วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันที่อยู่อาศัยโลก สิทธิพื้นฐานที่กลายเป็นสินค้า

วันที่อยู่อาศัยโลก
สิทธิพื้นฐานที่กลายเป็นสินค้า

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก   เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย  การมีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง  หรืออยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม    รวมถึงปัญหาด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยากจนในทุกภูมิภาคของโลก
          สาเหตุของสภาพปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยดังกล่าว   เกิดจากแนวคิดและรูปธรรมการพัฒนาทุนนิยมแบบสุดขั้ว   การพัฒนาเมืองที่ตอบสนองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ การเป็นเมืองที่ทันสมัย ซึ่งการพัฒนาต่างๆ  เหล่านี้สร้างความมั่งคั่งให้กับคนกลุ่มหนึ่ง  พร้อมกับการเบียดขับคนจนออกไปจากพื้นที่ คนยากจน และผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ ต้องถูกแย่งชิงที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย  โดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ
          องค์การสหประชาชาติตระหนักถึงปัญหา และผลกระทบดังกล่าว จึงกำหนดให้มีวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อให้สาธารณชน และรัฐบาลนานาประเทศให้ความสำคัญ และมีมาตรการในการแก้ปัญหา  และเป็นวันที่คนจนในหลายๆ ประเทศ   จัดรณรงค์เพื่อสะท้อนปัญหา และนำเสนอมาตรการต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม
          ในประเทศไทย  จากการทำงานของเครือข่ายสลัม  4 ภาค เราพบว่า มีชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ไล่รื้อ จำนวน 86 ชุมชน  8,100 ครอบครัว 34,000 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2558 จากการสำรวจร่วมกับการเคหะแห่งชาติบางส่วน และเป็นสถิติภายในพื้นที่ทำงานของเครือข่ายสลัม 4 ภาค)  อันเนื่องมาจากโครงการ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งรถไฟฟ้า  รถไฟความเร็วสูง  การขยายทางคู่  ที่มีแผนการก่อสร้างในทุกภาคของประเทศไทย เป็นการเอื้ออำนวยต่อการลงทุนทั้งทุนในประเทศ และทุนข้ามชาติ    โครงการการจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เริ่มใน 9 คลองหลัก  และในพื้นที่เอกชนที่อยู่ใกล้บริเวณโครงการพัฒนาของรัฐ ที่เป็นพื้นที่เปิดเหมาะแก่การลงทุน เช่น การสร้างคอนโดมีเนียม เป็นต้น   โครงการพัฒนาเหล่านี้ส่งผลกระทบให้ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมทางรถไฟ ริมคลอง และในพื้นที่เอกชน ต้องถูกไล่รื้อ  ถูกรื้อย้ายชุมชน ถูกแย่งชิงที่ดินไปให้กับการพัฒนาที่ไม่รับผิดชอบต่อคนจน และอาจต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในอนาคต  
          ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงชุมชนในชนบทที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน จากแผนพัฒนาของรัฐ เช่น แผนแม่บทป่าไม้ – ที่ดิน การให้สัมปทานขุดเจาะทำเหมืองแร่ การสร้างโรงไฟฟ้า ที่กำลังทำให้คนในชนบทต้องสูญเสียที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เป็นจำนวนมาก และเริ่มจะเห็นภาพการล่มสลายของชนบทได้อย่างชัดเจนดังที่จะพบในชุมชนแออัดจังหวัดเชียงใหม่ที่จะมีชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆเข้ามาอาศัยอยู่กัน



          สถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เป็นผลมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ  ทำให้คนจนต้องประสบกับสภาวะการไร้ที่อยู่อาศัย  ครอบครัว และชุมชนต้องล่มสลาย ไม่มีกลไก มาตรการ หรือนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา  และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศ และในท้องถิ่นของตนเอง          
          ในฐานะที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามกับองค์การสหประชาชาติ  เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 ผู้นำประเทศกว่า 193 ชาติได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ กรุงนิวยอร์ค เพื่อรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก 17 ประการ" (The Global Goals for Sustainable Development) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว จะกลายเป็นทิศทางการพัฒนาทั้งของไทยและของโลกต่อจากนี้     โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย       คือข้อที่ 1 ข้อที่ 10 และข้อที่ 11 ในเป้าหมายของ SDGs ซึ่งปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญที่รัฐบาลไทยต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง


          แต่จากสถานการณ์ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในปัจจุบัน  การไล่รื้อชุมชนยังคงเห็นกันอยู่เนืองๆ อย่างที่เห็นตัวอย่างการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ที่มีภาคประชาชนหลายส่วน นักวิชาการหลายแขนง ที่ยืนยันได้ว่าการพัฒนาพื้นที่โดยไม่ต้องไล่รื้อชาวบ้านนั้นสามารถทำได้  แต่หน่วยงานกรุงเทพมหานครยังคงยืนยันที่จะต้องรื้อชุมชนนี้ให้ได้โดยอ้างหลักกฎหมายเป็นความชอบธรรมในการไล่รื้อครั้งนี้
          เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่ครองที่ดินไว้เยอะแต่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาด้านสังคมนั้น  และยังคงหวงแหนที่ดินเป็นอย่างมาก  แต่การใช้เชิงพาณิชย์ของทางด้านเอกชน


ภาพการเข้ารื้อชุมชนป้อมมหากาฬ 3 กันยายน 2559

          วันที่อยู่อาศัยโลกในปีนี้  เครือข่ายสลัม 4 ภาค และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะร่วมกันเดินขบวนรณรงค์  เพื่อติดตามข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไว้ต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ดังนี้
1.      ด้านที่อยู่อาศัย
1.1      โครงการของรัฐที่สนับสนุนการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัย  รัฐบาลต้องมีนโยบายให้การประปา และการไฟฟ้า ดำเนินการต่อขยายระบบประปา และไฟฟ้า เพื่อให้บริการในพื้นที่โครงการ  โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคนจน
1.2      โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบในด้านที่อยู่อาศัยต่อชุมชน  รัฐบาลต้องบวกงบประมาณในการดำเนินการในส่วนนี้ เป็นต้นทุนของโครงการด้วย  เช่น โครงการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนที่ได้รับผลกระทบ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี ให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาดังกล่าว
2.      การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง
2.1 รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการออกกฎหมายบำนาญแห่งชาติ เพื่อ ให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐาน ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบาก 
2.2 รัฐบาลต้องสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ โดยไม่เก็บค่ารักษาพยาบาลปลายทาง   และต้องพัฒนาระบบสุขภาพทุกระบบให้มีคุณภาพ เท่าเทียมกัน
2.3 ระบบหลักประกันสุขภาพ ต้องให้สิทธิการรักษาพยาบาลครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้  โดยให้มีการจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลสำหรับผู้เข้าไม่ถึงสิทธิ์ 
3.      การแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย และทำกิน
3.1 ต้องจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) และเดินหน้าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินตามนโยบายโฉนดชุมชน  โดยการส่งมอบพื้นที่นำร่องสำหรับชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนพิจารณาของ ปจช. และเร่งผลักดันร่างพรบ.สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากร
3.2 ต้องดำเนินการคุ้มครองพื้นที่พิพาทที่มีคนจนอยู่อาศัย และทำกิน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา เพื่อคุ้มครองไม่ให้ถูกขับไล่ และดำเนินคดี 
3.3 ต้องเร่งจัดตั้งพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน  เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกิน และอยู่อาศัย
          เนื่องในโอกาสวาระวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี 2559 นี้  เครือข่ายสลัม 4 ภาค ในฐานะที่เป็นขบวนการของชาวสลัม และคนไร้บ้าน ในประเทศไทย ขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ ใช้ความพยายามมากกว่านี้ในการกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลไทย และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ  ดำเนินการพัฒนา  ที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคน


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

จากเหตุการณ์อุกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด   โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อน้ำท่วมขังเมืองหลวงหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โรงงานนิคมอุตสาหกรรม ต่างๆ เป็นเวลาหลายวัน  ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นในการดูแลการจัดระบบบริหารน้ำธรรมชาติ  สังคมส่งเสียงพร่ำบ่นถึงวิธีการแก้ปัญหาในครั้งนั้นที่ไม่ทันท่วงที  เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ภายหลังวิกฤตอุทกภัยผ่านพ้นไป  การสืบค้นต้นตอการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคประชาชนเอง ซึ่งทางสังคมได้ส่งเสียงเดียวกันว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นจาก “การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล”  แต่ก็หาได้ทำให้รัฐบาลรู้สึกตัวไม่  กลับมาโทษเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพมาจากที่ รัฐมี “เขื่อน” ไม่เพียงพอ  เป็นเหตุอ้างที่จะก่อสร้างเขื่อนขึ้นมากั้นแนวทางน้ำไหลผ่านขึ้นมาอีก  รวมทั้งสาเหตุน้ำท่วมกรุงปี 2554 ชาวชุมชนริมคูคลอง กลับกลายเป็นจำเลยทางสังคม  ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก หากจะเทียบกับการวางแผนที่ผิดพลาดของการไหลผ่านเมืองของน้ำหลากจำนวนมาก  เพราะเกิดความกลัวที่น้ำจะท่วมเขตเศรษฐกิจสำคัญ  จึงเกิดปรากฏการณ์ไข่ดาว เป็นวงขึ้นมา ย่านสำคัญๆมีระบบป้องกันน้ำที่เข้มแข็ง โดยไม่คำนึงถึงว่าน้ำที่เปลี่ยนทิศทางไปนั้นจะไปท่วมแหล่งย่านอื่นอย่างไร  หรือจะยาวนานไปเพียงใด  จึงเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง และระยะเวลายาวนาน เพราะย่านสำคัญๆส่วนใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับทางออกของน้ำที่จะไหลลงสู่ทะเล (เช่น สีลม , สาทร , คลองเตย เป็นต้น) กรุงเทพมหานคร และรัฐบาลคิดเพียงแค่ให้น้ำผ่านย่านเศรษฐกิจนี้ไปเท่าที่สมควรผ่านได้โดยไม่ท่วม เท่ากับกลายเป็นการระบายน้ำที่จะผ่านย่านนี้จะระบายมากกว่าปกติไม่ได้  สุดท้ายภาพที่ออกมาการระบายน้ำอย่างล่าช้าของกรุงเทพมหานคร กับรัฐบาล กลับกลายให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองเป็นจำเลยทางสังคมอันดับหนึ่ง
นโยบายการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองที่ประกาศเดินหน้าเต็มตัวโดยรัฐบาล ซึ่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ที่มีนายกรัฐมนตรีคอยบัญชาการในเชิงภาพรวม และตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมา 3 ชุด เพื่อลงปฏิบัติการใน 3 ลักษณะงาน คือด้านการประชาสัมพันธ์เป็นหน้าที่ของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในการชี้แจงการดำเนินโครงการ ด้านการหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่เป็นหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการหาที่อยู่ใหม่สำหรับประชาชนที่ต้องรื้อบ้าน โดยมีโครงการต่างๆไว้รอรับ ไม่ว่าจะเป็น บ้านรัฐเอื้อราษฏร์ บ้านมั่นคง บ้านประชารัฐ ฯลฯ และด้านการรื้อย้ายชุมชนเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ในการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำแนวคลอง  เพื่อปฏิบัติการเร่งด่วนใน 2 คลองหลักนำร่อง คือคลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร พร้อมทั้งออกเป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือภาษาบ้านๆก็คือ “ค่ารื้อย้าย” ชุมชนดีๆนั้นเอง
นั้นคือภาพใหญ่ที่ทางรัฐบาลได้วางไว้  แต่เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรื้อย้ายที่อยู่อาศัยประชาชนคือกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มอบหมายให้ กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่และมีอำนาจกฎหมายท้องถิ่นต่างๆที่สามารถขยับขับเคลื่อนการรื้อย้ายชุมชนได้  กลับไม่ได้ดำเนินการเพียงแค่ 2 คลองหลักดังกล่าวแต่กลับถือโอกาสนี้ในการขับไล่ชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะทั้งหมด  โดยอ้างนโยบายข้างต้น  พร้อมทั้งขอกำลังทหารในการลงพื้นที่ให้ดูน่าเกรงขาม หรือบางโอกาสยังสามารถไว้ใช้ข่มขู่ชุมชนบางแห่งที่แข็งข้อ แข็งขืน ที่ไม่ยินยอมย้ายออก  และนี่คือปฐมบทของการเปิดฉากยืนคนละฝั่งกับประชาชนของกรุงเทพมหานคร
  



ภาพเจ้าหน้าที่ทหารมาเร่งรัดให้ชาวบ้านรื้อย้ายบ้านออกไปจากบริเวณที่ตั้งชุมชน

นับมาตั้งแต่สมัยยุค ดร.พิจิตร รัตกุล เป็นผู้ว่าฯกทม. ที่เคยมีแนวโน้มจะไล่รื้อชุมชนริมคูคลองทั่ว กทม. แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับกับแนวทางเลือกใหม่ของภาคประชาชน ทีกล่าวไว้ว่า “คนกับคลองต้องอยู่ร่วมกันได้” โดยการบูรณาการพัฒนาบริเวณที่ตั้งของชุมชนริมคูคลองให้เกิดความร่วมมือกันในการรักษาคูคลองโดยชุมชน  ดูแลความสะอาด  ทำให้น้ำไม่ติดขัดการไหลผ่านระบาย  บางพื้นที่อาจจะต้องรื้อบ้านในส่วนที่ยื่นลงคลองแล้วมาสร้างริมคลองบนบกแทน  ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือกับทางชุมชนเป็นอย่างดี 
แต่ถ้าหากนับเวลาเพียงช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารรัฐบาลประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กรุงเทหมหานคร  ได้ลงพื้นที่เพื่อปิดหมายขับไล่ชุมชนต่างๆหลายชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ 2 คลองหลัก ที่ทางรัฐบาลประกาศไว้ เช่น ชุมชนหลังหมูบ้านบดินทรรักษา เขตบางเขน  และชุมชนริมคลองเป้ง เขตวัฒนา ที่เตรียมดำเนินคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ได้เอาหนังสือแจ้งเตรียมดำเนินการไปแปะไว้ที่บ้านทุกหลังคาเรือนของชาวชุมชน สร้างความหวั่นเกรงที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน  แต่ยังมีชุมชนที่หนักหนากว่าคือชุมชนริมคลองลำกะโหลก และชุมชนริมบึงแบนตาโพน เขตคลองสามวา ที่ทางสำนักงานเขต ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ใช้ “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502” ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สามารถรื้อถอนบ้านเรือนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลไต่สวนแต่อย่างใด  เท่านั้นยังไม่พอ  ยังสามารถเรียกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อบ้านเรือนกับทางเจ้าของบ้านได้ด้วย หากไม่มีเงินในการชำระ  สามารถยึดทรัพย์สินแทนได้ ส่วนใหญ่หากมีการใช้ประกาศดังกล่าวจะให้เวลาชุมชนในการเตรียมการรื้อย้ายในระยะเวลาราว 30 – 45 วัน เท่านั้น  ทั้งๆที่กรุงเทพมหานครมีกฎหมายในมือมากมายที่จะสามารถเอาผิดกับผู้อยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อหาการบุกรุกที่ดิน หรือ การทำผิด พรบ.ควบคุมอาคาร ซึ้งล้วนแล้วแต่เป็นโทษทางอาญาทั้งนั้น  แต่ที่ต่างกันคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการแก้ต่างได้ถึง 3 ศาล เจรจาผ่อนปรนในด้านระยะเวลากันได้

 
ชุมชนคลองเสือน้อย ถูกหมายสั่งไล่รื้อโดยใช้ ปว.44 ในการขับไล่

และการดำเนินการเช่นนี้ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย เหล่านี้ จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นจากหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยความที่สถานการณ์เตรียมไล่รื้อชุมชนใน 2 คลองหลักนำร่องนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทางกรุงเทพมหานครนำมาอ้างต่อชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย ต่างๆ ว่าเป็นนโยบายจากทางรัฐบาล  ส่วนการช่วยเหลือว่าถ้าถูกรื้อย้ายแล้วจะมีค่าชดเชย เยียวยา หาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนนั้น กรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลรักษาคลองแบบบูรณาการ ที่ประหยัดทั้งงบประมาณ  และบุคลากรในการช่วยดูแลรักษาความสะอาดคลองแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  โดยให้ทางชุมชนมีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวไปได้เลย  สามารถแก้ปัญหาขยะอุดตัน น้ำเสียที่ไหลลงคลอง
ประกอบกับอาศัยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่เป็นหลังพิงให้กับเจ้าหน้าที่   และล่าสุดที่นำป้ายประกาศเตรียมรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร พร้อมแถลงข่าวกับการเอาจริงเอาจังในการรื้อย้ายครั้งนี้  เพื่อจะเบียดขับคนจนออกไปให้พ้นเมือง แล้วสร้างสวนสาธารณะให้คนกลุ่มใดมาใช้ประโยชน์ก็ยังไม่แน่ชัด เพราะเนื่องจากเห็นสวนสาธารณะขนาดกลาง และขนาดเล็กหลายแห่ง เป็นสวนร้างไปก็หลายจุด  ซึ่งกับกรณีนี้เองก็เช่นกัน  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ที่พร้อมให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง จัดเวรยามดูแลรักษา  จัดระเบียบการดูแลสวน ให้เป็นอย่างดี โดยไม่ได้เรียกร้องค่าใช้จ่าย ค่าตอบแทนใดๆ กับทางกรุงเทพมหานคร อีกทั้งบ้านเรือน  ชุมชน  โบราณสถานเก่าแก่ ที่พร้อมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางเมืองอย่างมีชีวิต และความเป็นอยู่ของอย่างแท้จริง
นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน  ที่มีแนวความคิดเบียดขับคนจนให้พ้นออกจากเมืองหลวง  ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา เมืองหลวงล้วนแล้วใช้แรงงานกลุ่มคนเหล่านี้ในการสร้างเมืองขึ้นมา  เป็นแรงงานนอกระบบราคาถูก งานต่างๆที่ชนชั้นกลางไม่อยากจะทำกัน เช่น กวาดขยะ , เก็บขยะ , ขับรถเมล์ เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นสายเลือดในการหล่อเลี้ยงชนชั้นกลางระดับในการขายอาหารเลิศรส แต่ราคาต่ำ หาบเร่ ขายอาหารต่างๆ  ซึ่งเป็นราคาที่ทุกชนชั้นสามารถจ่ายกันไหว นี้คือบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในการอยู่ร่วมกันในสังคมเมือง  ที่ต้องสดรับกันอยู่ได้ทุกชนชั้น   แต่สิ่งที่กรุงเทพมหานครกระทำอยู่นั้นกลับสวนทางข้อเท็จจริง พยายามกีดกันคนจนไม่ให้สามารถอยู่ในเมืองได้  ด้วยมาตรการที่เข้มงวด  และส่อแววที่จะรุนแรง โดยการขอกำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกครั้งในการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามีกองกำลังใดบ้างที่จะเข้ามารื้อถอนทำลายบ้านเรือนพวกเขา  อีกทั้งเป็นการกระทำที่คิดจะรื้อไล่อย่างเดียว  แต่ไม่มีมาตรการรองรับกับประชาชนที่ถูกรื้อไล่แต่อย่างใด
คำถามเดียวที่จะถามดังๆไปยังกรุงเทพมหานคร และรัฐบาล ว่า “หากไล่รื้อชุมชนริมคูคลองออกไปทั่วกรุงเทพมหานครแล้วยังเกิดน้ำท่วมอยู่อีก  ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวชุมชน” กรุงเทพมหานคร ควรจะทบทวนระเบียบกฎหมายต่างๆที่ออกมายาวนานแต่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันอย่างประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502 ควรจะทำการยกเลิกทิ้งไป เพราะเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  กีดกั้นประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม  และควรมีแนวคิดการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันในทุกชนชั้น  สร้างความร่วมมือในทุกกลุ่ม แทนที่การเบียดขับกลุ่มชนชั้นล่างให้ออกไป  นี่คือสิ่งท้าทายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารแทนคนเดิม  ว่าจะมีทัศนคติต่อคนจนอย่างไร  หรือจะเดินซ้ำรอยคนเดิม  นโยบายเหล่านี้เองที่ชนชั้นล่างจะขอกำหนดเองว่าจะ “เลือก” ใครเข้ามาเป็นผู้บริหารเมือง !!!


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน สังคมแห่งการเกื้อกูล

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน
สังคมแห่งการเกื้อกูล

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทางสุภาษิตนี้ เรามักจะเห็นกันเมื่อไปวัดวาอารามต่างๆ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าบ้านและวัดขาดกันไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่เข้ามามีบทบาทในสองหน่วยหลักทางสังคมเพิ่มอีกหนึ่ง  คำว่า “บวร” จึงไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมไทยที่แปลว่า ประเสริฐ , ล้ำเลิศ เท่านั้น แต่มันมีที่มาจาก
บ คือ บ้าน  บ้านที่มีชาวบ้าน มีคนอาศัยอยู่ผู้ที่จะสืบสานวัฒนธรรม ศาสนา และซึมซับคำสอนจากพระสงฆ์  เป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนให้พระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนยาวนานอย่างถึงแก่นแท้
ว คือ วัด  วัดที่มีพระสงฆ์ ผู้ที่อาสาจะละกิเลศทางโลกมาศึกษาพระธรรม เพื่อเผยแผ่หลักพุทธศาสนาให้ชาวบ้านได้เข้าใจถึงการดำรงชีวิตอย่างสงบ เป็นสุข
ร คือ โรงเรียน เดิมที่แหล่งที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้นั้นคือวัด ต่อมาได้แยกออกมาเป็นโรงเรียนที่เป็นสถานให้การศึกษาโดยตรงต่อทุกเพศ ทุกวัย  ซึ่งปัจจุบันยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งที่ยังมีชื่อวัดเป็นชื่อโรงเรียนอยู่
ฉะนั้นคำว่า “บวร” จึงไม่ใช่เพียงคำประกอบที่ใช้เรียกสถานที่ต่างๆเท่านั้นมันมีที่มาถึงสังคมที่เกื้อกูล  ส่งเสริม ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในวงเวียนสังคมนั้นๆ  ความเจริญที่แท้จริงของสังคมที่จะมีความสุขจึงจะสมบูรณ์แบบ
หากแต่ย้อมมามองสังคมปัจจุบันคำว่า “บวร” กลับกลายเป็นคำยกยอสรรเสริญสถานที่แห่งเดียวนั้นคือ วัด  และความเป็นวัดเองก็เป็นพุทธพาณิชย์ เน้นทางธุรกิจจะเห็นได้จากที่ว่างต่างๆในที่ดินวัดหลายแห่งถูกนำมาจัดสรรเป็นลานจอดรถบ้าง  ตลาดนัดบ้าง  หรือแม้แต่บางแห่งอาจจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยกันเลยทีเดียว
เมื่อปี 2550 หากยังพอจะจำกันได้ “ชุมชนหวั่งหลี” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดินของวัดยานนาวา อยู่คู่กันมาอย่างยาวนานถูกทางวัดฟ้องขับไล่ไม่เหลือสักหลัง  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อาคารโบราณทรงเรือสำเภาได้ถูกทุบทิ้งทำลายไปจากเหตุผลที่อ้างว่าต้องการใช้พื้นที่เพื่อการทางพุทธศาสนา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นตึกโรงแรมหรู 32 ชั้น กับสัญญาเช่าที่ดินกับทางวัดระยะยาว 30 ปี  ส่วนชุมชนเก่าแก่ ผู้อาศัยต้องกระจัดกระจายกันไปหาที่อยู่อาศัยตามมีตามเกิด  นั้นไม่ใช่เพียงแต่วัดที่ไล่ชาวบ้านอย่างไม่แยแสความเป็นอยู่ชาวบ้านกลุ่มนั้น  แต่เป็นการทำลายอาคารโบราณทรงเรือสำเภาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 3 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาและประวัติการเจริญสัมพันธไมตรีของการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ
ช่วงปี 2550 ปีเดียวกันนั้นก็มีชาวบ้านแขวงขุมทองและแขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ประมาณ 500 กว่าคน ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดอนงคารามวรวิหาร เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ซึ่งได้อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 40 ปี มาแล้ว  ต่อมาทางวัดได้มอบอำนาจให้ ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป และยังให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก3,000 บาท บางหลังก็ 5,000 บาท โดยอ้างว่าพวกชาวบ้านที่มาอยู่อาศัยในที่ดินของวัดสร้างความเสียหายให้กับที่ดินของวัดแล้วยังเรียกค่าโนติสอีกฉบับละ 1,000 บาท  นอกจากนี้ หากใครจะอยู่ต่อต้องลงทะเบียนเป็นผู้เช่าตามแบบฟอร์มที่ทางวัดกำหนด ถ้าใครจะลงทะเบียนต้องเสียค่ากระดาษ 1,000 บาท และต้องเสียค่าเช่าเพิ่มจากเดิมตารางวาละ 6 บาทต่อเดือน ซึ่งปกติชาวบ้านจะเสียค่าเช่าให้กับทางวัดปีละ 570 ต่อหลังต่อปี แต่เงื่อนไขใหม่ที่ทางวัดเสนอมา จะต้องเสียค่าเช่าปีละ 28,800 บาท ซึ่งชาวบ้านไม่มีปัญญาชำระเนื่องจากเป็นคนยากจน  ซึ่งเป็นการบีบบังคับให้ออกไปทางอ้อม
ช่วงปลายปี 2557 กลุ่มชาวชุมชนวัดไผ่ล้อมที่อาศัยอยู่หน้าวัดไผ่ล้อมกว่า 76 หลังคาเรือน ต.พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ทางวัดต้องการเวนคืนที่ดินที่ชาวบ้านเช่าอยู่ในปัจจุบันคืน   ชาวชุมชนทราบมาว่าจะสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ และให้ชาวบ้านซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่ในราคาคูหาละประมาณ 3.5 ล้านบาท ขณะที่ค่าเวนคืนก็ให้แค่หลังละ 20,000 บาท หากชาวบ้านต้องการอาศัยอยู่ต่อจะต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่  ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านปูนชั้นเดียวเลขที่ 999 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่คนพิการรายหนึ่งไว้เป็นที่พักอยู่ด้วย
ต้นปี 2558 ชาวบ้านชุมชนชัยพฤกษมาลากว่า 200 คน รวมตัวประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร ย่านตลิ่งชัน เหตุปิดประตูเข้าออกด้านหลังวัดจนชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวยไม่สามารถข้ามมาได้   เกิดเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระปริยัติวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร กับชาวบ้านในชุมชน และบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากชาวบ้านไม่พอใจที่พระปริยัติวโรปการ สั่งปิดประตูเข้าออกบริเวณด้านหลังวัด ทำให้ชาวบ้านในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน   โดยเฉพาะชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวย ที่ไม่สามารถข้ามมาอีกฝั่งได้ แต่หากชาวบ้านต้องการข้ามฝั่งก็ต้องเสียค่าที่และค่ากุญแจกับทางวัดเป็นจำนวนเงิน 400 บาทต่อเดือน  และเจ้าอาวาสเริ่มไม่ต่อสัญญากับชาวชุมชนเพื่อเตรียมจะขับไล่ต่อไป

                        
                         ชาวชุมชนวัดชัยพฤกษมาลาขับไล่เจ้าอาวาส

เมื่อไม่นานมานี่เอง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ชุมชนวัดกัลยาณ์ ถูกวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร นำเจ้าหน้าที่บังคับคดีหลังจากที่ฟ้องขับไล่ชาวชุมชนจำนวน 54 หลังตาเรือน จากจำนวนชุมชนทั้งหมด 230 หลังคาเรือน  เหตุผลอ้างเช่นเคยว่าจะทำเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้พุทธประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้   แต่การกระทำของเจ้าอาวาสแห่งนี้กลับทำตรงข้ามคือ  ได้มีการทุบทำลายโบราณสถาน หลายอย่างไปทั้งที่สิ่งเหล่านั้นได้ขึ้นทะเบียนกับทางกรมศิลปากรไว้แล้ว   ยังไม่รวมถึงการส่งคนมาพูดจาข่มขู่  คุกคาม กันถึงหน้าบ้าน  หากไม่ย้ายออกไปอาจจะได้รับอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สิน   ซึ่งก็เป็นจริงประธานชุมชนถูกคนมาถีบมอเตอร์ไซค์ล้มที่หน้าชุมชน  และมีการทุบทำลายท่อประปา  ตัดสายไฟฟ้า  พังทางเท้า  บีบคั้นทางอ้อมไม่ให้ชาวชุมชนส่วนที่เหลือไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข


สภาพชุมชนวัดกัลป์ยาณ์ถูกขับไล่ไปบางส่วน

และอีกกรณีชุมชนวัดใต้  ตั้งอยู่ย่านเศรษฐกิจอ่อนนุช กว่า 60 หลังคาเรือน   กำลังถูกเจ้าอาวาสวัดใต้ฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่  โดยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันคือจะนำพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา  ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยที่ศาล
เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นมาหากทางวัดเองมีจิตใจเมตตา กรุณา คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานของชุมชนกับวัด  ปรากฏการณ์เหล่านี้มีความคล้าย ความเหมือนกันแม้จะต่างวัดสถานที่กันก็ตามคือ
1.      ชุมชนที่ถูกขับไล่เป็นชุมชนที่เช่าที่ดินวัดอย่างถูกต้อง  และอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานคู่กับวัด
2.      การเข้าพบที่จะขอพูดคุยกับทางเจ้าอาวาสแต่ละวัดนั้นไม่สามารถที่จะทำได้  จะได้เพียงแต่เจรจาผ่านทนายเท่านั้น เว้นแต่ทางวัดใต้ ที่มีเจ้าอาวาสมาเจรจาด้วย กับท่าทางหันข้างในการพูดคุยกับชาวบ้าน
3.      เหตุผลที่อ้างในการขับไล่มักจะอ้างเรื่องการใช้ที่ดินเพื่อเป็นประโยชน์ทางพุทธศาสนา  แต่สุดท้ายหลายกรณีมักเป็นการใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์แทน
4.      การขับไล่ชุมชนไม่เพียงแต่ทำให้ชุมชนเก่าแก่ต้องหายไป แต่จะมีสิ่งโบราณสถานที่สำคัญๆได้เสียหายไปพร้อมด้วย

หากการบริหารที่ดินที่ได้จากการบริจาคด้วยความศรัทธาทางศาสนาแล้วต้องมากระทบกับชาวชุมชนที่อาศัยอยู่  เราคงต้องกลับมาหันมองดูว่าที่ดินเหล่านี้สมควรจะบริหารโดยเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียวหรือไม่  การปฏิรูปที่ดินวัดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในประเทศที่มีประชากรนับถือพุทธศาสนากันเป็นส่วนใหญ่  ยังคงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ...

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

คมสันติ์ จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ยิ่งใกล้วันที่อยู่อาศัยโลกเข้าไปทุกที สถานการณ์การไล่รื้อชุมชนยังคงมีอย่างเข้มข้นทุกวัน  ไม่ว่าจะโดนไล่รื้อจากนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลเอง  หรือว่าการไล่รื้อจากการลงทุนพัฒนาที่ดินของเอกชนเอง ยังคงประสบกันไม่ว่างเว้น
หากจะดูเพียงในช่วงเดือนกันยายนที่กำลังจะผ่านไปแค่ช่วงเดือนเดียว เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ทราบข่าวชาวบ้านต้องถูกรื้อย้ายกระจัดกระจายกันไปอย่างที่ไม่มีจุดหมาย ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนหลังบิ๊กซี สุขสวัสดิ์ 39 ราว 50 หลังคาเรือน หลังจากแจ้งขอความช่วยเหลือมาไกล่เกลี่ยกับทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ไม่ถึง 3 อาทิตย์ ชุมชนนี้ก็ได้หายไปแล้วเพราะทนแรงกดดัน ขมขู่จะดำเนินคดีไม่ไหว จำต้องย้ายหนีออกเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้โดนดำเนินคดี  ทั้งๆที่ขั้นตอนทางกฎหมายยังคงยืดระยะออกไปได้นาน  แต่ด้วยความไม่รู้ทางกฎหมายของชาวบ้านเอง ทำให้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่มักจะใช้ข้ออ้างนี้ในการขู่ชาวบ้านให้เกรงกลัวแล้วรีบย้ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเพิ่มสิน ซอย 13 เขตสายไหม จำนวน 20 กว่าหลังคาเรือน , ชุมชนหลังหมู่บ้านเปรมฤทัย เขตประเวศ จำนวน 65 หลังคาเรือน , ชุมชนโรงถ่าน เขตจอมทอง จำนวนราว 30 หลังคาเรือน ล้วนแล้วแต่ต้องถูกไล่รื้อไปในเพียงเดือน ก.ย. 58 นี้


สภาพชาวบ้านและสภาพบ้าน ชุมชนเพิ่มสิน 13 ซึ่งปัจจุบันรื้อย้ายไปหมดแล้ว

คำถามต่อไล่แล้วชาวบ้านเหล่านั้นจะไปอยู่ไหน   ส่วนใหญ่แล้วก็จะหาห้องเช่าราคาถูกที่มีความแออัดมาเช่าอยู่ใกล้ๆบริเวณเดิม   บางครอบครัวที่ไม่มีเงินพอที่จะเช่าก็หาบุกรุกที่ดินว่างเปล่าในที่ใกล้เคียงชุมชนเดิมนั้นละเป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่   ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ต้องมานับวันรอถูกไล่หาที่อยู่ใหม่วนเวียนไปมาอย่างไม่จบสิ้นอยู่ดี 
แหละนี่คือโจทย์ใหญ่ที่สังคมโลกได้ตระหนักแล้วว่า “ที่อยู่อาศัย” ที่เป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยสี่ที่มนุษย์จะขาดไม่ได้กำลังเป็นปัญหาต่อสังคมโลก   จึงเป็นที่มาการประกาศเป็นวันที่อยู่อาศัยโลกขึ้นมา  โดยให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่ให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย  ให้รัฐบาลแต่ละประเทศได้ใส่ใจการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง
กลับมาดูประเทศไทยอีกครั้ง   อย่างที่ได้เกริ่นสถานการณ์โดยรวมช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมานั้นคือชุมชนที่ถูกรื้อย้ายไปแล้ว  แต่ชุมชนที่กำลังจะถูกรื้อย้ายละ  ยังคงมีอีกจำนวนมาก   จากการสำรวจร่วมกับทางการเคหะแห่งชาติจะพบว่า ชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์จะต้องถูกรื้อย้ายที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีจำนวนมากถึงกว่า 60 ชุมชน และที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่ล่าสุดที่กำลังมีข้อพิพาทกันเริ่มจะเข้าบรรยากาศที่จะรุนแรงกันในพื้นที่นั้นคือ “ชุมชนโรงช้าง”
ชุมชนโรงช้าง เป็นชุมชนขนาดกลางๆ มีประชากรราว 80 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในเขตบางกะปิ ซอยรามคำแหง 60 แยก 3 อยู่ในที่ดินที่ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่แท้จริง   กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกกลุ่มแรกราว 20 ปีผ่านมาแล้วเล่าว่าที่บริเวณชุมชนเดิมเป็นป่ารกร้าง  แล้วทางกรุงเทพมหานครได้เข้ามาจัดทำเป็นที่เลี้ยงแพะ ทำคอกไว้สำหรับช้าง  มีการวางกองหิน กองดิน จากทางสำนักงานเขตบางกะปิ บางหลังก็มาปลูกอยู่จากคำชวนของพนักงานสำนักงานเขตเองว่าให้มาอยู่ช่วยเฝ้าดูแลของหลวงให้หน่อย แล้วก็เริ่มมีการชักชวนญาติ พี่น้อง คนรู้จัก เข้ามาอยู่กันจนกลายเป็นชุมชนในที่สุด
สถานการณ์ปัจจุบันมีกลุ่มคนได้เข้ามาอ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินที่ชุมชนตั้งอยู่  ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ติดกับชุมชนโรงช้างนั้น  มาแจ้งให้ชาวบ้านรีบย้ายออกจากพื้นที่โดยเร็วหากไม่เช่นนั้นจะทำการดำเนินคดีฟ้องศาล จับกุม  เป็นคำกล่าวสร้างความเกรงกลัวให้กับชาวบ้านซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง ชาวบ้านบางส่วนได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นค่ารื้อย้ายแล้วไปหาที่อยู่ใหม่เพราะเกรงจะโดนดำเนินคดี   ส่วนกลุ่มที่ไม่มีที่ไปซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ปักหลักจะขอสู้เพื่อบ้านของตัวเอง   เพราะความที่เข้ามาอยู่ในครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นที่หลวงไม่ใช่ที่เอกชน  มีการดำเนินการเรื่องต่างๆโดยหน่วยงานราชการ  จึงปักใจเชื่อว่าที่ตั้งชุมชนส่วนหนึ่งนั้นเป็นที่ของทางราชการ   ดังนั้นความต้องการของชาวบ้านเองต้องการที่จะตรวจสอบขอบเขตที่ดินให้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงที่ชุมชนตั้งอยู่เจ้าของที่แท้จริงเป็นใครกันแน่ โดยจะต้องมีหน่วยงานที่เป็นกลางเข้าร่วมการตรวจสอบด้วย   ทางผู้อ้างว่าเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินไม่ได้คิดที่จะเจรจากับชาวบ้านแต่อย่างไร  กลับนำรถแม็คโครเข้ามาไถ บริเวณชุมชนสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟฟ้าขาด ท่อน้ำประปาแตก ต้นไม้ที่ชาวบ้านสู้อุตส่าห์ปลูกไว้ก็ถูกไถกลบไปหมด   ครั้นชาวบ้านไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก กลับได้คำกล่าวอย่างไม่เหมาะสมเชิงว่าอยากไปอยู่ที่ของเขาทำไมกันละ แล้วเมื่อไหร่จะออกจากที่เขาไปละ เฉไฉกว่าจะลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานได้



 ผู้แทนเจ้าของที่ดินนำรถแม็คโครลงมาไถพื้นที่ส่งผลกระทบเกิดความเสียหายต่อชุมชนโรงช้างบางส่วน

แล้วในวันที่ 18 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ที่อ้างเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดิน ที่มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรถแม็คโคร ซึ่งขณะลงไปนั้นแม็คโครยังคงทำงานต่อเนื่อง  ทรัพย์สินชาวบ้านบางส่วนเสียหาย ทางเราพยายามขอดูเอกสารการแสดงตนเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินแต่กลับอ้างว่าไม่มีมา พร้อมกลับบอกปฏิเสธไปว่ารถแม็คโครที่กำลังดำเนินการไม่ใช่ตนว่าจ้างมา  ทำให้คนงานพอรู้ว่ามีการกล่าวเช่นนั้นจึงหยุดการดำเนินการแล้วนำรถแม็คโครออกจากพื้นที่ชุมชนไป
วิธีการแบบนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่  แต่เคยมีคนเคยใช้จนเป็นข่าวโด่งดังทั่วไทยมาแล้วคือกรณีรื้อบาร์เบียร์ ย่านสุขุมวิท  ซึ้งใช้หลักการเดียวกันคือรื้อให้จบแล้วให้ผู้เสียหายตามฟ้องร้องเอาทีหลัง  เป็นการใช้อำนาจเถื่อนถือว่ามีเงินพอในการจ่ายค่าเสียหาย  แต่ไม่อยากเสียเวลาในการเจรจาพูดคุย  หากทำสำเร็จผู้ที่เดือดร้อนจะเป็นชาวบ้านทันที เพราะไหนจะต้องเดินทางไปแจ้งความ ขึ้นศาล ในขณะที่บ้านโดนรื้อทำลายไปแล้ว ไม่มีที่อยู่อาศัยกลับต้องมาเดินเรื่องเพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายซึ่งไม่รู้จะได้เท่าไหร่


กลุ่มคนที่อ้างเป็นเจ้าของที่ดินลงชุมชนโรงช้างแจ้งให้ย้าย แต่ไม่มีเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของ


นี่คือสถานการณ์การไล่รื้อชุมชนที่มีอยู่เกือบทุกวัน  แต่ไม่เคยที่จะเป็นข่าวทางสื่อด้านใดๆ แต่ทุกข์ชาวบ้านที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัยนั้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งไม่มีหน่วยงานใดที่จะเข้ามาช่วยเหลือกับกรณีเช่นนี้เลย นี่จึงเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ว่า ต้องมีหน่วยงานในการดูแลชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ถูกไล่รื้อเร่งด่วน โดยเบื้องต้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าควรมีคณะกรรมการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินและชาวบ้านขึ้นมา  โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการไกล่เกลี่ย

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

พัฒนาการการไล่รื้อชุมชน กับการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชาวสลัม

พัฒนาการการไล่รื้อชุมชน กับการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชาวสลัม

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          จากข้อมูลชุมชนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ สำรวจร่วมกัน มีชุมชนแออัดจำนวน 6,334 ชุมชน 1,630,447 ครัวเรือน มีผู้เดือดร้อนในที่อยู่อาศัยอยู่ 728,639 ครัวเรือน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2550) ขณะเดียวกันเครือข่ายสลัม 4 ภาค กำลังอยู่ระหว่างการลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ไล่รื้อเร่งด่วน   ซึ่งมีชุมชนที่เข้าข่ายอยู่ราว 60 ชุมชน ( สำรวจถึง ณ วันที่ 20 ส.ค. 58 ) ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะริมคูคลอง ที่ดินของวัด  ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสองข้างทางรถไฟ หรือที่ดินของบริษัท เอกชนต่างๆ


สภาพชุมชนวัดใต้ ที่รอการเจรจาเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้ดีขึ้น
          หากดูสถานการณ์การพัฒนาของรัฐที่จะส่งผลกระทบกับชุมชนและจะเป็นคู่พิพาทกันในอนาคต ตามนโยบายการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างเพื่อการพัฒนาระบบรางทั้งระบบ หรือแม้แต่โครงการบริหารจัดการน้ำ  โครงการเหล่านี้นอกจากจะสร้างผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนแออัดแล้วยังสร้างผลกระทบทางอ้อมที่จะทำให้ชุมชนแออัดถูกไล่รื้อตามไปอีกด้วย เพราะบริเวณการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจะก่อเกิดมูลค่าราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล   ทำให้ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อลงทุนของภาคเอกชนมีมากขึ้นตามไปด้วย
          จากรูปการดังกล่าวทำให้ชุมชนแออัดมีโอกาสจะต้องถูกไล่รื้อมีมากขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันรูปแบบการไล่รื้อชุมชนแออัดมีหลากหลายวิธีนัก หากจะพบพอจะแยกออกมาคร่าวๆได้ดังนี้
รูปแบบแรก บอกกล่าวแจ้งให้ย้าย  เจ้าของที่ดินในเบื้องต้นจะมีวิธีการแจ้งบอกกล่าวให้ย้ายออกจากวิธีในหลายแบบ เช่น การส่งจดหมายถึงเจ้าของบ้านแต่ละหลัง หรือส่งถึงประธานชุมชน หรือการปักป้ายแจ้งไว้ในที่ๆชุมชนสามารถมองเห็นได้ทั่วถึง หรือไม่ก็ส่งกลุ่มที่มีบุคลิกน่าเกรงขามมาแจ้งบอกกล่าวให้รีบย้ายโดยเร็ว ถือเป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปในทุกแห่งเพราะสามารถสร้างจิตวิทยาให้กับชาวบ้านเกิดความเกรงกลัวที่จะถูกดำเนินคดี อาจจะมีชาวบ้านบางส่วนรีบรื้อบ้านย้ายออกไปในทันทีตั้งแต่ทราบข่าว

ภาพป้ายการแจ้งให้ย้าย พร้อมข่มขู่ไม่รับผิดชอบ หากทรัพย์สินเสียหาย ของชุมชนเสรีไท 57

รูปแบบที่สอง จ่ายค่าชดเชยแล้วให้ย้ายออกไป  เป็นวิธีที่เจ้าของที่ดินไม่ว่ารัฐ หรือเอกชน  นำมาใช้กันแทบจะทุกชุมชน (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด)  หากชุมชนใดไม่มีการจัดตั้งที่ดีก็มักจะจบลงด้วยความรวดเร็ว   แต่หากชุมชนใดมีการจัดตั้งชุมชนที่ดี การเจรจาต่อรองเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นเล็กไปเลย อีกทั้งสร้างเงื่อนไขการต่อรองเจรจาไปในทิศทางที่ชุมชนต้องการได้
รูปแบบที่สาม เข้าโครงการช่วยเหลือจากรัฐ เช่น โครงการบ้านยั่งยืน(เอื้ออาทรเดิม) , โครงการบ้านมั่นคง ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นจากกลุ่มที่โดนไล่รื้อจากโครงการของรัฐ  เพราะสามารถเชื่อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ง่ายและสะดวก  แต่ทั้ง 2 โครงการก็มีความต่างในความต้องการของชุมชนเอง หากชุมชนที่อยู่กันแบบปัจเจกไม่เป็นกลุ่มก้อนมักจะเลือก โครงการบ้านยั่งยืน เพราะสะดวกในการจัดการ หากชุมชนไหนที่มีการจัดตั้งรวมกลุ่มกันก็มักจะเลือกโครงการบ้านมั่นคง ที่สามารถแก้ปัญหาร่วมกันทั้งชุมชนในทิศทางเดียวกัน
รูปแบบที่สี่ แจ้งความ ฟ้องศาลขับไล่  เป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่นำเสนอทางเลือกต่างๆแล้วยังไม่มีข้อยุติเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งโดยทั่วไปชุมชนจะจบลงด้วยการแพ้คดี
รูปแบบที่ห้า เข้ารื้อทำลายทันที   วิธีการนี้ไม่ค่อยเห็นมานานมากในอดีตจะใช้รูปแบบนี้บ่อยที่จะใช้กำลังกลุ่มคนเข้ารื้อทำลายโดยทันทีไม่มีการแจ้งให้รู้ล่วงหน้านานนัก และจะไม่ใช้ระบบกระบวนการตามกฎหมาย  เจ้าของที่ดินจะใช้เครื่องจักร กำลังคนทำลายบ้านเรือนทรัพย์สินให้เสียหายทั้งหมด   หรือวางเพลิง  เผาชุมชน ให้หมดสิ้นไป  ในปัจจุบันยังคงมีการใช้วิธีการนี้อยู่ เช่น ชุมชนหลังปั้มเอสโซ่ ย่านพระราม 3 ถูกเผาไล่ที่เมื่อต้นปี 2552 กรณีชุมชนล่าสุดเมื่อปลายปี 2557 ชุมชนเสรีไท 57 เพิ่งถูกดำเนินการไล่รื้ออย่างป่าเถื่อนแบบนี้มา


สภาพบ้านของชุมชนเสรีไท 57 ที่ถูกรื้อทิ้ง โดยที่ชาวชุมชนไม่ทันตั้งตัว

รูปแบบสุดท้าย หาที่ดินใหม่แลก   วิธีนี้เป็นวิธีที่จบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย  ชุมชนและเจ้าของที่ดินเจรจากันจนได้ข้อยุติ เจ้าของที่ดินจะจัดหาที่ดินแปลงใหม่มาเพื่อรองรับชาวชุมชนทั้งหมดในทำเลใหม่ให้ รูปแบบนี้เห็นได้จากกรณีของชุมชนริมทางรถไฟโค้งอโศก และชุมชนบางนา ที่อยู่ในที่ดินของเอกชน และกรณีชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟฯย่านบางกอกน้อย ที่การรถไฟฯหาที่ดินแห่งใหม่ให้กับชาวชุมชนย้ายไปไม่เกิน 5 กิโลเมตร จากที่เดิม
รูปแบบต่างๆแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของเจ้าของที่ดินว่าต้องการขับไล่ชาวชุมชนมากน้อยเพียงใด บ้างมีการเจรจากันก่อนดำเนินการ บ้างดำเนินการเลยโดยไม่มีการพูดคุย บ้างมีหน่วยงานรัฐเป็นกลไกกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย   ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเองว่ามีการเตรียมความพร้อมรับมือกับเรื่องนี้เช่นไร
ส่วนการรื้อย้ายสลัมจะจบลงด้วยวิธีใดก็ตามสิ่งที่จะกระทบตามมาของกลุ่มคนเหล่านั้นคือวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา   ชุมชนที่ถูกไล่รื้อส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีอายุชุมชนไม่ต่ำกว่า 20 ปีทั้งนั้น  บางชุมชนอยู่มากัน 2 – 3 ชั่วอายุคน ทำให้การปักหลักวางฐานของครอบครัว ชุมชน มีความเกี่ยวพันกับสงคมรอบข้างชุมชนเป็นอย่างมาก   ชาวชุมชนจะต้องประสบพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้แน่ๆคือ
1.                 รูปแบบการพักอาศัยที่ต้องเปลี่ยนไป  ชุมชนไหนที่มีความเข้มแข็งก็มักจะสามารถออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ได้ให้เหมาะสมกับสมาชิกชุมชนตนเอง   หากไม่มีความพร้อมของชุมชนถ้าเป็นในอดีตก็จะมีการไปหาที่ว่างแปลงใหม่ในการอยู่อาศัย  แต่เนื่องในปัจจุบันที่ว่างในเมืองหลวงแทบจะไม่มีเหลือหากชาวชุมชนจะไปหาที่ดินว่างเปล่าก็คงต้องขยับไปนอกเมืองมากๆหรืออาจจะต้องเป็นปริมณฑล หากจะหาที่อยู่อาศัยอื่นก็จะเป็นห้องเช่าราคาถูกอยู่กันแบบแออัด   หรือถ้าเป็นที่รัฐจัดให้ก็จะเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยทรงสูง  บางคนไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ เช่น กลุ่มคนเก็บของเก่าขาย , กลุ่มขายอาหาร , กลุ่มอาชีพที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการประกอบอาชีพ
2.                 อาชีพและ การเดินทางที่จะต้องเปลี่ยนไป   เมื่อที่พักอาศัยต้องห่างจาก ทำเล หรือที่ตั้งการประกอบอาชีพเปลี่ยนไปส่งผลให้การลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่หากชุมชนจะต้องย้ายออกจากชุมชนเดิมมักจะมีที่ตั้งชุมชนใหม่ในพื้นที่ที่ห่างจากที่ตั้งออกไปจากเดิม มากบ้าง  น้อยบ้าง  ตามแต่ที่จะเจรจาต่อรอง หรือการเสาะแสวงหาของชาวชุมชนเอง 
3.                 การศึกษาของบุตรหลาน  พอย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ บุตรหลานจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาใหม่ตามไปด้วย   หากต้องย้ายช่วงระหว่างเรียนจำเป็นต้องเดินทางระยะทางไกลไปก่อนจนกว่าจะปิดเทอม
บทส่งท้ายนี้สังคมเมืองควรจะมีคำตอบให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ว่า  ที่ผ่านมาแรงงานหลักในการสร้างเมืองนั้นเป็นกลุ่มคนใด  ดังเคยมีคำกล่าวไว้ว่า สลัมนั้นเปรียบดัง “โกดังแรงงาน” หากต้องการแรงงานราคาถูกก็มาหาได้ที่นี่ เหมือนกับคำที่อดีตผู้นำชุมชน คุณทวีศักดิ์  แสงอาทิตย์ ได้กล่าวไว้ว่า “เมืองจะเจริญไม่ได้  ถ้าปราศจากคนจน” หลังจากเป็นส่วนในการสร้างเมืองแล้ว จะทำการเบียดขับกลุ่มคนเหล่านี้ออกไปเยี่ยงไร  เพราะเขาคือฟันเฟืองหนึ่งที่ร่วมกันพัฒนาเมือง.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...