เขาอยู่มาที่บางคนอาศัยอยู่มาตั้งแต่เขาเกิด  หัดเดิน  อยู่พื้นที่นี้เอง
แต่ความสุขปนทุกข์ของชาวชุมชนจักรยาน – ศรีทอง ก็มีอันต้องยุติลงเมื่อมีกลุ่มคนที่แสดงตนว่าเป็นตัวแทนของเจ้าของที่ดิน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา  ปักป้ายประกาศเตือนแจ้งให้ชาวชุมชนย้ายออกภายใน 90 วัน  ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับชาวชุมชน  ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาในช่วงกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 นี้   ส่งผลให้เกิดความกังวลถึงที่อยู่อาศัยในอนาคต  พวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีที่ไป  ไม่รู้จะไปไหนกัน  เพราะส่วนใหญ่อยู่กันมานานตั้งแต่เกิด  ไม่เคยย้ายไปไหน   นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่จะพลิกเปลี่ยนชาวชุมชนจักรยาน – ศรีทอง


  
สภาพชุมชนจักยาน – ศรีทอง

ปัญหาการไล่รื้อเป็นของคู่กับสลัมมาอย่างช้านานจนถึงปัจจุบัน  แต่ชาวจักรยาน – ศรีทอง ก็มิได้นั่งเฉย  เขาเริ่มรวมกลุ่มกันจากที่เมื่อก่อนต่างคนต่างอยู่  ตอนนี้เริ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยที่มั่นคงผ่านมา 2 เดือน มีเงินราว 14,200 บาท  แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยนิดถ้าเทียบกับปัญหาอันใหญ่หลวงที่กำลังถาโถมเข้ามานั้น  อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ชุมชนได้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  และเริ่มเคลื่อนไหวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องรับผิดชอบดูแลสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยนั้นก็คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 ตัวแทนชุมชนราว 10 คนได้ไปยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เพื่อให้เป็นคนกลางในการประสานงานให้เกิดการพูดคุยกับคู่พิพาทที่ดิน ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562  และได้ไปยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลนโยบายโครงการบ้านมั่นคง


  
ภาพตัวแทนชุมชนยื่นหนังสือถึง รมต.พม. และ ผอ.พอช.

และตามที่รัฐบาลได้มีแผนแม่บทที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย  การแก้ปัญหาชุมชนจักรยาน – ศรีทอง จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นกลไกการไกล่เกลี่ยเจรจาในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน   การแบ่งปันที่ดินสำหรับคนที่มีที่ดินเยอะให้กับคนไร้ที่ดินอย่างสมเหตุสมผล  ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่แก้ปัญหาได้ดังที่เห็นในหลายกรณีในที่ดินรัฐ  หรือแม้แต่การซื้อที่ดินแลกเปลี่ยนให้กับชาวบ้านก็สามารถเป็นแนวทางที่ดีที่เจ้าของที่ดินเอกชนเคยทำมาแล้ว เช่น กรณีการย้ายชาวชุมชนริมทางรถไฟโค้งอโศก ที่เจ้าของซื้อที่ดิน 15 ไร่ ให้ชาวชุมชนไปสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่เลย หรือ กรณีชุมชนริมทางด่วนบางนาเองเจ้าของที่ดินก็มีแผนที่จะซื้อที่แลกให้กับชาวชุมชนเช่นกัน  หากเป็นเช่นนี้การแก้ปัญหาพิพาทที่ดินก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจบกันที่ศาลอีกต่อไป


  
ภาพการประชุมชุมชนกันเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหา

แต่อนาคตชุมชนจักรยาน – ศรีทอง จะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป   หากสามารถพูดคุยกันได้กับเจ้าของที่ดินดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น  ก็จะได้เป็นบรรทัดฐานที่ดีในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนแออัด   ส่วนอนาคตการปฎิรูปที่ดินให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม  ที่จะช่วยแก้ปัญหาถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้เกิดการกักตุนที่ดิน เกิดกลุ่มคนไร้ที่ดิน  นั้น  เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ยังคงต้องหาแนวร่วมการขับเคลื่อนกันอีกต่อไป

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน


เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน
คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม4ภาค

          เสร็จสิ้นพิธีการมอบสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  และมอบงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง แก่ชุมชนตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็นผู้มอบ  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องชุมชนตลาดบ่อบัวหลังจากพิพาทกับกลุ่มทุนใหญ่ที่พยายามจะฮุบเอาที่ดินของการรถไฟฯทั้งโซนตลาดบ่อบัว  แต่กลุ่มชาวตลาดบ่อบัวไม่ได้ยอมจำนนการต่อสู้เรียกร้องจึงเกิดขึ้น และเกิดผลสำเร็จได้ที่ดินกว่า 6 ไร่ มาเป็นที่อยู่อาศัยได้



 
ภาพพิธีมอบสัญญาเช่าที่ดิน และ มอบงบประมาณการพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัว

          เวทีในงานนี้เองไม่ได้มีแค่การมอบสัญญาจากผู้แทนรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือกันที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกด้วย  การพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัวด้านที่อยู่อาศัยถึงแม้จะเห็นเส้นทาง แนวทางการเดินไปข้างแล้ว  แต่การพัฒนาในด้านอื่นๆที่จะตามมาเพื่อให้เท่าทันการเติบโตของเมืองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ  หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ล้วนแล้วเป็นสิ่งกระตุ้น  ยั่วยุ ให้เกิดการค้าที่ดินเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ เช่น  การลงนามแสดงให้เห็นถึงการสร้างความร่วมมือการพัฒนาชุมชนในทุกด้านของชุมชนตลาดบ่อบัว  เพราะมีทั้งเจ้าของที่ดินคือการรถไฟแห่งประเทศไทย หน่วยงานสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หน่วยงานที่จะคอยสนับสนุนในพื้นที่ท้องถิ่นคือทางจังหวัดและเทศบาล   ในอนาคตหลังจากที่ชุมชนมีที่ดินที่มั่นคงแล้ว  ต้องวางแผนชุมชนในระยะยาวเพื่อรักษาที่ดินผืนนี้ไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
 


ภาพเวทีสาธารณะพูดคุยการพัฒนาชุมชนในอนาคต และการลงนาม MOU การพัฒนาชุมชนร่วมกัน

          แต่เส้นทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่สิ้นสุด  ยังคงเหลืออีกหลายชุมชนที่ยังรอการแก้ปัญหาอยู่   ถึงแม้นว่าบันทึกข้อตกลงระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 เกือบ 20 ปี บัญชีรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนไว้ 61 ชุมชน ที่ครอบคลุมในการสำรวจเพื่อจะเสนอเช่าในช่วงเวลานั้นชุมชนตลาดบ่อบัวน่าจะเป็นชุมชนสุดท้ายที่ได้รับการเช่าภายใต้มติดังกล่าว  แต่การผลักดันการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังไม่สิ้นสุดตาม   เพราะล่าสุดการประชุมบอร์ดการรถไฟฯเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวที่น่ายินดีของพี่น้องชุมชนหนองยวน 2 จังหวัดตรัง และชุมชนรอบเมือง 1 โซน 2 จังหวัดขอนแก่น  ที่บอร์ดการรถไฟฯมีมติอนุมัติหลักการเช่าให้กับชุมชนทั้ง 2 แห่งนี้ เหลือติดตามการทำสัญญาเช่าเท่านั้นเอง

 



ภาพการประชุมหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ดินกับกระทรวงคมนาคม

          ส่วนชุมชนอื่นๆที่ยังประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ก็ได้เจรจากับทางอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่จะเริ่มมีการสำรวจพื้นที่ชุมชนร่วมกัน   โดยนำร่องจะเริ่มต้นที่จังหวัดตรัง  ที่กำลังประสบปัญหาที่เจ้าหน้าที่ รฟท. ปิดประกาศเตรียมจะดำเนินคดีในหลายพื้นที่ชุมชน การแบ่งปันที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์  ( Land Sharing ) มันจึงเป็นรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินการรถไฟฯ ดังที่ชุมชนตลาดบ่อบัวได้ทำมา

และในช่วงเวลานี้จะเห็นข่าวการใช้พื้นที่ 2 ข้างทางรางรถไฟไปใช้ในเชิงพาณิชย์  รวมถึงการพัฒนาระบบคมนาคมในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ทั่วประเทศ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในสองข้างทางริมทางรถไฟ  ที่ยังพิพาทไม่จบและเริ่มที่จะมีแนวโน้มการไล่รื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็เห็นได้จากรณีชุมชนย่านสถานีหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กว่า 1,000 หลังคาเรือน ที่ยังไม่รู้ชะตาชีวิตว่าถ้าหากถูกฟ้องร้องขับไล่แล้วตนเองจะไปอยู่ตรงไหนของผืนแผ่นดินไทย


  
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.newtv.co.th/news/13645

การนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงถือเป็นต้นแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ  เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกันระหว่างรัฐกับประชาชน  เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนที่ได้บริหารทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน   ที่มิใช่การสงเคราะห์แจกจ่ายเป็นรายปัจเจก

การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการปฎิรูปที่ดินในประเทศไทยของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปและไม่ใช่เพียงแค่ที่ดินของการรถไฟฯเท่านั้น  แต่ต้องเป็นการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นรูปธรรมและได้ผลจริง  อย่างที่ได้ร่วมรณรงค์ขึ้นมา   อาจจะเป็นเรื่องใหญ่และลำบากที่จะให้เปลี่ยนทัศนคติ “ที่ดินต้องไม่ใช่สินค้า”  ที่ดินต้องนำมาใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกคน  ทุกคนจะต้องมีที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน อย่างมีศักดิ์ศรีที่เท่ากัน   เราจึงยืนยันที่จะเสนอนโยบายเหล่านี้ต่อไปเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม  และให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าที่ไม่ใช่เพียงเพื่อเก็งกำไร ค้าขาย
1.        นโยบายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
2.        นโยบายภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า
3.        นโยบายสถาบันธนาคารที่ดิน
4.        นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน (โฉนดชุมชน)
5.        นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินรัฐเพื่อประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

ทั้งนี้หากคนจนสามารถเข้าถึงที่ดินแล้ว  การเขาถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย  หรือแม้แต่ทุนการประกอบอาชีพ  เพื่อดำรงชีพต่อไป  สิ่งเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกันไปด้วยเช่นกัน  รวมถึงสวัสดิการด้านต่างๆที่จะช่วยลดภาระประชาชนลงได้

การเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้  เราจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมือง  ที่มองมาต่อประชาชนเป็นลักษณะแบบไหน อย่างไร  การแก้ปัญหา ช่วยเหลือ ลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นลักษณะแบบใด  ประชาชนคงต้องใช้การวิเคราะห์ แยกแยะ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งนี้อย่างรอบคอบ  แต่ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไป  ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรก็ตาม !!!

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

นับถอยหลัง...ปิดฉากชุมชนคลองเป้ง


นับถอยหลัง...ปิดฉากชุมชนคลองเป้ง
คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          เมื่อราว 2 ปี ก่อนชาวบ้านรัมคลองเป้งประสานงานมายังทีมหยุดไล่รื้อเร่งด่วนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค  เนื่องด้วยชุมชนคลองเป้งถูกทางกรุงเทพมหานครดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ 44 พ.ศ. 2502 ให้รื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่เปิดโอกาสให้ชาวชุมชนสามารถขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้  และปัญหานี่เองทำให้เราได้รู้จักกัน
          ชุมชนคลองเป้ง เป็นชุมชนขนาดกลางๆมีผู้อาศัยอยู่ราว 68 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ตามแนวลำรางสาธารณะคลองเป้ง เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  อาศัยอยู่มายาวนานราว 30 ปี   ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่บริเวณชุมชนไม่ไกลนัก  เป็นแรงงานนอกระบบบ้าง ลูกจ้างตามร้านรวงในย่านทองหล่อ  เป็นแรงงานราคาถูกเพื่อเติมเต็มกลไกเมืองให้ขับเคลื่อนหมุนไปได้



สภาพที่อยู่อาศัยชุมชนคลองเป้งเดิม
          การได้มาประสบพบเจอกันท่ามกลางปัญหาอันหนักอึ้งกับกฎหมายที่ยังล้าหลัง ละเมิดสิทธิมนุษยชนฉบับนี้  เป็นสิ่งที่ยากพอสมควรในการแก้ปัญหา เนื้อหาภายในตัวประกาศมีความบางส่วนว่า “ในกรณีที่ปรากฏว่าได้มีการปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใดๆ ลงในที่ดินในแม่น้ำลำคลอง อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดซึ่งสถานที่นั้นตั้งอยู่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตรวจสถานที่นั้นๆ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจแล้วเห็นว่าสถานที่ซึ่งปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใดๆ ลงเป็นที่ดินหรือแม่น้ำลำคลองอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยแน่ชัดปราศจากสงสัย ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งปลูกปักนั้น ให้รื้อถอนไปให้พ้นที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ก็ให้ปิดคำสั่งนั้นไว้ ณ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น และเมื่อครบกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่งนั้นแล้ว ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นออกไป ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินจัดการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ ในการนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจขายโดยวิธีที่เห็นสมควรซึ่งทรัพย์สินที่รื้อถอนหรืออยู่ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น และให้นำความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๗ มาใช้บังคับแก่เงินที่ขายทรัพย์สินนั้นได้โดยอนุโลม”  เห็นชัดว่าประกาศฉบับนี้ผู้ใดถูกบังคับใช้หมดสิทธิ์ขึ้นศาล หรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้เลย
  
 
ประกาศแจ้งรื้อย้ายชุมชนคลองเป้งตาม ปว.44
          กระทั่งเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ประสานกับทางผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อยืดระยะเวลาการบังคับใช้ ปว.44 กับชุมชนคลองเป้ง  จนได้กรอบระยะเวลา 18 เดือนขึ้นมา ตามแผนชาวชุมชนช่วยกันวางไว้ว่า ระยะเวลาประมาณนี้น่าจะหาที่รองรับแห่งใหม่ให้กับตัวเองได้ทัน  และยังดีกว่า 15 วันที่ทางสำนักงานเขตมาติดประกาศไว้เสียอีก
          การติดประกาศไล่รื้อคราวนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นอีกแล้วสำหรับชาวคลองเป้ง  มีหลายครั้งหลายคราที่มีข่าวแว่วๆว่าทางการจะมาไล่รื้อ  แต่ก็ผ่านพ้นมาได้นับสิบปี ดูไม่จริงจัง  คราวนี้ต่างกับทุกครั้ง มีเอกสารที่เตรียมพร้อมขับไล่พวกเขาอย่างแท้จริง   การวาดเส้นทางชีวิตใหม่ของชาวชุมชนคลองเป้งจึงต้องผนึกรวมใจกันอีกครั้ง  เพราะจะหาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครก็แสนจะยากลำบากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำและจากจำนวนผู้อาศัยอยู่ในชุมชนคลองเป้งกว่า 70 ครอบครัว เหลือเพียง 45 ครอบครัวเท่านั้นที่จะร่วมหัวจมท้ายไปสร้างชุมชนใหม่ด้วยกัน   ด้วยจำนวนคนที่น้อย และราคาที่ดินที่แพง ชาวคลองเป้งกลุ่มนี้จึงหาเพื่อที่ร่วมชะตาเดียวกันตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วบริหารจัดการร่วมกัน
          ความต่างที่ต้องนำมาเปรียบเทียบโครงการจัดระเบียบชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้น  ได้ทำการรื้อบ้านชาวชุมชนไปหลายร้อย หลายพัน หลังคาเรือนไปไว้ที่อื่น ส่วนกลุ่มที่อยู่ที่เดิมก็ต้องรื้อสร้างใหม่จำนวนมาก   แต่เนื่องจากเป็นดครงการที่จะเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาลชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าวยังพอมีงบประมาณช่วยเหลือก้อนใหญ่  และอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายปลูกสร้างบ้านอีก  ทำให้การสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่อุปสรรคลดลง  ส่วนชุมชนคลองเป้ง เป็นการอาศัยช่วงกระแสรื้อชุมชนริมคลองลาดพร้าว  มาไล่รื้อชุมชนริมคลองย่อยต่างๆ  แต่ที่ไม่เหมือนกันคืองบประมาณที่จะช่วยเหลือชาวชุมชนเหล่านั้นกรุงเทพมหานครไม่ได้มีเหมือนกับโครงการจัดระเบียบชุมชนริมคลองลาดพร้าวเลย

รองผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครลงพื้นที่การย้ายชุมชนคลองเป้ง
          อุปสรรคของชาวคลองเป้งยังไม่หมดเพียงเท่านั้น  หากคำนวนเงินแล้วถ้าใช้สินเชื่อราคาถูกที่รัฐบาลจะจัดให้มานั้นด้วยวงเงินเพียง 360,000 บาทต่อครอบครัว จะไม่เพียงพอต่อการสร้างบ้านหลังใหม่หลังจากที่ได้ซื้อที่ดินไปแล้ว  หากจะเริ่มสะสมออมทรัพย์กันก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่   ชาวชุมชนจึงพูดคุยกับทางประชาคมในเขตวัฒนาเอง  ซึ่งนำโดยบริษัทเบนซ์ทองหล่อ ได้จัดกิจกรรมประมูลของต่างๆขึ้นมาเพื่อเป็นทุนสมทบสร้างชุมชนใหม่ให้กับชาวคลองเป้ง  การจัดกิจกรรมคราวนั้นได้เงินระดมทุนมารวมเบ็ดเสร็จ 900,000 บาท  แต่น้ำใจคนจนก็บังเกิด  เงินจำนวนดังกล่าวชาวคลองเป้งไม่ได้เก็บไว้สำหรับแค่พวกเขา  แต่นำไปกระจายสำหรับทุกคนที่อยู่ในสหกรณ์เคหสถานภูมิใจเท่ากันทุกคน

ภาพการมอบเงินสมทบสร้างชุมชนใหม่ของชาวคลองเป้ง
          และในที่สุดความฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมาได้หลังจากที่มีที่ดินเป็นของตนเองในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร  เมื่อเขาได้ลงนามซื้อขายในนามสหกรณ์ซื้อที่ดินบริเวณบึงนายพล ซอยประชาร่วมใจ 43 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร   แน่นอนที่เดิมย่อมไกลจากที่ใหม่  ซึ่งห่างจากที่เดิมราว 40 กิโลเมตร  และอาจจะเป็นเหตุผลใหญ่ที่ชาวคลองเป้งหลายครอบครัวไม่มาร่วมการสร้างชุมชนใหม่แห่งนี้  เนื้อที่กว่า 15 ไร่ จะเป็นชุมชนใหม่ และเป็นที่ตั้งรกรากใหม่ชองลูกหลานชาวคลองเป้ง และชาวสหกรณ์เคหสถานภูมิใจ


แผนที่เส้นทางชุมชนเดิมคลองเป้งไปยังพื้นที่รองรับแห่งใหม่ย่านบึงนายพล


ภาพพิธีการตั้งศาลพระพรหมของชุมชนภูมิใจ
          วันที่ 15 ตุลาคม 2561 จะเป็นวันสุดท้ายที่เป็นเส้นตายที่ชาวคลองเป้งกับสำนักงานเขตวัฒนาว่าจะรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากแนวคลองเป้งทั้งหมดทุกหลังคาเรือน  คงเป็นวันที่ปิดตำนานเล่าขานซอกหลืบเล็กๆของสังคมเมืองอย่างเงียบๆ  ที่ไม่เป็นข่าวหน้าสื่อใดๆ   แต่อย่างน้อยพวกเขายังมีความ “ภูมิใจ” ที่ยังคงสามารถดำรงชีพในเมืองหลวงอันแสนโหดร้ายนี่ต่อไปได้ดังชื่อชุมชนใหม่ของพวกเขา “ชุมชนภูมิใจ”

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน


สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย  ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

กว่า 4 ปี การต่อสู้เพื่อเอาสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยกลับคืนมาของชาวชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังจากถูกกลุ่มทุนท้องถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทราจับมือกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นคือการรถไฟแห่งประเทศไทยพยายามจะฮุบที่ดินบริเวณตลาดสดบ่อบัวที่ชาวชุมชนเคยเช่ากันมาอย่างยาวนาน  แต่การรถไฟฯมายกเลิกสัญญาเช่า  ไม่เก็บค่าเช่าจากชาวชุมชนอีก  จนได้รู้ข่าวว่าที่ดินผืนนั้นถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งประมูลขอเช่าที่ดินไปเสียแล้ว  และข่าวสารนั้นมาพร้อมกับหมายศาลดำเนินคดีกับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวในทันที
จากความร่วมไม้ ร่วมมือ ของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นและบริษัทเอกชน ที่หวังต้องการที่ดินผืนใหญ่บริเวณดังกล่าว  ที่เริ่มกระบวนการทำให้ชาวบ้านจากเดิมที่เป็นผู้เช่าที่ดินการรถไฟฯ  กลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟฯพร้อมมอบอำนาจโดยสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้กับกลุ่มทุนมาดำเนินคดีกับชาวบ้านหลายหลังคาเรือน  บ้างต้องรื้อบ้านออกโดยที่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน  บ้างต้องเปลี่ยนอาชีพทำมาหากิน เพราะอาชีพเดิมเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ่อบัวนั้นมาหลายสิบปี  การต่อสู้ในพื้นที่ดูเหมือนจะถึงทางตันเพราะคดีสิ้นสุดไปแล้วหลายหลังคาเรือน  รอการบังคับคดี  ในช่วงปี 2557 ก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้มาหารือปรึกษากับเครือข่ายสลัม 4 ภาค จะแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยอย่างไร  เนื่องจากแต่เดิมชุมชนตลาดบ่อบัวเป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกันผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2543  แต่ได้ขาดช่วงการประงานไป  และคิดว่าท้องถิ่นจะดำเนินงานการเช่าที่ดินให้กับชุมชนของตน  แต่กลับกลายเทศบาลท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการใดๆให้กับชุมชน  เป็นที่มาเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนได้เข้ามาประมูลเอาที่ดินไป

กรมบังคับคดีลงพื้นที่ที่จะรื้อชุมชน

เครือข่ายสลัม 4 ภาค หลังจากรับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุจึงได้จัดทีมทำงานหยุดไล่รื้อเร่งด่วนลงพื้นที่เพื่อดูข้อเท็จจริงของชาวชุมชนอีกครั้งเพื่อรวบรวมความต้องการของชาวชุมชนอย่างแท้จริงก็พบว่ามีกลุ่มชาวบ้าน 3 กลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการดังนี้
กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ต้องการรวมกลุ่มกันเช่าที่ดินในพื้นที่ที่เคยเสนอให้ทางเทศบาลมาเช่าเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ราว 6 ไร่ เพื่อปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง
กลุ่มสอง คือกลุ่มที่ประสงค์จะเจรจากับทางบริษัทเอกชนเพื่อหาทางแก้ปัญหาเอง
กลุ่มสาม คือกลุ่มที่ไม่ประสงค์เข้ากลุ่มทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มสอง
เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงรวบรวมชาวชุมชนในกลุ่มแรกเพื่อไปเจรจากับทางกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กับชาวชุมชนจำนวน 99 ครอบครัว  โดยมีการเจรจา 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรก คือ หน่วยงาน โดย การรถไฟฯ และกระทรวงคมนาคม ฝ่ายที่สองคือ บริษัทเอกชน  ฝ่ายที่สามคือ ชุมชน และเครือข่ายสลัม 4 ภาค  เพื่อจะให้ชะลอการดำเนินคดีต่างๆไปเสียก่อนในช่วงระหว่างการเจรจา  ซึ่งการเจรจาในครั้งแรกยังไม่เป็นผล  การดำเนินการต่างๆยังคงเป็นเช่นเดิม  จนเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล


แผนผังพื้นที่การรถไฟฯย่านตลาดบ่อบัว พื้นที่Aคือบริษัทเอกชนเช่า พื้นที่Bคือชุมชนขอเช่า

การไล่รื้อชุมชนตลาดบ่อบัวยังคงไม่เปลี่ยน กลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก  เพราะนอกจากจะมีแค่เจ้าหน้าที่บังคับคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  คราวนี้กลับมีหน่วยงานมาเพิ่มเติมนั้นคือ ทหาร ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยในการรื้อบ้านชาวชุมชนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย  เพิ่มดีกรีความรุนแรงในพื้นที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
หลังจากการชุมนุมเรียกร้องร่วมกันของเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  จนได้คณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขึ้นมาพร้อมกับ อนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ตามมาด้วย  และเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวด้วยเช่นกัน

หน่วยงานต่างๆลงพื้นที่เพื่อจะรื้อบ้านชุมชนตลาดบ่อบัว

เส้นทางการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวไม่ได้ราบเรียบ  ถึงแม้จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ติดตามอย่างใกล้ชิด  แต่กระนั้นหน่วยงานปฎิบัติคือการรถไฟฯ  ไม่เคยที่จะปฎิบัติตามมติที่ได้ข้อสรุปร่วมกันแต่อย่างใด 4 ปีกว่า กับความไม่คืบหน้าของการรถไฟฯ  ทั้งๆที่ปัญหาไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด   เนื่องจากพื้นที่ที่ชาวชุมชนจะขอเช่าที่ดินการรถไฟฯเนื้อที่ราว 6 ไร่นั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับการประมูลของบริษัทเอกชน  เพราะเป็นพื้นที่ที่ทางเทศเบาลได้แจ้งจำนงที่จะเช่ามาให้ชาวชุมชนทำเป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีตแล้ว  เพื่อที่จะนำบ้านเรือที่อยู่ในแปลงเช่าของบริษัทเอกชนย้ายออกมาอยู่อาศัยในแปลงเช่าของจนเองเพียงเท่านั้น   การรถไฟฯใช้ระยะเวลาในการพิจารณา และดำเนินการถึง 4 ปีกว่า   เครือข่ายสลัม 4 ภาค และชาวชุมชน ติดตามการแก้ปัญหา ทั้งในรูปการประชุมแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ  ชุมนุมติดตามหลายต่อหลายครั้งใน 4 ปีกว่านี้
จนการชุมนุมล่าสุดที่กระทรวงคมนาคม วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561 การชุมนุมเพื่อติดตามการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันอังคารที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ไปร่วมน็ประชุม ครม.สัญจร ทำเอาพี่น้องที่ติดตามการแก้ปัญหาแทบจะหาทางออกอย่างไรเนื่องจากคนตัดสินใจด้านนโยบายไม่มีใครอยู่เลย  แต่จากการกดดันที่ชาวชุมชนมีหลากหลายกรณีปัญหามาด้วยกันทำให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรี , รองปลัดกระทรวง (ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตรง) และโฆษกกระทรวง ลงมาพูดคุยกับชาวชุมชนและติดตามการแก้ปัญหารายกรณีให้   หนึ่งในนั้นคือกรณีปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังการเจรจานานราว 3 ชั่วโมง  ความชัดเจนการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวได้เกิดขึ้นหลังจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม   โทรสายตรงให้การรถไฟฯส่งแฟกส์มติคณะกรรมการรถไฟฯเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561  ที่เพิ่งรับรองการประชุมไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เรื่องการเช่าที่ดินของชุมชนตลาดบัวได้ดังนี้คือ




การชุมนุมเจรจาระหว่างเครือข่ายสลัม4ภาค และกระทรวงคมนาคม

คณะกรรมการรถไฟฯ มีมติเห็นชอบในหลักการให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์กรเช่าที่ดินการรถไฟฯเพื่อนำไปทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวจำนวนเนื้อที่ 10,724 ตารางเมตร (6.7025ไร่)  ระยะเวลาเช่า 30 ปี อัตราค่าเช่า 20บาทต่อตารางเมตรต่อปี ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี  โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50% ที่อยู่ในช่วงปรับระบบสาธารณูปโภค

นี่จึงเป็นมติที่เป็นทางออกให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวได้อย่างเป็นรูปธรรมที่เรียกร้องอย่างอดทนมาแรมปี  กว่าจะได้ที่ดินจากหน่วยงานรัฐที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินกว่า 2แสนไร่ นอกเหนือจากการใช้ในการพัฒนาระบบรางแล้ว  ที่ดินคงเหลือ หรือ ที่ดินสองข้างทาง ยังใช้เป็นประโยชน์ในเชิงพานิชย์ได้อีกจำนวนมาก   นี่จึงเป็นโมเดลหนึ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่จะต้องเร่งผลักดันให้การกระจายการถือครองที่ดินที่นอกจากเอกชนแล้ว  ยังมีหน่วยงานรัฐอีกหลายหน่วยที่ยังไม่ยอมปล่อยที่ดินออกมาเพื่อจะมาแก้ปัญหาการแย่งชิงที่ดินในสังคมไทย   โดยเฉพาะที่ดินเมืองอันมากมูลค่าทางตลาดการค้าที่ดิน “การปฎิรูปที่ดินรัฐ  เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งด้วยเช่นกัน !!!

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...