แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนจน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนจน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

 



ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4ภาค

“ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำกัด ไม่สามารถงอกเงยเพิ่มเติมขึ้นมาได้ ตรงข้ามกลับมีทีท่าว่าจะหดหายไปจากสภาวะโลกร้อน ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นทุกเวลาการที่คนจนจะเข้าถึงที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะคนจนเมือง ที่มีอัตราการเพิ่มมูลค่าที่ดินสูงขึ้นจนน่าตกใจ



จะเห็นได้ว่าที่ดินราคามีแต่ขึ้น ไม่มีลง แต่กลับมีคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งกลับครองที่ดินกว่า 80% ไว้กับตนเอง ยิ่งส่งผลให้ราคาต้องถีบสูงขึ้นไปอีก การแย่งชิงทรัพยากรที่ดินก็เพิ่มการแข่งขันมากขึ้นไป เป็นตัวเร่งในการเพิ่มมูลค่าที่ดิน



ขบวนประชาชนที่เคลื่อนไหวในด้านที่ดิน อย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลในหลายรัฐบาลเพื่อให้ออกมาตรการด้านภาษีเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้ปล่อยที่ดินออกจากการครอบครอง แล้วจะได้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ผ่อนการแย่งชิงทรัพยากรให้ลดลง แต่ก็ไม่พบรัฐบาลใดที่มีความกล้าในการจัดการปัญหานี้โดยใช้มาตรการภาษีนี้ แต่กลับมีการดัดแปลง “ภาษีโรงเรือน และที่ดิน” มาเป็น “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ออกมาใหม่ โดยเน้นจะเก็บคนที่มีที่ดินมูลค่าสูง และหลายแปลง แต่ก็มีเพดานการจัดเก็บไม่เกิน 3% ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7%

แต่กระนั้นนอกจากกลุ่มเจ้าของที่ดินจำนวนน้อยที่ครองที่ดินจำนวนมากเหล่านั้นจะไม่กระทบอะไรแล้ว แต่กลับมาส่งผลให้กับชาวชุมชนที่รวมกลุ่มกันซื้อที่ดินบ้าง เช่าที่ดินบ้าง แล้วแบ่งกันอยู่อาศัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยผ่านการเช่าช่วงจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับเป็นที่รองรับชุมชนชายเขาใหม่พัฒนา ซึ่งเป็นการช่วย รฟท. จัดระเบียบผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในที่ดิน รฟท. ในอีกทางหนึ่ง โดยชุมชนนี้ขอเช่าที่ดิน 6,129 ตารางเมตร หรือประมาณ 3.84 ไร่ เพื่อรองรับสมาชิก 72 ครัวเรือน



โดยทั้ง 72 ครัวเรือน ได้แบ่งที่ดินขนาดเท่าๆกันไม่เกิน 50 ตารางเมตรต่อครัวเรือน หากเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปกติแต่ละครัวเรือนไม่มีทางเข้าเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายภาษีเลย แต่เนื่องจากเขาจน เขาต้องรวมกลุ่มมาเช่าที่ดินจาก รฟท. เป็นแปลงรวมเขาเลยต้องจ่ายภาษี (เหรอ) นี่คือความบิดเบี้ยวของกฎหมายสุดท้ายคนรวย คนมีที่ดิน ไม่กระทบจากการจ่ายภาษีเพิ่ม แต่คนจนต้องก้มหน้าจ่ายภาษี ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อไป

นี่คือหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อรัฐบาลเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ในกรณีการเก็บภาษีควรเก็บเป็นรายบุคคลที่ครอบครองจริง ไม่ควรดูจากสัญญาเช่าแผ่นเดียว หรือโฉนดฉบับเดียว ที่มาจากการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินราคาแพง

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย


สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

อีกราว 1 เดือน ก็จะถึงวันสำคัญอีกหนึ่งคือ วันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้เพื่อให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่จะขาดมิได้  หรือมองอีกนัยหนึ่งคือสิทธิที่อยู่อาศัยถูกละเมิด ถูกละเลย จากสังคมโลกมาอย่างยาวนาน  และเกิดความรุนแรงมากขึ้นทุกปี  ดังที่เห็นประเด็นการพิพาทด้านที่ดินทั้งคนจนเมือง และคนจนชนบท
การเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิที่อยู่อาศัย เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวรณรงค์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบันกับทุกรัฐบาล  นำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนเพื่อให้คนจนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย  โดยเฉพาะ “สิทธิการอยู่อาศัยในเมืองของคนจน”  ซึ่งในทุกรัฐบาลจะหวงแหนพื้นที่ในเมืองสงวนไว้เพื่อกลุ่มชนชั้นนำเพียงเท่านั้น  แต่นอกจากรัฐบาลจะละเลยไม่ใส่ใจแล้ว  ยังซ้ำเติมกระหน่ำปัญหามายังคนจนอีก  กฎหมาย , ระเบียบ หลายอย่างที่จะผลักไสคนจนออกจากเมืองไป เช่น กฎหมายผังเมือง , นโยบายการจัดระเบียบ street food หรือแม่ค้าแผงลอยต่างๆ ยังไม่นับรวมกับนโยบายต่างๆเดิมที่คงไว้ เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำได้มีโอกาสกว้านซื้อ กักตุน ที่ดิน ไว้เก็งกำไร


การรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

และที่อยู่อาศัยนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต มันจึงมีความสำคัญต่อคนจนเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะคนจนเมืองที่ไม่มีพื้นที่ในการทำมาหากิน  ปัจจัยการผลิตจำเป็นต้องใช้กลไกทางสังคมเมืองในการดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอด   หากแต่เมื่อไม่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงนั้นก็หมายความว่าคนเหล่านั้นจะไม่มี ทะเบียนบ้าน จะไม่สามารถขอน้ำประปา ติดตั้งไฟฟ้า ได้  และที่สำคัญจะไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้  ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆก็ตามมา  ไม่ว่าจะสิทธิการรักษาพยาบาล , สิทธิการได้รับสวัสดิการต่างๆจากรัฐ  ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมผลักดันกับเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ ในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อสร้างนโยบายให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน  แก้ปัญหาพิพาทเดิมที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังจำนวนมากด้วยเหตุ “จน ไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน”  ซึ่งหลายคนไม่รู้ชะตากรรมตัวเองหลังจากหลุดการคุมขังจะไปทำมาหากินที่ไหน  พักอาศัยยังไง  สุ่มเสี่ยงเป็น “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ขึ้นมา
นโยบายของภาคประชาชนที่นำเสนอต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ร่วมกันรณรงค์อย่างหนักในสโลแกน “4 Law for Poor” ภายใต้กฎหมาย 4 ฉบับ คือ กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า , กฎหมายธนาคารที่ดิน , กฎหมายโฉนดชุมชน และ กฎหมายกองทุนยุติธรรม กลับถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ไป  จนไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาได้จริง  มาดูนโยบายต่างๆที่รัฐบาลล้วนรับปากจะสานต่อแต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นดังคำกล่าวอ้าง

กฎหมาย
เจตนารมณ์ภาคประชาชน
แนวทางของรัฐบาล
กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
เพื่อต้องการให้ออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินในรูปแบบขั้นบันได สำหรับคนที่กักตุนที่ดินจำนวนมากปล่อยที่ดินออกมา ลดราคาที่ดินในตลาดลง  ที่ดินกระจายไปอยู่กับผู้ที่ใช้ประโยชน์ในการทำกินอย่างแท้จริง

-          เพิ่มเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  แล้วอ้างว่าคือหนึ่งในแนวนโยบายการกระจายการครองที่ดิน ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลต่อผู้ที่ครองที่ดินเยอะแต่อย่างใด
กฎหมายธนาคารที่ดิน
นำที่ดินต่างๆที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาไว้ธนาคารแล้วจัดสรรให้กับผู้ยากไร้ ที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ที่ดินในการดำรงชีพในรูปแบบ โฉนดชุมชน
-          เตรียมเสนอจัดตั้งเป็นกองทุนชุมชนแล้วไปใช้สินเชื่อกับ ธกส. รูปแบบการบริหารคล้าย กองทุนเงิน SIF
กฎหมายโฉนดชุมชน
เพื่อให้สิทธิการบริหารที่ดินเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง และร่วมกันบริหารเป็นกลุ่มไม่ใช่เชิงปัจเจก  แต่กรรมสิทธิ์ที่ดินยังคงเป็นของรัฐ
-          เกิดกระบวนการล้มล้างนโยบายโฉนดชุมชน
-          เสนอนโยบาย คทช. การแก้ปัญหาที่ดินโดยรัฐแทน
กฎหมายกองทุนยุติธรรม
เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสสู้คดีนอกคุก  ช่วงระหว่างโดนดำเนินคดีถ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวยังมีโอกาสได้หารายได้จุนเจือครอบครัว
-          ต้องติดคุกก่อน ค่อยมาเดินเรื่องขอกองทุน
-          คดีพิพาทกับรัฐ กองทุนตั้งตัวเป็นผู้พิพากษาเองว่าไม่มีทางชนะ ไม่ให้ใช้กองทุน

จากการชุมนุมยืดเยื้อ 10 วัน ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เกิดบันทึกความร่วมมือกับหลายกระทรวง  และที่สำคัญบันทึกฉบับสำคัญ ฉบับท้ายสุดของการชุมนุมคราวนั้นที่ผู้แทน ขปส. ได้ลงลายมือชื่อกับตัวแทนรัฐบาล โดยนายทหารใหญ่พลเอกณัฐพล  นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ กขป.5 (คกก.ขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5) ที่เตรียมตัวจะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ในเนื้อหาบันทึกนั้นเกี่ยวกับนโยบายข้างต้นที่ ขปส. ได้ขับเคลื่อนมา  จากวันนั้น 12 พ.ค. 61 จนถึงวันนี้ เดือนกันยายน 2561 ไม่มีผลการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมสักกรณีเดียว   นี่คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด  ซ้ำร้ายกับเป็นกลไกที่ทำให้คนจนไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ต่างหาก
 
 


บันทึกระหว่าง ขปส. กับ รัฐบาล

หลังเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา  และรัฐบาลไทยร่วมลงนามที่จะเป็นหนึ่งในประเทศในการขับตามเป้าหมายเช่นเดียวกันกับประชาคมโลกด้วยเช่นกัน  สุดท้ายเป็นเพียงน้ำหมึกที่ลงนามในกระดาษเท่านั้น   นอกจากยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง   ยกตัวอย่างเช่น แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น  ได้กล่าวไว้ถึงกลยุทธ์การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยไว้ว่า “นำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” ก็พบว่าทุกหน่วยงานต่างหวงแหนที่ดินของตนเองไม่ยอมที่จะนำมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  ทั้งๆที่ที่ดินดังกล่าวก็มีผู้อยู่อาศัยมานานแล้วก็ตาม  ดังเช่นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีผู้อาศัยอยู่สองข้างรางรถไฟตามแนวไปช่วงตั้งแต่กำลังที่จะเข้าเมืองไปจนถึงสถานี  แต่ก็ไม่มีมาตรการให้ประชาชนอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้  มีเพียงแต่มาตรการทางกฎหมายที่ขับไล่ไปให้พ้นที่ดินตนเอง



ในปีนี้เองเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงต้องขับเคลื่อนรณรงค์สิทธิที่อยู่อาศัยกันต่อไปเช่นเดิมเหมือนทุกปี   และแน่นอนนอกจากสิทธิที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงแล้วนั้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับภาคประชาชนกลุ่มต่างๆยังคงเรียกร้องต่อรัฐบาลในเรื่องคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ  ที่เป็นสวัสดิการของประชาชน ดังต่อไปนี้
1.       ด้านที่อยู่อาศัย
1.1    เพิ่มงบสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงจาก 80,000 บาทต่อครอบครัว เป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
1.2    สนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา ส่วนต่อขยาย และภายในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐ
1.3    สนับสนุนงบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมระบบราง , การพัฒนาการจัดการน้ำในพื้นที่คลอง
2.       ด้านที่ดิน
2.1    รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนนำที่ดินรัฐมาจัดทำที่อยู่อาศัยของคนจน เช่น ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย
3.       ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต
3.1    การเข้าถึงสิทธิรักษาสำหรับกลุ่มคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร์
3.2    ให้เปิดลงทะเบียนคนไทยตกหล่นและให้มีระเบียบปฏิบัติเดียวกัน

นี่คือนโยบายแห่งความหวังของประชาชนคนรากหญ้า  ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมในการปฎิบัติ  เหลือเพียงการตอบสนองจากทางรัฐบาลที่จะเห็นความสำคัญต่อสิทธิด้านที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด.

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่ทิศทางรัฐสวัสดิการ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ไม่ใช่ทิศทางรัฐสวัสดิการ

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

ในช่วงเดือนที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนคนจนเตรียมจะออก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่มาจากการหาแนวทางการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน ปี ๒๕๖๐ ที่เริ่มจะเห็นความชัดเจนแล้วว่าสำหรับผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้สวัสดิการอะไรบ้าง  ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนราว ๑๔ ล้านใบ ใช้งบประมาณ ๑,๕๘๑ ล้านบาท จากยอดผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ๑๔.๑๒ ล้านคน โดยคาดว่าจะเริ่มใช้บัตรนี้ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ นี้  ล่าสุด กรมบัญชีกลางได้เสนอกระทรวงการคลัง กรณีเงินสวัสดิการที่จะให้ประชาชน หลังจากได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ว่าสวัสดิการต่อคนต่อเดือนไม่เกิน ๒,๘๕๐ บาท โดยแบ่งเป็น
-          ค่ารถเมล์ไม่เกิน ๖๐๐ บาท
-          ค่าโดยสารรถไฟ ๑,๐๐๐ บาท
-          ค่ารถโดยสารบริษัทขนส่งจำกัด (บขส.) ๘๐๐ บาท
-          ค่าไฟฟ้า ๒๐๐ บาท
-          ค่าน้ำประปา ๑๕๐ บาท
-          ค่าสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ ๑๐๐ บาท
( ข้อมูลจาก https://www.thairath.co.th/content/1015992 )


ซึ่งเดิมการอุดหนุนค่าโดยสายรถเมล์ และ รถไฟ นั้นเป็นลักษณะที่ทุกคนได้รับสวัสดิการทั้งหมด  แต่มีการจัดรถพิเศษ ขบวนพิเศษ สำหรับการจัดสวัสดิการ และสามารถใช้บริการได้ตลอดไม่จำกัดครั้ง  หากแต่เป็นลักษณะใหม่นี้ดูเหมือนเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการจะสามารถถือบัตรแล้วสามารถเอาไปเป็นส่วนลดในทุกการเดินทางที่เป็นของรัฐข้างต้นได้  และ “จำกัดจำนวนในการรับสวัสดิการ” ตามจำนวนเงินที่รัฐอุดหนุนไป
แต่ก่อนที่จะมีการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อให้คนจนได้มีสวัสดิการช่วยเหลือตามข้อมูลข้างต้นทางรัฐบาลเองก็ได้จัดส่งทีมงานลงเช็คข้อมูลข้อเท็จจริงถึงพื้นที่กันเลยทีเดียว  ประกอบกับการเช็คข้อมูลด้านการมีทรัพย์สินอย่างละเอียดกว่าคราวแจกเงิน ๑,๕๐๐ บาท และ ๓,๐๐๐ บาท อย่างชัดเจน ซึ่งคราวก่อนนั้นไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดเช่นครั้งนี้ ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ไม่เข้าเกณฑ์มีอยู่ราว ๒ ล้านคนแล้ว  อีกทั้งยังมีข้อสังเกตถึงผู้มาลงทะเบียนมีจำนวนราว ๖๐๐ คน ที่จบปริญญาเอก และอีกราว ๖,๐๐๐ คน ที่จบปริญญาโท ยังเข้าร่วมลงทะเบียนคนจนครั้งนี้ด้วย  กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมอย่างกว้างขวาง
ประเด็นนี้อีกทางผู้เขียนไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกใจแต่อย่างใดที่กลุ่มคนดังกล่าวที่จะมาลงทะเบียนคนจนร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ  เพราะการศึกษาไทยไม่ได้การันตีในเรื่องการงาน อาชีพ แต่อย่างใด   อย่าลืมว่าเกณฑ์ที่ให้มาลงทะเบียนคนจนมิได้กำหนดในเรื่องวุฒิการศึกษาแต่อย่างใด  อีกทั้งทีมที่ลงมาสำรวจข้อมูลข้อเท็จจริงส่วนใหญ่นั้นเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งจบปริญญาตรีแต่ยังไม่มีงานทำนั้นเอง
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค เป็นขบวนประชาชนที่ต่อสู้ด้านสิทธิที่อยู่อาศัย และสร้างความเป็นธรรมทางสังคม โดยมีสมาชิกเป็นคนจนในเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือ “สลัม” และกลุ่มคนที่อาศัยหลับนอนตามที่สาธารณะ หรือ “คนไร้บ้าน” กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอันนี้  แต่ข้อเท็จจริงแล้วกลุ่มคนเหล่านี้กลับแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากบัตรนี้เลยเพราะติดเงื่อนไขต่างๆที่รัฐยังไม่เคยลงมาเห็นข้อเท็จจริง
สาเหตุทำไมกลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าถึงการลงทะเบียนคนจนครั้งนี้  เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนที่ไม่ชัดเจนกับเกณฑ์ที่จะสามารถรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ หลายชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย  โดยการระดมเงินกับสมาชิกแล้วฝากเงินในบัญชีชุมชน และกลุ่มคนที่ไปเปิดบัญชีนี่เองกลัวที่จะไปลงทะเบียนคนจน เพราะมีบัญชีเงินฝากเกินแสนบาท
อย่างที่สองเกณฑ์การลงทะเบียนคนจนเน้นดูจากจากทรัพย์สินเป็นหลัก คือบัญชีเงินฝาก  หากเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จะถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ คนสลัมส่วนใหญ่มีการออมเงินตนเองเพื่อเป็นการวางรากฐานสู่อนาคตส่วนใหญ่จะมีเงินฝากกันเกินแสนบาท แต่ก็ไม่ได้เยอะแยะขนาดหลายแสนบาท  เพื่อเป็นเงินใช้ยามจำเป็น (ซึ่งหลายครอบครัวจะทำกัน) แต่รายละเอียดหนี้สินที่ให้เปิดเผยในใบลงทะเบียนนั้นไม่ได้นำเอามาคิดในเกณฑ์นี้ด้วย อีกทั้งรายได้การทำงานในกลางเมืองอาจจะดูตัวเลขการรับเงินนั้นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดให้ว่ารายได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปี หรือราว ๘,๔๐๐ บาทต่อเดือน คนที่มีเงินเดือน หรือรายได้ต่อเดือนสูงกว่านั้นถือว่าไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย ข้อเท็จจริงแล้วกลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือน ๘,๕๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท จะกลายเป็นผู้มีรายได้ปานกลางไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้

และหากเป็นกลุ่มคนที่หลับนอนตามที่สาธารณะ หรือคนไร้บ้านนั้น เริ่มตั้งแต่ที่จะต้องมีการเปิดบัญชีเงินฝากที่ต้องมีเงินขั้นต่ำ ๕๐๐ บาท (ส่วนนี้ไม่ได้ออกสื่อ  แต่ผู้ไปลงทะเบียนจะรู้ทุกคนธนาคารจะให้เปิดบัญชี) หากรู้จักคนไร้บ้านแล้วเงินจำนวนดังกล่าวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนไร้บ้านจะมีเงินติดตัว   อีกทั้งการแก้ปัญหาบัตรประชาชนของคนไร้บ้านเองยังไม่สามารถจะจัดการได้  ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกตัดออกไปเป็นคนรวย(จำเป็น) ไปโดยปริยาย
อีกทั้งหากสมาชิกไปลงแล้วสามารถผ่านเกณฑ์คนจนมาได้นั้น สิทธิประโยชน์ข้างต้นที่ขึ้นไว้  แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  เนื่องจากไฟฟ้า – ประปา ของชุมชนนั้นหากยังไม่มีความมั่นคงในที่ดินการใช้ไฟฟ้า – ประปา ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อพ่วงมาจากเอกชนข้างเคียงบ้าง  ซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นที่อ้างอิงการใช้ไฟฟ้า – ประปาได้
กลับมายังประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมีกลุ่มคนที่จบระดับ ปริญญาเอก และ ปริญญาโท มาร่วมลงทะเบียนครั้งนี้  สาเหตุเนื่องจากเกณฑ์การลงทะเบียนเอื้อต่อกลุ่มคนเหล่านั้นจริงๆ เพราะหากจะดูเกณฑ์กันอีกครั้งคือ
-          เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ในปี 2559
-          ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร, สลากออมสิน, สลาก ธ.ก.ส., พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในปี 2559
-          ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้ บ้านหรือทาวน์เฮ้าส์ต้องมีพื้นที่ ไม่เกิน 25 ตารางวา ห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
-          มีที่ดินเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่

ทั้งนี้รายได้ หมายถึงรายได้ของบุคคลที่ลงทะเบียนเท่านั้น ในกรณีประกอบอาชีพร่วมกันทั้งครัวเรือน และไม่สามารถแยกรายได้ออกมาเป็นรายบุคคลได้ ให้ถือว่า รายได้ของครัวเรือนเป็นรายได้ของหัวหน้าครอบครัวแต่เพียงคนเดียว
หากอ่านดูดีๆ คนที่เพิ่งจบการศึกษายังไม่มีงานทำ  ยังต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ รวมถึงการเป็นลูกเศรษฐี แต่ไม่มีเงินฝากในบัญชี  ล้วนแล้วแต่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ทั้งนั้น  ตรงข้ามกลุ่มคนที่ไม่มีการศึกษาแต่ทำมาหากินได้รายได้มากกว่าที่กล่าวข้างต้นจะกลายเป็นคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับสวัสดิการแห่งรัฐนี้ไปทันที  นี้คือช่องว่างเกณฑ์การเข้าช่วยเหลือโดยขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน  ยังไม่นับรวมถึงถ้าหากปีถัดไป  หรือระหว่างการตรวจเช็คคุณสมบัติ  เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทั้งส่วนของกลุ่มคนที่ลงทะเบียน  มีฐานะดีขึ้น  มีงานทำที่ดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น  จะเป็นเช่นไร  และกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์กลับมีฐานะจนลง  ตกงาน  จะยังมีสิทธิ์ที่จะได้สวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่  แล้วกระบวนการจะต้องเริ่มใหม่หรือเปล่า  แล้วปัญหาข้างต้นจะแก้ไขเช่นไร   ยังคงมีคำถามอีกมากที่ประชาชนอยากจะรู้
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค เล็งเห็นว่าการที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่รัฐสวสัดิการควรจะจัดสรรแบบทั่วถึงเท่าเทียมเป็นพื้นฐานของประชาชนคนไทย  และขอปรามแนวความคิดที่จะทำต่อถึงการนำเอาสวัสดิการพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันเอาไปเข้าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการศึกษาฟรี การรักษาพยาบาลฟรี หรืออื่นๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เพราะนั้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลทำไมชนชั้นกลางถึงได้มาลงทะเบียนคนจนกันเยอะ  อาจจะเป็นเพราะเกรงว่าสวัสดิการที่มีอยู่ในปัจจุบันจะถูกจัดสรรให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนคนจนเท่านั้น
สังคมจะได้ไม่ตื่นตระหนก หรือแปลกใจกับการมาลงทะเบียนคนจนของผู้จบปริญญาเอก หรือปริญญาโท  แต่ควรจะตั้งคำถามถึงว่าคนที่อยู่ในสลัม คนไร้บ้านนอนตามที่สาธารณะ คนเหล่านี้ได้สวัสดิการจากรัฐหรือไม่   รวมถึงสวัสดิการหลักที่ประชาชนได้รับอยู่แล้วจะหายไปในอนาคตหรือไม่?  การช่วยเหลือคนจนโดยนโยบายประชา(นิยม)รัฐเป็นเรื่องที่ต้องทำ  แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนเรื่องรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมองต่อ เพราะเป็นรากฐานระยะยาว  ดังนั้นกรอบการช่วยเหลือโดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ควรเป็นแนวทางไปสู่รัฐสวัสดิการ  เครือข่ายสลัม ๔ ภาคเห็นว่า รัฐสวัสดิการควรเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทุกชนชั้น !!!


วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

กลไกสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ คือ คนจน

กลไกสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ คือ คนจน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ต้อนรับปีใหม่ คนจนเมืองจะต้องรับมือนโยบายการจัดระเบียบทางเท้าของทางกรุงเทพมหานคร   ที่ออกมาตรการไม่ให้มีการประกอบการใดๆ บนทางเท้า   ส่งผลให้กลุ่มแม่ค้า พ่อค้า รายย่อยที่ขายอาหารอร่อยราคาถูก  สินค้าอุปโภคบริโภคที่คุณภาพเดียวกับบนห้างร้านแต่ราคาถูกกว่าอย่างเห็นชัด  ไม่สามารถทำมาหากินได้อีกต่อไป  เป็นเรื่องที่น่าใจหายในหลายพื้นที่กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ทำมาหากินมายาวนานกว่า 30 – 40 ปี ได้ ถือเป็นอาชีพหลักของครอบครัว  แต่เมื่ออาชีพหลักไม่สามารถทำได้ส่งผลตรงต่อครอบครัวที่ต้องขาดรายได้เจือจุน
กรุงเทพมหานครเองคงวาดหวังให้ประชากรคนกรุงเทพฯได้ไปใช้บริการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ตามห้างร้านในราคาแพง  เพราะมีมาตรการรื้อย้าย แต่ไม่มีมาตรการรองรับใดๆจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งดูแล้วเหมือนดั่งเป็นลักษณะพื้นฐานของหน่วยงานนี้ยิ่งนัก  เพราะนอกจากไล่ไม่ให้มีการทำมาหากินบนทางเท้า (ที่เคยเป็นจุดผ่อนผันมาแล้ว)  ยังมีนโยบายไล่รื้อชุมชนอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในที่ดินสาธารณะที่ กทม. ดูแล  และแน่นอน กทม. ไม่มีแผนรองรับสำหรับผู้ที่จะไร้ที่อยู่อาศัยหลายร้อยครอบครัว


   

          มองต่อถึงนโยบายรัฐบาล คงหมดโปรโมชั่น ลดแหลก แจก แถม ของรัฐบาลไปแล้ว หลังจากที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนสิ้นปี 2559 ไม่ว่าจะแจกเงินให้คนจน 1,500 – 3,000 บาท สำหรับผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ หรือช๊อปช่วย(ห้าง)ชาติ แล้วนำเอาใบเสร็จจากการซื้อขายมาลดภาษีได้นั้น   เข้าปีไก่ 2560 โปรโมชั่นต่างๆได้หมดลงแล้ว  และคงเริ่มโหมดการหารายได้เข้าคลังกันแล้ว
          มาตรการนี้มาพร้อมกับการปรับแก้ไขพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2560 ไม่ได้เป็นข่าวฮือฮาหน้าสื่อสักเท่าไหร่นัก  แต่เนื้อหาใน พรบ. นั้น ไม่ธรรมดาเลย  จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายรายครัวเรือนกันอย่างถ้วนหน้า  โดยการปรับค่าธรรมเนียมเก็บขยะรายเดือนมาเป็นเดือนละ 150 บาทต่อหน่วย ( หน่วยละ 120 กิโลกรัม หรือ 600 ลิตร หรือ 0.6 ลูกบาศก์เมตร ) จากที่เคยจ่ายกันเดือนละไม่กี่สิบบาท
          อีกทั้งในระเบียบแก้ไขเพิ่มเติมใหม่สำหรับผู้ที่เป็นคนกำจัด หรือเก็บ หรือจะมาหาประโยชน์ จากการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย  ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแสนแพง (หากจะทำครบวงจรจะต้องจ่ายให้ท้องถิ่นร่วม 110,000 บาท เลยทีเดียว) ซึ่งสิ่งนี้เองไม่แน่ชัดว่าการตีความคนที่ทำลักษณะดังกล่าวถูกเหมารวมไปถึงกลุ่มคนขับซาเล้งเก็บของเก่าในชุมชน  หรือคนไร้บ้านที่เดินถือถุงเก็บขยะ ที่เป็นอาชีพในการประทังชีวิต ด้วยหรือไม่


          หากมองดูผ่านๆการออกระเบียบแบบนี้ดูเหมือนจะเท่าเทียมถ้วนหน้า  แต่ถ้าจะมองโดยละเอียดตามข้อเท็จจริงโครงสร้างสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำในทุกด้านเป็นอย่างมาก  ระเบียบเหล่านี้ดูจะไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มรากหญ้า รายได้น้อย สักเท่าไรนัก  เงิน 150 บาทต่อเดือนในกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปอาจจะดูเป็นจำนวนที่พอไหวในการจ่าย  แต่หากมองถึงกลุ่มคนจนทั้งในเมือง และชนบท เป็นจำนวนเงินมากพอสมควรที่จะมาเป็นภาระรายครัวเรือนกันทุกเดือน   บางครัวเรือนค่าน้ำ – ค่าไฟฟ้า ยังใช้จ่ายไม่ถึง 150 บาทด้วยซ้ำ อีกทั้งกลุ่มคนจนเหล่านี้เป็นกลุ่มประชากรที่ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด มิหนำซ้ำยังเป็นกลุ่มที่ใช้กระบวนการรีไซเคิลขยะที่ไม่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด   จึงดูไม่เป็นธรรมกับกลุ่มคนเหล่านี้นัก   ตรงกันข้ามกลุ่มที่ทำให้เกิดขยะตั้งแต่ต้นทางการผลิตกลับจ่ายรายเดือนเกือบเท่ากับครัวเรือนทั่วไปคือ 200 บาทต่อเดือนต่อหน่วย
          หลักคิดนี้แทบจะอธิบายได้เลยว่าทางรัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่กับปัญหาปากท้องของประชาชน   ทั้งที่รู้ว่าสถานการณ์ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประชาชนในปัจจุบันยังไม่สู้ดีมากนัก ( ซึ่งรัฐบาลก็รู้อยู่แก่ใจจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 59 )  แต่ยังออกมาตรการในการหารายได้เข้ารัฐแบบ “ซ้ำซ้อน” ขึ้นมา  เพราะบริการขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ควรจะจัดอยู่ในภาษีที่มีการเก็บกับประชาชนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ที่มีการจัดเก็บในปัจจุบัน   เพราะเป็นมาตรการที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว  นอกจากจะเป็นการเก็บซ้ำเก็บซ้อนยังเป็นการผลักภาระมาที่กลุ่มคนจนเป็นหลัก
ปริมาณการผลิตขยะที่ธนาคารโลกเผยแพร่ไว้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ประชากรโลกช่วยกันผลิตขยะถึง 1,300 ล้านตันต่อปี นั่นหมายความว่าเราผลิตขยะถึงวันละ 1 กิโลกรัมต่อคน นอกจากนี้ยังประมาณการว่าภายในปี 2025 ปริมาณขยะจะสูงถึง 2,200 ล้านตัน หรือ 1.4 กิโลกรัมต่อคน  ส่วนในประเทศไทย ตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในปี 2558 คนไทยสร้างขยะเฉลี่ยคนละประมาณ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน หรือมากถึง 77 ล้านตันต่อปี
ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วหันมาเน้นการรีไซเคิล อาทิ เยอรมนี เกาหลีใต้ และออสเตรีย โดยพบว่าจากจำนวนขยะทั้งหมด มีขยะหลงเหลือเพื่อนำไปฝังกลบไม่ถึง 50% ขยะที่เหลือถูกแปรรูปโดยผ่านกระบวนการรีไซเคิล แต่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายด้านการรีไซเคิลอาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หน้าที่จัดการขยะส่วนหนึ่งจึงตกอยู่ที่อาชีพคนเก็บของเก่า ในอียิปต์ อาชีพคนเก็บของเก่าในเมืองไคโรห์ สามารถนำขยะกว่า 80% หรือ 2,000 ตัน เข้าสู่ระบบการรีไซเคิล ส่วนในบราซิล แม้ปริมาณการนำขยะกลับมารีไซเคิลมีเพียง 2% แต่ในจำนวนนี้ มาจากการคัดแยกของคนเก็บของเก่าเป็นหลัก การทำงานของคนอาชีพนี้ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีฐานะยากจนอีกด้วย ส่วนภาพรวมของการรีไซเคิลในบ้านเราจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ร้อยละ 89 ของขยะที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิลนั้น ก็เกิดจากการคัดแยกและนำกลับมารีไซเคิล ผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยศูนย์วัสดุรีไซเคิลชุมชน ธนาคารขยะรีไซเคิล ขายให้ผู้รับซื้อของเก่าหรือซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้รับซื้อของเก่าเป็นกลุ่มอาชีพสำคัญที่ช่วยคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำขยะกลับเข้ามาสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( ที่มา http://eureka.bangkokbiznews.com/detail/634520 )
ข้อมูลข้างต้นคือการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการรีไซเคิลสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว  ซึ่งควรให้คุณค่ากับกลุ่มคนเหล่านี้   แต่นโยบายดังกล่าวกลับมองข้ามจุดนี้ไป  ทำให้กลุ่มที่ช่วยลดขยะ กลุ่มที่นำขยะกลับมาใช้ใหม่  ต้องจ่ายค่าบริการพื้นฐานของรัฐในการกำจัดขยะมูลฝอย เกือบเท่ากับโรงงานที่เป็นต้นน้ำของขยะ  ตอกย้ำความเหลื่อล้ำทางสังคมเพิ่มเติมเข้าไปอีก  
หากรัฐบาลยังมีความคิดที่จะให้น้ำหนักกับประชาชนรากหญ้า ผู้มีรายได้น้อย อยู่นั้น  จะต้องทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของโครงสร้างสังคมไทยในปัจจุบัน  โดยอาจจะต้องดูตามจริง เช่น
-          กลุ่มที่เป็นต้นเหตุให้เกิดขยะ  เช่น ผู้ประกอบการ , โรงงาน ต่างๆ
-          กลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากขยะให้เกิดอย่างสูงสุด  เช่น ผู้ประกอบอาชีพเก็บของเก่า
-          กลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดขยะอยู่กับธรรมชาติ เช่น ชาวชนบท , เกษตรกร ชนพื้นเมือง ชนเผ่า ต่างๆ
กลุ่มที่เป็นสาเหตุหลักให้เกิดขยะเพิ่มขึ้นในสังคมควรจะต้องแบกรับภาระในการจ่ายเข้ารัฐในการจัดเก็บ ทำลาย ขยะมูบฝอยเหล่านั้น  กลุ่มที่ดำรงชีวิตไม่ก่อให้เกิดขยะ มูลฝอย ไม่ควรจะใช้มาตราการนี้กับเขาเหล่านั้น  และกลุ่มที่นำขยะต่างๆกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่  หรือดำเนินการให้ขยะลดลง ควรจะให้ความสำคัญและส่งเสริมการดำเนินการของกลุ่มคนเหล่านั้น  เพื่อให้เกิดเป็นโมเดลในการจัดการขยะ หรือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด



 

มาตรการการเก็บเงินกับประชาชนเพิ่มขึ้น  เป็นมาตรการสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์ วิจารณ์ถึงความเหมาะสม  แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลเคยออกมาตรการประชารัฐแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย  ออกมาตราการซื้อของมาลดภาษีเงินได้กับชนชั้นกลาง  แต่ท้ายสุดปลายทางของทุกมาตรการได้ไหลมาสู่ทุนใหญ่ไม่กี่บริษัท และไม่ได้เป็นนโยบายที่ยั่งยืน  แต่มาตรการเพิ่มค่าธรรมเนียมการเก็บขยะ มูลฝอยที่เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว ภาระใหญ่ก็มาตกต่อกลุ่มประชาชนชนชั้นล่างแบบต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากการนโยบาย แจก ลด ที่มีมาครั้งเดียวและไม่รู้จะมีมาอีกเมื่อไหร่

นี่เองจะเห็นได้ชัดว่า  ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการจะหารายได้ให้กับรัฐ  ล้วนแล้วแต่ใช้ประชาชนคนยากจนเป็นกลไกในการทำให้สำเร็จ  เพราะเนื่องจากคนยากจนในปะเทศไทยมีจำนวนมหาศาลสามารถเป็นตัวแทนรัฐกระจายเงินเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้  และมุมกลับก็สามารถดึงเงินจากคนยากจนมาได้มากเช่นเดียวกัน  ฉะนั้นรัฐควรจะให้ความเคารพและให้ความสำคัญกับกลุ่มคนยากจน  และคนยากจนก็ไม่ควรจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของรัฐผ่านสู่กลุ่มทุนผูกขาด  คนยากจนจะต้องสามารถกำหนดทิศทางชีวิต อนาคตของตนเองได้เช่นกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...