แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฉนดชุมชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฉนดชุมชน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

 



ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4ภาค

“ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำกัด ไม่สามารถงอกเงยเพิ่มเติมขึ้นมาได้ ตรงข้ามกลับมีทีท่าว่าจะหดหายไปจากสภาวะโลกร้อน ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นทุกเวลาการที่คนจนจะเข้าถึงที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะคนจนเมือง ที่มีอัตราการเพิ่มมูลค่าที่ดินสูงขึ้นจนน่าตกใจ



จะเห็นได้ว่าที่ดินราคามีแต่ขึ้น ไม่มีลง แต่กลับมีคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งกลับครองที่ดินกว่า 80% ไว้กับตนเอง ยิ่งส่งผลให้ราคาต้องถีบสูงขึ้นไปอีก การแย่งชิงทรัพยากรที่ดินก็เพิ่มการแข่งขันมากขึ้นไป เป็นตัวเร่งในการเพิ่มมูลค่าที่ดิน



ขบวนประชาชนที่เคลื่อนไหวในด้านที่ดิน อย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลในหลายรัฐบาลเพื่อให้ออกมาตรการด้านภาษีเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้ปล่อยที่ดินออกจากการครอบครอง แล้วจะได้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ผ่อนการแย่งชิงทรัพยากรให้ลดลง แต่ก็ไม่พบรัฐบาลใดที่มีความกล้าในการจัดการปัญหานี้โดยใช้มาตรการภาษีนี้ แต่กลับมีการดัดแปลง “ภาษีโรงเรือน และที่ดิน” มาเป็น “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ออกมาใหม่ โดยเน้นจะเก็บคนที่มีที่ดินมูลค่าสูง และหลายแปลง แต่ก็มีเพดานการจัดเก็บไม่เกิน 3% ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7%

แต่กระนั้นนอกจากกลุ่มเจ้าของที่ดินจำนวนน้อยที่ครองที่ดินจำนวนมากเหล่านั้นจะไม่กระทบอะไรแล้ว แต่กลับมาส่งผลให้กับชาวชุมชนที่รวมกลุ่มกันซื้อที่ดินบ้าง เช่าที่ดินบ้าง แล้วแบ่งกันอยู่อาศัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยผ่านการเช่าช่วงจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับเป็นที่รองรับชุมชนชายเขาใหม่พัฒนา ซึ่งเป็นการช่วย รฟท. จัดระเบียบผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในที่ดิน รฟท. ในอีกทางหนึ่ง โดยชุมชนนี้ขอเช่าที่ดิน 6,129 ตารางเมตร หรือประมาณ 3.84 ไร่ เพื่อรองรับสมาชิก 72 ครัวเรือน



โดยทั้ง 72 ครัวเรือน ได้แบ่งที่ดินขนาดเท่าๆกันไม่เกิน 50 ตารางเมตรต่อครัวเรือน หากเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปกติแต่ละครัวเรือนไม่มีทางเข้าเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายภาษีเลย แต่เนื่องจากเขาจน เขาต้องรวมกลุ่มมาเช่าที่ดินจาก รฟท. เป็นแปลงรวมเขาเลยต้องจ่ายภาษี (เหรอ) นี่คือความบิดเบี้ยวของกฎหมายสุดท้ายคนรวย คนมีที่ดิน ไม่กระทบจากการจ่ายภาษีเพิ่ม แต่คนจนต้องก้มหน้าจ่ายภาษี ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อไป

นี่คือหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อรัฐบาลเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ในกรณีการเก็บภาษีควรเก็บเป็นรายบุคคลที่ครอบครองจริง ไม่ควรดูจากสัญญาเช่าแผ่นเดียว หรือโฉนดฉบับเดียว ที่มาจากการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินราคาแพง

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน มีดีมากกว่าการจัดการที่ดินแปลงรวม


โฉนดชุมชน  มีดีมากกว่าการจัดการที่ดินแปลงรวม

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมมหกรรมเตรียมความพร้อมชุมชนสู่สังคมสูงอายุ ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้จัดขึ้นมาในบริเวณมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย  ซึ่งมี 8 ชุมชนนำร่องในการทดลองออกแบบชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ทุกวัย  โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
          ชุมชนประชาอุทิศ 90 อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ  ต่อยอดการเต้นแอโรบิคในกลุ่มที่รักสุขภาพ  เขาต้องให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุในการออกกลังกายด้วยเช่นกัน  ต้องออกแบบท่ากายบริหารที่สอดคล้องกับช่วงวัยด้วยเช่นกัน   หรือแม้แต่การมีกลุ่มอาชีพผลิตสินค้าชุมชนขึ้นมาเป็นรายได้เล็กๆน้อยๆให้กับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านไม่มีงานทำ  ก็มีตั้งแต่การเย็บผ้าวน (ผ้าอเนกประสงค์ใช้ทำความสะอาดต่างๆ) น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า และน้ำยาล้างห้องน้ำ


          ชุมชนริมทางรถไฟสายใต้-ตะวันตก เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร หลังจากได้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลา 30 ปี ได้แล้ว ชุมชนนี้นอกจากสร้างบ้านให้ดีขึ้น เขายังให้ความสำคัญของคนสองวัยคือ เด็กและผู้สูงอายุ  การส่งผ่านความรู้ให้กันและกันจนเกิดแปลงเกษตรชุมชนที่สามารถนำมาประกอบอาหารรับประทานกันได้ในชุมชน  ความรู้พืชต่างๆที่ให้ประโยชน์ทางอาหารและทางยา ก็ถูกส่งผ่านภูมิความรู้จากผู้สูงอายุไปสู่เยาวชนได้อย่างเรียบง่าย และสนุกสนาน


          ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จัดให้การศึกษาเรื่องแพทย์ทางเลือกโดยการใช้สมุนไพร และทานอาหารเป็นยา อธิบายถึงการใช้ยาในปัจจุบันที่ใช้ยาอย่างฟุ่มเฟื่อย  จนทำให้เกิดการดื้อยา  และให้เกิดการรักษาที่ต้องใช้ปริมาณยามากขึ้น  ส่งผลเสียต่อสุขภาพ  ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพใหม่ เช่น การใช้อาหารเพื่อสุขภาพ  สมุนไพรที่เราคาดไม่ถึง เช่น มะขาม มะแว้ง กระเพรา ขิง ข่า ตะไคร้  ที่เราประกอบอาหาร ก็สามรรถใช้ดูแลสุขภาพได้ กิจกรรมเหล่านี้เองเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุ


          ชุมชนพูนทรัพย์  เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร  จากการพูดคุยกันภายในชุมชนจะเห็นว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เข้าสู่สังคมสูงวัยจำนวนมากขึ้น   แต่กลับมีหลักประกันด้านรายได้น้อย  และส่วนใหญ่จะมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต  ชุมชนจึงคิดว่าถ้าสนับสนุนให้มีการสร้างวินัยในการออมเงินตั้งแต่เด็กๆจะทำให้เมื่อสูงวัยจะสามารถมีเงินออมไว้สำหรับเลี้ยงชีพในช่วงสูงอายุ  ไม่เป็นภาระลูกหลานในอนาคต  จึงเกิดกิจกรรมออมทรัพย์เด็กๆในชุมชน  รวมทั้งยังสร้างโรงเห็ด ทำแปลงเกษตร เพื่อเป็นการลดรายจ่ายสำหรับครอบครัวตนเองอีกทางหนึ่งด้วย


ชุมชนโรงหวาย  เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร  พบว่าปัญหาหลักของผู้สูงอายุคือปัญหาด้านรายได้  ด้านสุขภาพ  และสภาพแวดล้อมในชุมชนที่ไม่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ  ไม่มีความปลอดภัย  เขาจึงมีแผนในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชน  และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยทำกิจกรรมการออกกำลังกาย การปลูกผัก การทำลานกีฬาออกกำลังกาย  ปรับปรุงพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมผู้สูงอายุ  ปลูกผักปลอดสารพิษเป็นอาหารภายในชุมชน


ชุมชนเพชรพระราม  เขตห้วยขวาง  กรุงเทพมหานคร  ที่พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ตั้งแต่เรื่องการเจ็บป่วย  กิจกรรมทางกาย การฝึกสมอง การมีสังคม การสร้างรายได้  ทีมทำงานในชุมชนที่มีประสบการณ์จากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสส.)   จัดกิจกรรมเดินเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชน   พบว่าผู้สูงอายุในชุมชน มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด บางรายเป็นอัลไซเมอร์  พิการ  บางรายไม่มีลูกหลานดูแล ชุมชนช่วยกันดูแล  มีรายได้แค่เบี้ยผู้สูงอายุ  และเบี้ยคนพิการ    มีแผนลงเดินเยี่ยมต่อเนื่องทุกเดือน  อีกทั้งยังมีการรวมกลุ่มผู้สูงอายุ สอนการทำสบู่ปลอดภัย  เป็นการสร้างสังคมของผู้สูงอายุอีกรูปแบบหนึ่ง ได้มีเวทีในการพูดคุย ได้ฝึกทักษะทางกาย และสมอง  จะเป็นกิจกรรมที่ลองทำต่อเนื่อง  และดูความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุอีกทางหนึ่ง พร้อมยังได้รายได้เล็กๆน้อยๆมายังชีพอีกทางหนึ่งด้วย


ชุมชนหลักหก อ.เมืองปทุมธานี  จ.ปทุมธานี  เป็นอึกชุมชนที่ได้เช่าที่ดินจากการรถไฟฯเป็นระยะเวลา 30 ปี และสร้างบ้านสวยงานตามนโยบายบ้านมั่นคง  ชุมชนจึงหันมาสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ผู้สูงอายุและเยาวชน ที่ความสนใจมารับฟังและทำกิจกรรมร่วมกัน ดั่งจะเห็นจากการสร้างโรงเพาะเห็ดในชุมชน  ที่ผู้สูงอายุร่วมกันทำโรงเพาะเห็ด เยาวชนจะร่วมกันเพาะเมล็ดผักต่างๆ เพื่อลงแปลงเกษตร  และเมื่อถึงวันเด็กกิจกรรมในวันนั้นจึงจัดประกวดการทำอาหารโดยใช้ผลผลิตจากแปลงเกษตรและโรงเห็ด ที่ร่วมกันทำมา นอกจากลดช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุแล้วยังสร้างความสามัคคีในชุมชนอีกด้วย


ชุมชนภูมิใจ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เป็นชุมชนที่อยู่ในที่สาธารณะริมคลอง   ถูกไล่รื้อจากกรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างการออกแบบชุมชนใหม่ตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ทางชุมชนจึงจัดประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย  และพูดคุยเรื่องแบบบ้านที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ในเรื่องการออกแบบบ้านใหม่ของพวกเขา มีทางขึ้นลงบ้านเป็นทางลาดเอียงสำหรับวิลแชร์ ห้องน้ำมีประตูเลื่อนและมีชักโครกสำหรับผู้สูงวัย  มีราวจับพยุงตัวเอง มีทางเท้าสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการในส่วนของทางเดินสาธารณะ  เป็นการมองอนาคตข้างหน้าในการสร้างชุมชนใหม่ของพวกเขา


นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนใน 8 พื้นที่ ที่ลุกขึ้นมาสร้างชุมชนของเขาเองโดยไม่ได้หวังพึ่งพิงจากหน่วยงานรัฐมาจัดการให้   ที่สำคัญชุมชนทั้ง 8 หลักการบริหารชุมชนตามหลักการโฉนดชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นชุมชนโรงหวาย ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ส่วนอีก 2 ชุมชนที่เช่าที่ดินการรถไฟฯ และชุมชนเพชรพระรามที่เตรียมเช่าที่ดินกับทางการรถไฟฯ ก็เป็นการเช่าที่ดินแปลงรวมที่บริหารโดยชุมชน
และอีก 2 ชุมชนคือพูนทรัพย์ และอ่อนนุช 14 ไร่ ก็เป็นชุมชนที่นำเอาที่ดินของการเคหะแห่งชาติมาบริหารจัดการโดยชุมชนเองหลังจากที่ย้ายจากที่อยู่อาศัยเดิมจากใต้สะพานทั่ว กทม.  ส่วนชุมชนภูมิใจ ที่ร่วมซื้อที่ดินในนามสหกรณ์ก็เป็นการจัดการที่ดินแปลงรวมในอีกรูปแบบหนึ่ง
หลักคิด หลักการ การอยู่ร่วมกัน  ร่วมกันสร้างชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกันมีความจำเป็นที่ชาวชุมชนจะต้องมีปฎิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง  โฉนดชุมชน การจัดการทรัพยากรที่ดินร่วมกันโดยชุมชนเป็นเพียงหนึ่งในการเริ่มต้นเท่านั้น  หากแต่หลักคิดนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่การจัดการที่ดิน  แต่มันหมายถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในชุมชนด้วย
จะเห็นได้ว่าชุมชนที่ต้องการที่ดินมาบริหารจัดการตามนโยบายโฉนดชุมชนจะมีพื้นฐานความเป็นชุมชนที่เกื้อกูลกัน  สามารถพูดจาปราศรัยกันได้ในทุกเรื่อง  เกิดการสร้างงานพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆร่วมกัน  มีกติกา มีธรรมนูญของชุมชน ไปจนถึงจัดสวัสดิการของชุมชนตนเองให้กับสมาชิกได้  นี่จึงเป็นแบบอย่างที่ดีที่รัฐควรจะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการสร้างชุมชนต้นแบบเหล่านี้ขึ้นมาอีก  สังคมจะพึ่งพิงกันได้เราสามารถเริ่มต้นกันได้ที่ชุมชน

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)


โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

แนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนไม่ได้มีเพียงในพื้นที่เขตป่า หรือภาคชนบทเท่านั้น  ในภาคเมืองแนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนมีส่วนร่วมก็ได้ดำเนินการมานานระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน
          ปัญหาการเข้าไม่ถึงที่ดินของคนจนเมืองโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากการพัฒนาประเทศในภาคชนบทล้มเหลวของรัฐบาล  อีกส่วนคือการรับมือต่อการพัฒนาเขตเมืองที่ต้องการแรงงานจำนวนมากไม่ได้  การเตรียมที่อยู่อาศัยรองรับสำหรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายจากชนบทมาสู่เมืองจำนวนมหาศาล   ทำให้แรงงานส่วนใหญ่จะหาที่พักอาศัยกันตามที่รกร้างว่างเปล่าใกล้แหล่งทำงาน
          เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดก็คงเป็นการกระจายที่รัฐที่แต่เดิมหวงแหนไว้เพียงกลุ่มทุนได้ใช้เท่านั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินจำนวนมากกระจายตามภูมิภาคของประเทศ  ซึ่งมีทั้งในตัวเมือง และชานเมืองชนบท    ถ้าหากสังเกตจะในการเดินทางโดยรถไฟ  ก่อนเข้าสถานีแต่ละสถานีจะเริ่มเห็นบ้านเรือนปลูกเรียงรายข้างทางเป็นสัญญาณบอกกลายๆว่าใกล้จะถึงสถานีใดสถานีหนึ่งแล้ว

สภาพชุมชนสองข้างทางรถไฟ

การเข้ามาอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด  หากแต่เป็นความต้องการแรงงานในการขับเคลื่อนรถไฟเองที่สมัยก่อนนั้นเป็นรถไฟหัวรถจักรแบบไอน้ำ  ที่ต้องใช้แรงงานในการโยนฟืน  แรงงานในการขนฟืน ซึ่งแรงงานเหล่านั้นมักจะได้รับความอำนวยความสะดวกในเรื่องที่อยู่อาศัยจากนายสถานี  และส่วนใหญ่ชุมชนในย่านสถานีรถไฟก็มักจะเป็นกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นกลุ่มแรกๆในการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ และเกิดการชักชวน ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ “นายสถานี” ของแต่ละแห่ง
          แต่การบริหารการเดินรถของการรถไฟฯที่ต้องมุ่งเน้นบริการประชาชนเป็ฯหลักส่งผลให้ขาดทุนของตัวองค์กรเป็นจำนวนมาก  จึงเกิดแนวความคิดถึงเรื่องการหยิบที่ดินที่มีอยู่มาหาแสวงหาผลกำไรให้กับองค์กรตนเองเพื่อไปชดเชยในส่วนที่ขาดทุนไป  ซึ่งเราจะเห็นตามข่าวอยู่เนืองๆเรื่องการต่อสัญญาเช่าของกลุ่มทุนรายใหญ่ของห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว หรือแม้แต่สวนจตุจักรเอง  ที่การต่อสัญญาที่ดินแต่ละครั้งต้องมีการเจรจา ต่อรอง กันอย่างหนักหน่วงในเรื่องรายละเอียดของสัญญา  แต่นั้นยังพอที่จะเข้าใจกันได้ว่าเป็นการดำเนินการในเชิงธุรกิจกัน  และไม่ส่งผลกระทบกับกลุ่มคนอื่นสักเท่าไหร่นัก   แต่การนำที่ดินของการรถไฟฯให้กลุ่มทุนได้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบการเช่าไม่ได้เป็นแบบข้างต้นทุกกรณี หากยังมีกรณีที่นำที่ดินที่มีชุมชนตั้งอยู่เดิมแล้วนำไปให้กลุ่มทุนประมูลเช่าที่ดิน  และกลุ่มทุนใดชนะการประมูลก็จะเข้าดำเนินคดีกับชาวชุมชนนั้นทันที  โดยมี “การรถไฟฯร่วมเป็นโจทก์” ด้วย
          และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่กลุ่มคนจนที่เป็นคนสร้างมูลค่าที่ดินตัวจริงคือกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่แรกๆตั้งแต่เป็นป่ารกร้าง จนสร้างเป็นชุมชนขึ้นมา  และที่ผ่านคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ไม่ได้เข้ามาอยู่ฟรีๆ  แต่เขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยจ่ายค่าเช่าให้กับ นายสถานี แล้วทั้งนั้น  แต่ครั้นพอมีกลุ่มทุนที่จะให้เงินจำนวนมากการเช่าเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธลง  แปรเปลี่ยนสภาพจากผู้บุกเบิก ผู้เช่า กลายเป็นผู้บุกรุกในทันที  แสดงให้เห็นการสร้างความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน


          ปฎิบัติการเคลื่อนไหวสร้างความเป็นธรรมทางสังคมของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เริ่มขึ้นจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ชาวชุมชนในที่ดินของการรถไฟกว่า 3,000 คน ไปชุมนุมเรียกร้องเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาจนได้นโยบายการใช้ที่ดินการรถไฟฯเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยขึ้นมาตาม มติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 ที่เปิดโอกาสให้คนจนได้เช่าที่ดินการรถไฟระยะยาวมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากลุ่มทุนที่มีเงิน
          การได้ที่ดินมาอย่างมีศักดิ์ศรีเป็นจุดเริ่มต้นการจัดการที่ดินโดยชุมชน  ซึ่งที่ดินที่เช่ามาเป็นแปลงใหญ่  แปลงรวม การจัดสรรแบ่งแปลงกันจัดการโดยชุมชนร่วมกันออกแบบวางผังกัน  จนเกิดเป็นชุมชนที่สวยงาม เป็นระเบียบขึ้นมา  ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดินจะเป็นไปตามมติชุมชนทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนมือจากสิทธิ์เดิมสู่ทายาท  จะไม่สามารถดำเนินการโดยปัจเจกได้ป้องกันการซื้อ-ขาย สิทธี่ดินกันตามนโยบายโฉนดชุมชนอย่างแท้จริง

  สภาพที่อยู่อาศัยเดิม ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. 
                     

สภาพที่อยู่อาศัยหลังการได้เช่าที่ดิน ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.


          อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น “โฉนดชุมชน” ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การใช้ที่ดินแต่ยังตอบโจทย์ในเรื่องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  รักษาชุมชนให้คงอยู่ได้ไม่ล่มสลาย  ที่สำคัญที่ดินไม่หลุดเข้าวงจรตลาดค้าที่ดินอีกต่อไป   หากจะเป็นการดีแนวนโยบายของรัฐการจัดการที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะมีหัวใจหลักที่เหมือนกับแนวนโยบายภาคประชาชนคือโฉนดชุมชน ที่จะเสริมหนุนกันพัฒนาสร้างชุมชนให้เข้มแข็งร่วมกันต่อไป !!!
         




วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่ การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 61 มีกิจกรรมการปลูกป่าตามมาตรการเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟูพื้นที่บริเวณจุดก่อสร้างโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ สำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากมีปัญหาการคัดค้านจากประชาชน โดยมี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธาน  กิจกรรมนี้เน้นการปลูกต้นไม้ที่รอบๆ พื้นดินที่ไม่อยู่ในเขตอาคารบนพื้นที่ 23 ไร่ จำนวน 300 กล้า ส่วนจุดอื่นต้องรอการส่งมอบพื้นที่และผลสรุปจากคณะทำงานก่อนที่จะดำเนินการในระยะต่อไป  นับเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาสร้างป่ากลับมาให้คงเดิมหลังจากมีการคัดค้านโครงการก่อสร้างจากประชาชน
หลังจบกิจกรรมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน (ข่าวการให้สัมภาษณ์ https://goo.gl/PAjrv8 ) สิ่งที่น่าสนใจคือ คำให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมอุทยานฯมีนัยยะสำคัญในด้านการจัดสรร  จัดประโยชน์  ที่มีอยู่ปัจจุบันให้เกิดผลดีมากที่สุดโดยไม่เกิดผลกระทบใดๆต่อสิ่งปลูกสร้างในเขตป่า   เนื่องจากหลักการดังกล่าวภาคประชาชนที่เคลื่อนไหว “คนอยู่กับป่า” ถูกปฎิเสธตลอดมา 
ปัญหาป่ารุกที่คน  หรือคนรุกที่ป่านั้น  เริ่มมีมาตั้งแต่การประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ปี พ.ศ. 2497 และเริ่มมีกฎหมายอุทยานฯ พ.ศ. 2504 เกิดขึ้นมา   ความพยายามขีดเส้นแนวเขตพื้นที่ต่างๆภายใต้ความไม่พร้อมของประชาชนที่อาศัยอยู่ในป่า ในเขา หรือยากจน  ไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว   ส่งผลให้การประกาศแนวเขตพื้นที่สาธารณะ  แนวเขตพื้นที่ป่าต่างๆ  ไปส่งผลกระทบของผู้ที่อยู่อาศัยไปด้วย   กลุ่มคนดังกล่าวกลายเป็นคนบุกรุกแบบไม่รู้ตัว   มารู้ตัวอีกทีคือเมื่อมีหมายเรียก หรือ หมายศาล มาแปะที่บ้านพักอาศัยของตนเอง

การผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนมีมากว่า 30 ปี เป็นการชูวิถีและวัฒนธรรม เพื่อปกป้องรักษาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ของตนเอง  ให้หลุดพ้นจากการรุกรานของการพัฒนาเมืองที่พยายามจะกอบโกยทรัพยากรไว้เพียงบางกลุ่มซึ่งได้ปรากฎมาแล้วคือกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่  และการครอบครองโดยรัฐ  การบวชป่าเพื่อปกป้องการรุกรานของการพัฒนาคนเมือง จนพัฒนามาถึงการระดมเข้ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พรบ.ป่าชุมชน ในช่วงปี พ.ศ. 2540 หลังจากที่ได้รัฐธรรมนูญใหม่  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  ถูกหน่วยงานต่างๆเข้ามาแก้ไขเนื้อหาจนเปลี่ยนเจตนารมณ์ความตั้งใจของประชาชนออกไปจนหมดสิ้น
ในปี พ.ศ. 2551 การรวมตัวกันของผู้เดือดร้อนที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยในนาม “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ริเริ่มที่จะผลักดันนโยบายโฉนดชุมชน ที่เป็นแนวความคิดพัฒนามาจากการดูแลพื้นที่ชุมชนตนเองจาก  สรุปบทเรียนการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐในรูปแบบการแจกที่ดินรายปัจเจก  และเพื่อเป็นการปลดล็อกการใช้ที่รัฐมาแก้ปัญหาที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ของคนจน  เน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชน  การเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นภายใต้การประชาคมในชุมชนถึงความเหมาะสม และสอดคล้องกับกติกาหรือธรรมนูญชุมชนที่ได้ตั้งไว้
ชุมชนก้าวใหม่ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนสมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่เคลื่อนไหวการปฏิรูปที่ดินให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)  ชุมชนก้าวใหม่มีสมาชิก 88 ครอบครัว เป็นชุมชนที่มาจากการรวมตัวของเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์และจังหวัดใกล้เคียง   เข้ามาใช้ที่ดิน สปก. ที่หมดสัมปทานจากบริษัทเอกชน  มีการออกแบบจัดการทรัพยากรที่ดินตามแนวหลักคิดโฉนดชุมชน  มีกติกาชุมชนและจัดแบ่งพื้นที่ที่เท่ากันในทุกครอบครัว  มีพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องช่วยกันดูแล และใช้ประโยชน์ร่วมกัน  การเกษตรที่ชุมชนก้าวใหม่ เป็นเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา  ไม่มุ่งเน้นพืชเศรษฐกิจล้วน  อยู่ร่วมกันมานานมีกติกาชุมชนหรือธรรมนูญชุมชนใช้ร่วมกัน

ผลผลิตของพืชพันธุ์ต่างๆที่เพาะปลูกในชุมชนก้าวใหม่

 แต่หลังจากที่ส.ป.ก.  เริ่มดำเนินการจัดที่ดินในรูปแบบของ คทช. ซึ่งมีการดำเนินการปรับแผนผังชุมชนใหม่ และได้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขึ้นมา การนำที่ดินของ สปก. มาจัดให้กับประชาชนตามแนว คทช. ซึ่งความต่างกันคือ โฉนดชุมชนเน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชนร่วมกัน  แต่ คทช. พยายามจะเน้นเจกเป็นรายปัจเจก  อีกทั้งในการจัดที่ดินบนที่ตั้งของชุมชนก้าวใหม่ คทช. จังหวัดสุราษฎร์ฯ  เริ่มดำเนินการรังวัดที่ดินใหม่  เตรียมพื้นที่สำหรับทำถนนซอย และยังมีการตัดพืชผลทางการเกษตรที่สมาชิกในชุมชนปลูกสร้างไว้ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน  ทั้งๆที่ชุมชนก้าวใหม่มีการจัดสรรแบ่งแปลงตามกติกา  หากแต่หน่วยงานรัฐยังยืนกรานที่จะต้องปรับผัง-แบ่งแปลงที่ดินตามที่พวกเขาออกแบบเท่านั้น


ย้อนกลับถ้านำเอาหลักคิด หลักการ ของอธิบดีกรมอุทธยานฯมาใช้   นอกจากพืชผล ต้นไม้ บ้านเรือน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลายสิ่งเหล่านั้นที่ชุมชนได้คิดค้น ปฎิบัติกันมาจนเป็นระเบียบเรียบร้อย   ที่สำคัญพื้นที่ สปก. ที่ชุมชนตั้งอยู่นั้น  หากไม่มีกลุ่มประชาชนเหล่านี้เข้าไปทำประโยชน์ที่ดินยังคงตกเป็นของกลุ่มนายทุนที่หมดสัมปทาน  แต่ไม่ยอมคืนพื้นที่ให้กับ สปก. และยังคงทำประโยชน์ไปเรื่อยๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆให้กับรัฐ   จนกระทั่งสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้  ได้ทราบข้อมูลเหล่านั้นประกอบกับมีประชาชนที่ขาดแคลนที่ดินทำกินจึงได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อให้เกิดกระบวนการ “คืนพื้นที่ให้กับ สปก.” เพื่อประชาชนที่ไร้ที่ดินจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้
สิ่งเหล่านี้เองเป็นบทพิสูจน์ถึงการใช้ที่ดินโดยไม่ได้คำนึงถึงการเก็งกำไรค้าที่ดิน  แต่มองเห็นที่ดินเป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยการผลิต  ที่คู่ควรแก่ผู้ผลิตตัวจริงที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่   ดังนั้นโฉนดชุมชน หรือ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน  จึงสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาได้  และไม่ควรยึดติดกับการแก้ปัญหาที่จะต้องมีรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับบางพื้นที่ได้  ส่งผลให้เกิดกรณีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกอย่างเช่นโครงการเก่าๆในอดีตที่ผ่านมา เช่น โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ในปี พ.ศ. 2533 ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด  แบบไหน  หากไม่มองเห็นถึงข้อเสนอภาคประชาชนที่มีความจริงใจในการพัฒนาร่วมกันแล้ว  การแก้ปัญหาที่จะให้ตรงจุดและสำเร็จย่อมจะทำได้ลำบาก  หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้   โมเดลที่ประชาชนสร้างขึ้นมา  พิสูจน์ให้เห็นแล้วอย่างกรณีชุมชนก้าวใหม่ จังหวัดสุราษณ์ธานี จึงเป็นกรณีศึกษา  และนำมาทดลองใช้ในอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้ตามโมเดลนี้ได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต



ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในช่วงที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ตั้งแต่วันที่ 2 12 พฤษภาคม 2561  ซึ่งมีกรณีปัญหาหลากหลายรูปแบบ การอยู่อาศัยของชาวบ้านก็หลากหลายแตกต่างกันทั้งเมือง และชนบท  แต่ประสบปัญหาที่เหมือนๆกันคือ ถูกหน่วยงานรัฐพยายามใช้คดี กฎหมาย บีบขับออกจากพื้นที่  ถูกทำลายทรัพย์สินเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นพืช สวน ไร่ นา หรือแม้แต่บ้านพักที่อยู่อาศัย เกิดปัญหากลุ่มคนไร้ที่ดินทำกิน ไร้บ้านที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

 
จากสถิติตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีประกรที่มีรายได้น้อยไม่มีที่อยู่อาศัยราว ๒.๓ ล้านครัวเรือน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนแม่บทด้านที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ที่จะระดมสรรพกำลังของแต่ละหน่วยงานในสังกัด เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , การเคหะแห่งชาติ ที่ดูแลโดยตรงในเรื่องที่อยู่อาศัยในด้านหาทุนในการสร้างบ้าน   แต่ถึงกระนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่มีเงินในการก่อสร้างตัวบ้าน  กลับเป็น ที่ดินที่เป็นปัญหาหลักสำคัญ ที่ไม่มีพอจะเหลือมาแบ่งปันกันเพื่อใช้ทำกิน และอยู่อาศัย เพราะที่ดินถูกค่านิยมให้กลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ขปส. เห็นปัญหาข้างต้นจึงพยายามเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหา และสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น นโยบายโฉนดชุมชน ที่หัวใจหลักอยู่ที่ชุมชน ร่วมกันจัดการทรัพยากรที่ดินด้วยกัน  สร้างการแบ่งปันทรัพยากรสำคัญที่มีอยู่จำกัดร่วมกัน  มิได้มุ่งหมายเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อนำไปเป็นฐานธุรกิจส่วนตัว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าว  เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามามีอำนาจบริหาร  ขปส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาจนระยะเวลาผ่านเลยมาเกือบจะครบรอบ 4 ปี  แต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาแม้แต่อย่างใด   ตรงกันข้ามสถานการณ์ของปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ   ชาวบ้านไม่สามารถเข้าบ้าน ไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในสวน ในนา ของตนเอง  ที่บุกเบิกแพ้วถางมา   บ้างถูกประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐในขณะที่อยู่อาศัยมาก่อน   บ้างถูกเอกชนได้สิทธิ์การใช้ที่ดินในขณะที่ชาวบ้านยังอยู่อาศัย และทำกินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน   แม้ว่าการชุมนุมติดตามของ ขปส. ในครั้งนี้อาจจะได้มติ บันทึก มาจากกระทรวง หน่วยงานต่างๆมา  ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไป  เนื่องจากเป็นการบันทึกถึงแนวทางการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี  ที่ยังไม่มีการสั่งการใดๆลงไปในพื้นที่  และไม่ใช่นโยบายที่จะสรรค์สร้างให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
จากการเคลื่อนไหวชุมนุมติดตามในแต่ละกระทรวง  พบเห็นท่าทีของฝ่ายบริหารระดับสูงที่เปลี่ยนไป  ดูคล้ายนักการเมืองช่วงใกล้การเลือกตั้งยิ่งนัก   หรือจะประจวบเหมาะกับที่ใกล้จะถึงเส้นชัยโรดแมพที่ทางนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในต้นปีหน้าจะเกิดการเลือกตั้ง  ประกอบกันสถานการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเริ่มขยับหาหลัก หาที่อยู่ กันแล้ว  บ้างอยู่บ้านเดิม  บ้างอยู่บ้านใหม่  แต่ที่แน่ๆจะไม่ว่าเก่า หรือใหม่  การแก้ปัญหาปากท้องยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา  อย่างที่ ขปส. ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมา 2 รัฐบาล และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ 3 นั้น
ตรงข้ามปฎิกิริยาของนายกรัฐมนตรีกับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับคนจนจากการให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของ ขปส. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดบุรีรัมย์ ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา   ในหลายประเด็นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงนายกรัฐมนตรีไม่ทราบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของ ขปส.  การกล่าวหาประชาชนรากหญ้าเรียกร้องเอาแต่ของฟรีนั้น  ต้องดูประเด็นถึงการก่อเกิดของปัญหาเหล่านั้นว่าที่มาที่ไปเป็นเช่นไร  หากคนอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าแล้วนั้น   นี่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องเรียกร้องเอาสิทธิคืนมิใช่หรือ   และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกังวลถึงจะมีประชาชนกลุ่มต่างๆมาเรียกร้องกันอีก  ถ้าหากสังคมไทยมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมและทั่วถึงในทุกชนชั้น
อยากจะขอชี้แจงการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่อาจจะทำให้นายกรัฐมนตรีได้ข้อมูลข้างเดียวคือเหล่าข้าราชการที่ส่งเรื่องไปรายงานอย่างไม่ครบถ้วนให้ได้เข้าใจ  หากเป็นทางพี่น้องคนจนชนบท  การขอใช้ที่ดิน สปก. ที่กลุ่มทุนหมดสัมปทานไปนานแต่ยังใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่ได้จ่ายอะไรให้กับรัฐเลย แล้วพี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ดินเข้าไปทำกินในที่ สปก. แล้วทวงที่ดินกลับมาให้เป็นของ สปก. ดังเดิม  ที่ต้องแลกด้วยชีวิต เลือด เนื้อ ของเขาเหล่านั้นคงไม่ใช่การเรียกร้องเอาฟรีๆอย่างที่นายกฯเข้าใจ
กลับมองในด้านทางคนจนเมืองข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีอยู่ข้อเรียกร้องหนึ่งว่า ให้รัฐอุดหนุนระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในโครงการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยของรัฐ นั้น จะขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้ว่า  การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองภายนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 80,000 บาทต่อหน่วย เท่ากับโครงการบ้านรัฐเอื้อราษฎร์ ที่ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.)  แต่การดำเนินงานต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ กคช. สามารถทำสัญญาว่าจ้างใช้งบทั้ง 80,000 บาทต่อหน่วยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ส่วน พอช. จะต้องนำเงิน 80,000 บาท มาจัดสรรออกเป็น 3 กอง ใหญ่ๆ คือ บริหารตัวโครงการบ้านมั่นคง , การพัฒนาขบวนชุมชน และสุดท้ายคือการก่อสร้างที่อยู่อาศัย จาก 80,000 บาทต่อหน่วยจะเหลืออยู่ราว 50,000 บาทต่อหน่วย
แน่นอนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำเป็นต้องมี ที่ดินและที่ดินในเมืองยกตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร  คนจนหมดสิทธิ์ที่จะใช้ที่ดินใจกลางเมืองหลวงแน่ๆถ้าสถานการณ์ที่ดินยังคงเป็นสินค้า และรัฐยังหวงแหนที่ดินให้กับการทำประโยชน์เชิงพานิชย์   คนจนจึงต้องหาที่ดินชานเมือง  และมีสภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก  ทำให้การลงทุนในการปรับพื้นที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเยอะมากพอสมควร  และระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ยังเข้าไม่ถึงหรือถึงแต่ไม่เพียงพอจำเป็นต้องขยายเขต ขยายกำลังในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ระบบของการไฟฟ้า การประปา ทั้งนครหลวง และภูมิภาค มีความคล้ายกันคือ เริ่มต้นต้องให้ผู้ขอเข้าไปทำเรื่องขอประเมินค่าใช้จ่ายการติดตั้งระบบปักเสา พาดสาย (คนละอย่างกับขอติดตั้งมิตเตอร์ของบ้านแต่ละหลัง) ซึ่งขั้นตอนการประเมินก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย  ถึงแม้ว่าภายหลังเราตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อ ก็ไม่สามารถเรียกเงินในส่วนนี้กลับคืนได้
ขั้นตอนต่อไปหากเราพึงพอใจ หรือ มีกำลังในการจ่ายไหวตามราคาที่หน่วยงานประเมินมาให้เราจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 100ก่อนภายใน 3 เดือน ไม่เช่นนั้นค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้  และอาจจะต้องประเมินใหม่ (นั้นหมายถึงว่าต้องเสียค่าประเมินใหม่ด้วย)  หลังจากที่มีการชำระเงินไปแล้ว การไฟฟ้า การประปาจึงจะลงมาดำเนินการติดตั้งระบบให้ หลังจากที่มีการปักเสา พาดสายไฟฟ้า หรือวางแนวท่อประปา แล้วเสร็จ  อุปกรณ์ทุกอย่างคือของทางราชการทันที  เราไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ
หลังจากนั้นจึงถึงขั้นตอนให้เจ้าบ้านในแต่ละหลังไปยื่นขอติดตั้งมิตเตอร์น้ำ ไฟฟ้า ของตัวเองก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าหม้อไฟ มาตรวัดน้ำอีกต่างหาก แล้วแต่ว่าผู้ขอต้องการใช้ขนาดไหนอย่างไร (และก็เช่นกันหม้อไฟ และมาตรวัดน้ำก็จะกลายเป็นของหลวงเหมือนกัน)
จากนั้นการไฟฟ้า การประปา ก็จะส่งพนักงานมาจดเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อเก็บเป็นรายได้ขององค์กรตนเอง  แต่ในใบเสร็จยังคิดค่าบริการอยู่ในนั้นอีกซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าค่าบริการอะไร


  

หากดูตั้งแต่ต้นขั้นตอนไหนที่การไฟฟ้า การประปา ลงทุนจากองค์กรตัวเองบ้าง  นี่ยังไม่นับสัดส่วนภาษีกองกลางที่ต้องตัดส่วนแบ่งมาให้ทั้ง 2 องค์กรนี้เพื่อมาเป็นเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่เคยขาดทุนทั้ง 2 องค์กรนี้ได้กำไรมาจาก การมีทุนของตัวเองจาก ภาษีของประชาชนและหากำไรจาก ค่าบริการรายเดือน”  แต่ไม่เคยลงทุนอะไรเลยในเส้นทางการดำเนินงาน
นี่คือรายละเอียดว่าทำไมเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องมีข้อเรียกร้องดังกล่าวออกมา  ไม่ใช่ขอฟรีอย่างที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจ  แต่ที่มาที่ไปเป็นอย่างที่ชี้แจงข้างต้น  และกลุ่มเป้าหมายไม่ได้ว่าให้ประกาศนโยบายอุดหนุนทั่วประเทศ  แต่ให้นำร่องเฉพาะโครงการของรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนอยู่จำนวนมาก  รัฐบาลจะมองอย่างไรเมื่อชาวบ้านดิ้นรนได้ที่ดิน แล้วสร้างบ้านสวยงาม  แต่ท้ายสุดไม่มีปัญญาใช้ไฟฟ้า ประปา ของรัฐได้ต้องไปพ่วงสายต่อท่อจากที่ข้างเคียงอย่างที่เขาเคยอยู่ในสลัมเช่นนั้นหรือ
ฉะนั้นแล้วการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ไม่ได้เป็นการร้องขอให้สงสาร  แล้วรัฐจัดสงเคราะห์ให้เป็นรายๆไป  แต่การเคลื่อนไหวนี้เรามีต้นทุนที่สูงมากเดิมพันด้วยที่ดินทำกิน  ที่อยู่อาศัย  ชีวิต วิถีวัฒนธรรม  หากพ่ายแพ้สิ่งเหล่านั้นก็จะมลายหายไปด้วยเช่นกัน  ไม่มีอะไรจะได้มาฟรีๆในโลกนี้  จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เข้าใจคนยากคนจนที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วย
ถึงแม้นว่าการชุมนุมของ ขปส. จะยุติลง  แต่ปัญหาในทุกๆเรื่องยังไม่ได้ยุติตาม  หากจับตาดู คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายก โดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ เป็นรองประธาน  ได้ส่งเสนาธิการทหารบกมาเจรจาเพื่อแสดงความห่วงใยในการแก้ปัญหา  และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับผู้แทน ขปส.



        ปัจจุบันคณะกรรมการดังกล่าวได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมโดยเฉพาะ ที่มีกรณีปัญหา 172 กรณี แต่ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชุมชนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค  และในคณะอนุกรรมการนั้นเองจะประกอบยไปด้วยปลัดกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ขปส. ราว 7 กระทรวงหลักๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับสิบหน่วยงาน  เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสัญญาณจากรัฐบาลที่ประกาศจะให้เห็นผลของการปฎิรูปภายใน 8 เดือน (นั้นหมายถึงอีก 1 เดือนจะมีการเลือกตั้ง) จะเห็นผลเป็นรูปธรรม  หรือแค่การหาเสียงล่วงหน้าอย่างที่พรรคการเมืองในอดีตเขาได้ทำๆกันมาก่อนแล้ว  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะยังคงติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...