แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พอช. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พอช. แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน


เส้นทางการปฏิรูปที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจน
คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม4ภาค

          เสร็จสิ้นพิธีการมอบสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  และมอบงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง แก่ชุมชนตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็นผู้มอบ  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องชุมชนตลาดบ่อบัวหลังจากพิพาทกับกลุ่มทุนใหญ่ที่พยายามจะฮุบเอาที่ดินของการรถไฟฯทั้งโซนตลาดบ่อบัว  แต่กลุ่มชาวตลาดบ่อบัวไม่ได้ยอมจำนนการต่อสู้เรียกร้องจึงเกิดขึ้น และเกิดผลสำเร็จได้ที่ดินกว่า 6 ไร่ มาเป็นที่อยู่อาศัยได้



 
ภาพพิธีมอบสัญญาเช่าที่ดิน และ มอบงบประมาณการพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัว

          เวทีในงานนี้เองไม่ได้มีแค่การมอบสัญญาจากผู้แทนรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือกันที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกด้วย  การพัฒนาชุมชนตลาดบ่อบัวด้านที่อยู่อาศัยถึงแม้จะเห็นเส้นทาง แนวทางการเดินไปข้างแล้ว  แต่การพัฒนาในด้านอื่นๆที่จะตามมาเพื่อให้เท่าทันการเติบโตของเมืองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ  หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ล้วนแล้วเป็นสิ่งกระตุ้น  ยั่วยุ ให้เกิดการค้าที่ดินเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ เช่น  การลงนามแสดงให้เห็นถึงการสร้างความร่วมมือการพัฒนาชุมชนในทุกด้านของชุมชนตลาดบ่อบัว  เพราะมีทั้งเจ้าของที่ดินคือการรถไฟแห่งประเทศไทย หน่วยงานสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หน่วยงานที่จะคอยสนับสนุนในพื้นที่ท้องถิ่นคือทางจังหวัดและเทศบาล   ในอนาคตหลังจากที่ชุมชนมีที่ดินที่มั่นคงแล้ว  ต้องวางแผนชุมชนในระยะยาวเพื่อรักษาที่ดินผืนนี้ไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
 


ภาพเวทีสาธารณะพูดคุยการพัฒนาชุมชนในอนาคต และการลงนาม MOU การพัฒนาชุมชนร่วมกัน

          แต่เส้นทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่สิ้นสุด  ยังคงเหลืออีกหลายชุมชนที่ยังรอการแก้ปัญหาอยู่   ถึงแม้นว่าบันทึกข้อตกลงระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 เกือบ 20 ปี บัญชีรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนไว้ 61 ชุมชน ที่ครอบคลุมในการสำรวจเพื่อจะเสนอเช่าในช่วงเวลานั้นชุมชนตลาดบ่อบัวน่าจะเป็นชุมชนสุดท้ายที่ได้รับการเช่าภายใต้มติดังกล่าว  แต่การผลักดันการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังไม่สิ้นสุดตาม   เพราะล่าสุดการประชุมบอร์ดการรถไฟฯเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวที่น่ายินดีของพี่น้องชุมชนหนองยวน 2 จังหวัดตรัง และชุมชนรอบเมือง 1 โซน 2 จังหวัดขอนแก่น  ที่บอร์ดการรถไฟฯมีมติอนุมัติหลักการเช่าให้กับชุมชนทั้ง 2 แห่งนี้ เหลือติดตามการทำสัญญาเช่าเท่านั้นเอง

 



ภาพการประชุมหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ดินกับกระทรวงคมนาคม

          ส่วนชุมชนอื่นๆที่ยังประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ก็ได้เจรจากับทางอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่จะเริ่มมีการสำรวจพื้นที่ชุมชนร่วมกัน   โดยนำร่องจะเริ่มต้นที่จังหวัดตรัง  ที่กำลังประสบปัญหาที่เจ้าหน้าที่ รฟท. ปิดประกาศเตรียมจะดำเนินคดีในหลายพื้นที่ชุมชน การแบ่งปันที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์  ( Land Sharing ) มันจึงเป็นรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินการรถไฟฯ ดังที่ชุมชนตลาดบ่อบัวได้ทำมา

และในช่วงเวลานี้จะเห็นข่าวการใช้พื้นที่ 2 ข้างทางรางรถไฟไปใช้ในเชิงพาณิชย์  รวมถึงการพัฒนาระบบคมนาคมในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ทั่วประเทศ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในสองข้างทางริมทางรถไฟ  ที่ยังพิพาทไม่จบและเริ่มที่จะมีแนวโน้มการไล่รื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็เห็นได้จากรณีชุมชนย่านสถานีหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กว่า 1,000 หลังคาเรือน ที่ยังไม่รู้ชะตาชีวิตว่าถ้าหากถูกฟ้องร้องขับไล่แล้วตนเองจะไปอยู่ตรงไหนของผืนแผ่นดินไทย


  
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.newtv.co.th/news/13645

การนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงถือเป็นต้นแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ  เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกันระหว่างรัฐกับประชาชน  เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนที่ได้บริหารทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน   ที่มิใช่การสงเคราะห์แจกจ่ายเป็นรายปัจเจก

การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการปฎิรูปที่ดินในประเทศไทยของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปและไม่ใช่เพียงแค่ที่ดินของการรถไฟฯเท่านั้น  แต่ต้องเป็นการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นรูปธรรมและได้ผลจริง  อย่างที่ได้ร่วมรณรงค์ขึ้นมา   อาจจะเป็นเรื่องใหญ่และลำบากที่จะให้เปลี่ยนทัศนคติ “ที่ดินต้องไม่ใช่สินค้า”  ที่ดินต้องนำมาใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกคน  ทุกคนจะต้องมีที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน อย่างมีศักดิ์ศรีที่เท่ากัน   เราจึงยืนยันที่จะเสนอนโยบายเหล่านี้ต่อไปเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม  และให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าที่ไม่ใช่เพียงเพื่อเก็งกำไร ค้าขาย
1.        นโยบายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
2.        นโยบายภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า
3.        นโยบายสถาบันธนาคารที่ดิน
4.        นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน (โฉนดชุมชน)
5.        นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินรัฐเพื่อประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

ทั้งนี้หากคนจนสามารถเข้าถึงที่ดินแล้ว  การเขาถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย  หรือแม้แต่ทุนการประกอบอาชีพ  เพื่อดำรงชีพต่อไป  สิ่งเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกันไปด้วยเช่นกัน  รวมถึงสวัสดิการด้านต่างๆที่จะช่วยลดภาระประชาชนลงได้

การเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้  เราจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมือง  ที่มองมาต่อประชาชนเป็นลักษณะแบบไหน อย่างไร  การแก้ปัญหา ช่วยเหลือ ลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นลักษณะแบบใด  ประชาชนคงต้องใช้การวิเคราะห์ แยกแยะ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งนี้อย่างรอบคอบ  แต่ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไป  ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรก็ตาม !!!

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์ ขึ้นดอกเบี้ยคนจน พอช. ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์    ขึ้นดอกเบี้ยคนจน
พอช.  ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

อัภยุทย์   จันทรพา   ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.    เป็นองค์กรของรัฐแนวใหม่ในลักษณะองค์การมหาชน   ที่เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีการพัฒนาต่างๆ   โดยมีวิสัยทัศน์อยู่ที่   การเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานรากด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม
          ภายหลังการก่อตั้งในปี 2543    พอช. มีบทบาทการทำงานอย่างกว้างขวางครอบคลุมหลายเนื้องานของการพัฒนา  เป็นต้นว่า   การทำโครงการที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง     การฟื้นฟูชุมชนและจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น   การจัดสวัสดิการชาวบ้าน    รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทชุมชน  
          อย่างไรก็ตามในระยะหลัง   พอช.  มักถูกองค์กรประชาชนและเครือข่ายประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการทำงานว่า   มุ่งเน้นในเชิงปริมาณมากกว่าจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงให้กับภาคประชาชนเพื่อสร้างสรรค์งานพัฒนาในเชิงคุณภาพ   อันเป็นทิศทางที่ถูกบรรจุอยู่ในวิสัยทัศน์ของ พอช. เอง
          ตัวอย่างอันชัดเจนของข้อวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองดังกล่าวก็คือ   เรื่องราวฉาวโฉ่ของการคัดสรรคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของ พอช.     ที่มีการกระทำอย่างเร่งรีบ   รวบรัด   และไม่เปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางให้กับองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆที่อยู่นอกโครงสร้างและกลไกการทำงานของ พอช.
          นอกจากเรื่องการสรรหาบอร์ดที่ถูกตีแผ่จนกลายแป็นประเด็นสาธารณะแล้ว   ยังมีรูปธรรมการทำงานอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่า   พอช. ได้ละเลยหลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขององค์กรประชาชน  ซึ่งเป็นผู้รับผลโดยตรงจากการกำหนดนโยบายของ พอช.    เรื่องที่ว่าก็คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจากร้อยละ 4 ไปเป็นร้อยละ 6 ต่อปี    โดยการกำหนดให้ชุมชนไปกู้ยืมสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. ) แทนการกู้ยืมจากกองทุนของ พอช.


          สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจะมีกรอบวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ต่อครอบครัว   ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งเป็นเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินและเงินกู้สร้างบ้านอย่างละครึ่ง    มีระยะเวลาผ่อนชำระคืน 15 ปี   โดย พอช. จะคิดดอกเบี้ยจากชุมชนในอัตราคงที่ร้อยละ 4 ต่อปี    ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุน พอช. ไปราว 2,300 ล้านบาท   เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ชุมชนแออัดในการทำโครงการบ้านมั่นคงประมาณ 70,000 หน่วย จากจำนวนที่ พอช. ตกลงไว้กับรัฐบาล 300,000 หน่วย
          แม้จะเหลือเป้าหมายในการทำโครงการบ้านมั่นคงกว่าอีก 200,000 หน่วย   แต่ พอช. อ้างว่าเม็ดเงินของกองทุนใกล้หมดแล้ว   ดังนั้นจึงมีมติบอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการ   ไปขอใช้สินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่ง พอช. ได้ไปทำข้อตกลงไว้กับธนาคารแล้ว   โดยจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ย 4 เปอร์เซนต์ ใน 2 ปีแรก   จากนั้นในปีที่ 3 ถึง ปีที่ 15 จะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 6 เปอร์เซนต์ ต่อปี
          การตัดสินใจของ พอช. ที่จะลอยแพชาวบ้าน   โดยปล่อยให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคงต้องไปเผชิญกับกระแสอัตราดอกเบี้ยตามกลไกตลาดของธนาคาร   จึงเป็นการกำหนดนโยบายทางสังคมที่ขาดซึ่งความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง    ดังเหตุผลหลายประการ
          ประการแรก   แทนการผลักดันให้ชาวบ้านไปกู้เงินแบงค์แล้วต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น    พอช. ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคม  ควรต้องแสดงความเข็งขันและยืนหยัดที่จะขอเงินเพิ่มจากรัฐบาลเพื่อนำมาใส่กองทุน   รวมถึงแสวงหาความร่วมมือจากเครือข่ายภาคประชาชนในการผลักดันให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระทางสังคมที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจ   ทั้งนี้เพราะเงินกองทุนของ พอช. ที่ไม่พอปล่อยกู้นั้น  มีสาเหตุโดยตรงมาจากนโยบายบ้านมั่นคงของภาครัฐ  ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดไม่ให้อยู่ในสภาพสลัม   ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกำหนดเป้าหมายปริมาณของโครงการไว้มาก   รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณในการทำโครงการเพิ่มขึ้น   ซึ่งหากรัฐบาลให้เงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท โดยการทยอยจ่ายปีละ 1,000 ล้านบาท    กองทุนของ พอช. ก็น่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะหมุนเวียนสินเชื่อให้กับชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง
          ประการที่สอง    การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วเปลี่ยนให้ระบบธนาคารมาคอยดูแลชะตากรรมของคนจน   ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลทางตรงต่อภาวะรายจ่ายในครัวเรือนของครอบครัวผู้ใช้สินเชื่อ   คาดการณ์กันว่าผู้กู้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 100 บาท ในช่วงตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 15    คำถามคือว่าแล้วไฉนประเด็นสำคัญที่กระทบต่อค่าครองชีพของผู้คนกว่า 200,000 ครอบครัวที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง   จึงขาดกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ   เครือข่ายสลัม 4 ภาค   องค์กรที่เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน   ไม่เคยรับรู้ต่อการเกิดขึ้นของนโยบายนี้   ไม่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ตามชุมชนที่ประสงค์จะทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อฟังทัศนะของชาวบ้านต่อประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย    บอร์ด 3 คน ที่เป็นตัวแทนสายชุมชนก็ไม่เห็นทุกข์ร้อนที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาถกเถียงพูดคุยกับเครือข่ายต่างๆที่มีอยู่ทั่วประเทศ   ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า   แท้จริงแล้ว พอช. ซึ่งเป็นองค์กรแนวใหม่ของรัฐ  ให้ความเคารพต่อหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือไม่เพียงใด
          ประการที่สาม   นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายดอกเบี้ยที่สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน   ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำ   เพื่อกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างและวงการอสังหาริมทรัพย์   เช่นออกมาตรการให้ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์  ปล่อยเงินกู้ร้อยละ 2.75 ต่อปี ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 30 ปี   เพื่อให้ข้าราชการกู้ยืมไปซื้อบ้าน   แต่คนจนในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. กลับต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยถึงร้อยละ 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   ทั้งๆที่ชาวชุมชนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสวัสดิการต่างๆที่กลุ่มข้าราชการได้รับ
          นโยบายทางสังคมอันผิดพลาดดังที่กล่าว   สมควรที่จะต้องได้รับการทบทวนการแก้ไขโดยเร่งด่วน   เครือข่ายสลัม 4 ภาค  ในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่มีจุดยืนปกป้องสิทธิที่อยู่อาศัยของคนยากจนในเมือง   ขอเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ที่กำกับดูแล พอช. ดำเนินการดังต่อไปนี้
          หนึ่ง   ให้มีนโยบายให้ พอช. แก้ไขมติบอร์ดที่ให้ชุมชนไปใช้สินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในอัตราดอกเบี้ย 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   โดยให้กลับมาใช้สินเชื่อจากกองทุน พอช. ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี   เพราะกองทุนของ พอช. ยังพอมีเงินเหลืออยู่และเมื่อนำมารวมกับเงินผ่อนชำระเฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านบาทของชุมชนที่กู้ไปก่อนหน้านี้    จึงทำให้ในระหว่างนี้ พอช. ยังมีศักยภาพที่จะปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปีได้
          สอง   ให้มีนโยบายเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อแก่กองทุน พอช. อีก 5,000 ล้านบาท   โดยเสนอของบจากรัฐบาลปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี    เพื่อให้ พอช. มีเงินทุนหมุนเวียนที่จะปล่อยเงินกู้แก่ชุมชนที่อยู่เป้าหมายโครงการบ้านมั่นคงแต่ยังไม่ได้ทำโครงการอีกกว่า 200,000 ครอบครัวในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 เปอร์เซนต์   นอกจากนี้เงินที่รัฐบาลอนุมัติเพิ่มปีละ 1,000 ล้านบาทนั้น   ยังถือเป็นงบที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง   เพราะเป็นเงินที่ชุมชนกู้ไปใช้ซื้อที่ดินหรือสร้างบ้านซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มเม็ดเงินให้กับวงการธุรกิจก่อสร้าง
          สาม   ให้มีนโยบายให้ พอช. ปฏิรูปการทำงานขององค์กรให้มีธรรมมาภิบาลขึ้น   และเปิดการมีส่วนร่วมให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทุกหมู่เหล่า   ไม่ใช่เน้นเฉพาะการทำงานกับแกนนำและชาวบ้านที่อยู่ภายใต้กลไกการจัดตั้งของ พอช.    โดยการปฏิรูปควรจะเริ่มต้นจากการเริ่มกระบวนการสรรหาคณะกรรมการบริหารกันใหม่    ไม่ใช่ยอมรับบอร์ดชุดล่าสุดที่ภาคประชาสังคมกำลังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของกระบวนการคัดสรร

          ห้วงเวลานี้จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสม   ที่จะยกเครื่องสถาบันอันมีรากฐานการก่อเกิดมาจากแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม    ทั้งนี้เพื่อให้ พอช. เป็นองค์กรที่มีบุคลิก  เปิดเผย  โปร่งใส  ยอมรับความเห็นต่าง   และเคารพต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายประชาชนในการกำหนดนโยบายองค์กร   ไม่ใช่ปล่อยให้ พอช. เดินหนีห่างจากปรัชญาและวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของตนเหมือนอย่างทุกวันนี้.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...