วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประชานิยม : ประชารัฐ : รัฐบริษัท

ประชานิยม : ประชารัฐ : รัฐบริษัท

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

มาเป็นแพ็คเกจ  ตามสเต็ป  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ  โดยกุนซือด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เดิมเคยอยู่กับพรรคการเมืองที่ได้แปรผันตัวมาเป็นมันสมองให้รัฐบาลเหล่าทัพแทน  แต่ที่น่าแปลกใจคือไอเดียการแก้ปัญหาเศรษฐกิจกลับไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างจากกลุ่มพวกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ที่โดนโจมตีก่อนการยึดอำนาจว่าใช้แต่นโยบายประชานิยม  อาจจะทำให้ประชาชนเคยชินกับการร้องขอ รอแจก ไม่มีความยั่งยืนแต่อย่างใด
เราสามารถพบเห็นไอเดียการแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องคนจนได้เห็นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็น “โครงการจำนำยุ้งฉาง” แค่ชื่อออกมาก็ทำเอาเรียกเสียงฮือฮาออกมาพร้อมกับคำถามว่า มันต่างจากการโครงการรับจำนำข้าว อย่างไร  การมีมติ ครม. ยืดต่ออายุบริการขนส่งมวลชน “ต่ออายุ รถเมล์ – รถไฟ ฟรี” ออกไปอีก
มาช่วงใกล้ปีใหม่นี้ล่าสุดมาตรการเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย  ก็เริ่มหยิบเอาผู้ที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนคนจน (อันนี้ก็รูปแบบของรัฐบาลก่อนที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อเอาไว้เป็นฐานข้อมูลเพื่อออกนโยบายประชานิยมรูปแบบต่างๆ)  ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน คิดเป็นวงเงิน 19,290 ล้านบาท ซึ่งมีเกณฑ์ดังนี้
1. ผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท มีจำนวน 4.6 ล้านราย แบ่งเป็นเกษตรกร 1.5 ล้านราย คนจนในเมือง 3.1 ล้านราย ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 3,000 บาท โดยรัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนวงเงิน 13,830 ล้านบาท
2. ผู้ที่มีรายได้ต่อปี ตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 3.6 ล้ายราย แบ่งเป็นเกษตรกร 1.3 ล้ายราย คนจนในเมือง 2.3 ล้านราย ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 1,500 บาท รัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุน 5,460 ล้านบาท
ทั้งนี้ผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือตามมาตการนี้จะต้องเป็นผู้ลงทะเบียนคนจนไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ค. – 15 ส.ค. 2559 แล้วเท่านั้น (ตามแผนภูมิรูปภาพข้างล่าง)


          แน่นอนว่ามาตรการนี้จะส่งตรงถึงมือผู้ลงทะเบียนคนจนไว้  โดยผ่าน 3 ธนาคารของรัฐ   แต่หากจะมองย้อนสถานการณ์ช่วงเปิดให้ลงทะเบียนคนจน  ห้วงเวลาดังกล่าวเกิดคำถาม  และเบื่อหน่ายกับการที่ลงทะเบียนแล้วไม่เกิดอะไรดีขึ้น  ความกังวลใจในเรื่องเครดิตทางการเงินต่างๆที่อาจจะถูกลดชั้นไร้เครดิตไปได้  ส่งผลให้มีหลายคนที่ไม่ไปลงทะเบียน   รวมทั้งกลุ่มแรงงานอพยพมาทำงานต่างถิ่นตนเองที่ต้องเสียค่าเดินทางกลับไปลงทะเบียนในท้องถิ่นของตน
   

         
          และล่าสุดนโยบายของขวัญปีใหม่ “ช๊อปช่วยชาติ” ออกมาเพื่อให้ทันในช่วงปีใหม่  สร้างความหวังให้กับเหล่าร้านค้า ห้างร้าน ต่างๆ  ที่เงียบเหงาซบเซามานาน  ยังไม่นับรวมกับการขึ้นค่าแรงอันน้อยนิดของพี่น้องแรงงานในระบบ   แต่มีการเพิ่มสวัสดิการต่างๆให้กับข้าราชการอีกมากโข  
          ถึงกระนั้นก็ไม่ต่างจากประชานิยมที่ผ่านมา  คือการกระจายเงินก็มักจะได้ยินเสียงร้องเรียน คนจนจริงไม่ได้  คนไม่จนกลับได้ เนื่องจากเป็นคนจนเมืองหลวงที่มีค่าครองชีพอันสูงลิ่วทำให้ผู้คนในเมืองน้อยนักที่จะมีรายได้ต่ำกว่าแสนบาทต่อปี ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถจะใช้ชีวิตภายในเมืองได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลตามมาเช่นกัน  ดังนั้นการพิจารณาผู้ที่ควรจะได้รับหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือการแจกเงิน ๑,๕๐๐ – ๓,๐๐๐ บาท นั้น บางกรณีก็ออกมาผิดฝาผิดตัวกัน อย่างเช่นตัวอย่างพี่น้องในชุมชนแห่งหนึ่งที่ผู้เขียนทำงาน คนที่ทำมาหากินรายได้ต่ำได้รับพิจารณาให้ได้รับเงิน ๑,๕๐๐ บาท ส่วนคนที่ไม่ทำมาหากิน แต่ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยรายวันได้รับพิจารณาได้นับเงิน ๓,๐๐๐ บาท  ถึงแม้จะมีการเปิดโอกาสให้แก้ตัวลงทะเบียนใหม่อีกรอบ  และการช่วยแบ่งเบาคนจนเป็นการลดค่าน้ำ-ค่าไฟ จำนวนถึง ๘๐% ก็คงมาดูอีกทีพี่น้องคนจนในสลัมจะมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ เพราะสลัมส่วนใหญ่ไม่ได้มีมิตเตอร์น้ำ – ไฟ เป็นของตัวเอง แต่ใช้ต่อพวงซื้อต่อมาอีกทีหนึ่ง เหล่านี้จะทำอย่างไรที่จะคนชายขอบหลายกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงนโยบายประชารัฐได้  
และถ้าหากมองผ่านอย่างเร็วๆ ก็เสมือนว่ารัฐพยายาม ลดแหลก แจก แถม ให้กับชนทุกชั้น  แต่หากนั่งมองอย่างละเอียดว่าปลายทางงบประมาณหลายหมื่นล้านสุดท้ายจบลงที่ใคร?  วาทกรรมที่ว่า “รัฐบริษัท” จริงๆก็เคยมีผู้คนได้กล่าวไว้กับหลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน  รูปการรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจก็ไม่ต่างกัน   ล้วนแล้วทำเส้นทางการบริหารประเทศไปตามแนวทางบริษัทที่ผูกขาดภายในประเทศไม่กี่บริษัท   เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมักจะมาจากบริษัทที่ผูกขาดในประเทศเริ่มจะมียอดขายลดลง (ดูได้จากบริษัทผูกขาดด้านต่างๆที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการเป็นคณะกรรมการประชารัฐประกอบได้)   และหากจะดูการพัฒนาระบบคมนาคมระบบราง  ก็ได้รับการตอบรับจากบริษัทยักษ์ใหญ่  ทั้งๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการลงทุนด้านคมนาคมแต่กลับมีความอยากจะลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ซึ.พี. สนใจอยากลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สายตะวันออก  หรือ ไทยเบฟ สนใจอยากจะลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายใต้ (ช่วง กทม. – หัวหิน) เพราะอะไรจึงมีแรงดึงดูดให้ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การลงทุนด้านนี้  เพราะ 2 บริษัทนี้ มีโรงงาน มีสายพาน มีที่ดิน ที่อยู่ปลายเส้นทางคมนาคมนี้หรือไม่ ?
การปรับคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้หน้าตาทีมเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง  แต่หัวเรือใหญ่ยังคงเดิมแทบไม่ต้องคิดถึงอนาคตเศรษฐกิจไทยในภายหน้า  เพราะคงไม่พ้นรูปแบบเดิมๆคือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เหลือ อย่างที่เห็นเตรียมนำทางด่วนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ยกที่ดินให้ต่างชาติในระยะเวลาที่ยาวนาน ดังที่ได้รับทราบอย่างเนืองๆในการเตรียมแต่งตัวจัดทำกฎหมายหลายฉบับเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ  แต่ก็ไม่เป็นกระแสหลักที่จะลดความชอบธรรมการบริหารของรัฐบาลนี้ไปได้   ถึงจะ “ประชารัฐ หรือ ประฃานิยม  สุดท้ายแล้วประชาชน  ยังคงเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการอยู่ต่ออายุอำนาจ” เช่นเดิม   แต่ความต่างกันคือกลับไม่มีขบวนประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาคัดค้านนโยบายเหล่านี้  ทั้งๆที่เคยคัดค้านกันมากับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา  มีเพียงแต่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ กับกลุ่มที่รับไม่ได้กับนโยบายการบริหารประเทศเหล่านี้  ออกมาเรียกร้องคัดค้าน  นี่คงเป็นบทเรียนหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้  และนำมาศึกษากับปรากฏการณ์เหล่านี้  เพื่อจะได้นำไปสู่การกำหนดอนาคตโดยประชนเองอย่างแท้จริง
          

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันที่อยู่อาศัยโลก สิทธิพื้นฐานที่กลายเป็นสินค้า

วันที่อยู่อาศัยโลก
สิทธิพื้นฐานที่กลายเป็นสินค้า

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก   เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย  การมีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง  หรืออยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม    รวมถึงปัญหาด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยากจนในทุกภูมิภาคของโลก
          สาเหตุของสภาพปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยดังกล่าว   เกิดจากแนวคิดและรูปธรรมการพัฒนาทุนนิยมแบบสุดขั้ว   การพัฒนาเมืองที่ตอบสนองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ การเป็นเมืองที่ทันสมัย ซึ่งการพัฒนาต่างๆ  เหล่านี้สร้างความมั่งคั่งให้กับคนกลุ่มหนึ่ง  พร้อมกับการเบียดขับคนจนออกไปจากพื้นที่ คนยากจน และผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ ต้องถูกแย่งชิงที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย  โดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ
          องค์การสหประชาชาติตระหนักถึงปัญหา และผลกระทบดังกล่าว จึงกำหนดให้มีวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อให้สาธารณชน และรัฐบาลนานาประเทศให้ความสำคัญ และมีมาตรการในการแก้ปัญหา  และเป็นวันที่คนจนในหลายๆ ประเทศ   จัดรณรงค์เพื่อสะท้อนปัญหา และนำเสนอมาตรการต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม
          ในประเทศไทย  จากการทำงานของเครือข่ายสลัม  4 ภาค เราพบว่า มีชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ไล่รื้อ จำนวน 86 ชุมชน  8,100 ครอบครัว 34,000 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2558 จากการสำรวจร่วมกับการเคหะแห่งชาติบางส่วน และเป็นสถิติภายในพื้นที่ทำงานของเครือข่ายสลัม 4 ภาค)  อันเนื่องมาจากโครงการ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งรถไฟฟ้า  รถไฟความเร็วสูง  การขยายทางคู่  ที่มีแผนการก่อสร้างในทุกภาคของประเทศไทย เป็นการเอื้ออำนวยต่อการลงทุนทั้งทุนในประเทศ และทุนข้ามชาติ    โครงการการจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เริ่มใน 9 คลองหลัก  และในพื้นที่เอกชนที่อยู่ใกล้บริเวณโครงการพัฒนาของรัฐ ที่เป็นพื้นที่เปิดเหมาะแก่การลงทุน เช่น การสร้างคอนโดมีเนียม เป็นต้น   โครงการพัฒนาเหล่านี้ส่งผลกระทบให้ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมทางรถไฟ ริมคลอง และในพื้นที่เอกชน ต้องถูกไล่รื้อ  ถูกรื้อย้ายชุมชน ถูกแย่งชิงที่ดินไปให้กับการพัฒนาที่ไม่รับผิดชอบต่อคนจน และอาจต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในอนาคต  
          ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงชุมชนในชนบทที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน จากแผนพัฒนาของรัฐ เช่น แผนแม่บทป่าไม้ – ที่ดิน การให้สัมปทานขุดเจาะทำเหมืองแร่ การสร้างโรงไฟฟ้า ที่กำลังทำให้คนในชนบทต้องสูญเสียที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เป็นจำนวนมาก และเริ่มจะเห็นภาพการล่มสลายของชนบทได้อย่างชัดเจนดังที่จะพบในชุมชนแออัดจังหวัดเชียงใหม่ที่จะมีชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆเข้ามาอาศัยอยู่กัน



          สถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เป็นผลมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ  ทำให้คนจนต้องประสบกับสภาวะการไร้ที่อยู่อาศัย  ครอบครัว และชุมชนต้องล่มสลาย ไม่มีกลไก มาตรการ หรือนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา  และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศ และในท้องถิ่นของตนเอง          
          ในฐานะที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามกับองค์การสหประชาชาติ  เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 ผู้นำประเทศกว่า 193 ชาติได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ กรุงนิวยอร์ค เพื่อรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก 17 ประการ" (The Global Goals for Sustainable Development) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว จะกลายเป็นทิศทางการพัฒนาทั้งของไทยและของโลกต่อจากนี้     โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย       คือข้อที่ 1 ข้อที่ 10 และข้อที่ 11 ในเป้าหมายของ SDGs ซึ่งปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญที่รัฐบาลไทยต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง


          แต่จากสถานการณ์ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในปัจจุบัน  การไล่รื้อชุมชนยังคงเห็นกันอยู่เนืองๆ อย่างที่เห็นตัวอย่างการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ที่มีภาคประชาชนหลายส่วน นักวิชาการหลายแขนง ที่ยืนยันได้ว่าการพัฒนาพื้นที่โดยไม่ต้องไล่รื้อชาวบ้านนั้นสามารถทำได้  แต่หน่วยงานกรุงเทพมหานครยังคงยืนยันที่จะต้องรื้อชุมชนนี้ให้ได้โดยอ้างหลักกฎหมายเป็นความชอบธรรมในการไล่รื้อครั้งนี้
          เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่ครองที่ดินไว้เยอะแต่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาด้านสังคมนั้น  และยังคงหวงแหนที่ดินเป็นอย่างมาก  แต่การใช้เชิงพาณิชย์ของทางด้านเอกชน


ภาพการเข้ารื้อชุมชนป้อมมหากาฬ 3 กันยายน 2559

          วันที่อยู่อาศัยโลกในปีนี้  เครือข่ายสลัม 4 ภาค และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะร่วมกันเดินขบวนรณรงค์  เพื่อติดตามข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไว้ต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ดังนี้
1.      ด้านที่อยู่อาศัย
1.1      โครงการของรัฐที่สนับสนุนการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัย  รัฐบาลต้องมีนโยบายให้การประปา และการไฟฟ้า ดำเนินการต่อขยายระบบประปา และไฟฟ้า เพื่อให้บริการในพื้นที่โครงการ  โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคนจน
1.2      โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบในด้านที่อยู่อาศัยต่อชุมชน  รัฐบาลต้องบวกงบประมาณในการดำเนินการในส่วนนี้ เป็นต้นทุนของโครงการด้วย  เช่น โครงการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนที่ได้รับผลกระทบ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี ให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาดังกล่าว
2.      การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง
2.1 รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการออกกฎหมายบำนาญแห่งชาติ เพื่อ ให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐาน ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบาก 
2.2 รัฐบาลต้องสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ โดยไม่เก็บค่ารักษาพยาบาลปลายทาง   และต้องพัฒนาระบบสุขภาพทุกระบบให้มีคุณภาพ เท่าเทียมกัน
2.3 ระบบหลักประกันสุขภาพ ต้องให้สิทธิการรักษาพยาบาลครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้  โดยให้มีการจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลสำหรับผู้เข้าไม่ถึงสิทธิ์ 
3.      การแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย และทำกิน
3.1 ต้องจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) และเดินหน้าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินตามนโยบายโฉนดชุมชน  โดยการส่งมอบพื้นที่นำร่องสำหรับชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนพิจารณาของ ปจช. และเร่งผลักดันร่างพรบ.สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากร
3.2 ต้องดำเนินการคุ้มครองพื้นที่พิพาทที่มีคนจนอยู่อาศัย และทำกิน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา เพื่อคุ้มครองไม่ให้ถูกขับไล่ และดำเนินคดี 
3.3 ต้องเร่งจัดตั้งพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน  เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกิน และอยู่อาศัย
          เนื่องในโอกาสวาระวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี 2559 นี้  เครือข่ายสลัม 4 ภาค ในฐานะที่เป็นขบวนการของชาวสลัม และคนไร้บ้าน ในประเทศไทย ขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ ใช้ความพยายามมากกว่านี้ในการกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลไทย และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ  ดำเนินการพัฒนา  ที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคน


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน

คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

จากเหตุการณ์อุกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด   โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อน้ำท่วมขังเมืองหลวงหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โรงงานนิคมอุตสาหกรรม ต่างๆ เป็นเวลาหลายวัน  ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นในการดูแลการจัดระบบบริหารน้ำธรรมชาติ  สังคมส่งเสียงพร่ำบ่นถึงวิธีการแก้ปัญหาในครั้งนั้นที่ไม่ทันท่วงที  เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ภายหลังวิกฤตอุทกภัยผ่านพ้นไป  การสืบค้นต้นตอการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคประชาชนเอง ซึ่งทางสังคมได้ส่งเสียงเดียวกันว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นจาก “การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล”  แต่ก็หาได้ทำให้รัฐบาลรู้สึกตัวไม่  กลับมาโทษเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพมาจากที่ รัฐมี “เขื่อน” ไม่เพียงพอ  เป็นเหตุอ้างที่จะก่อสร้างเขื่อนขึ้นมากั้นแนวทางน้ำไหลผ่านขึ้นมาอีก  รวมทั้งสาเหตุน้ำท่วมกรุงปี 2554 ชาวชุมชนริมคูคลอง กลับกลายเป็นจำเลยทางสังคม  ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก หากจะเทียบกับการวางแผนที่ผิดพลาดของการไหลผ่านเมืองของน้ำหลากจำนวนมาก  เพราะเกิดความกลัวที่น้ำจะท่วมเขตเศรษฐกิจสำคัญ  จึงเกิดปรากฏการณ์ไข่ดาว เป็นวงขึ้นมา ย่านสำคัญๆมีระบบป้องกันน้ำที่เข้มแข็ง โดยไม่คำนึงถึงว่าน้ำที่เปลี่ยนทิศทางไปนั้นจะไปท่วมแหล่งย่านอื่นอย่างไร  หรือจะยาวนานไปเพียงใด  จึงเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง และระยะเวลายาวนาน เพราะย่านสำคัญๆส่วนใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับทางออกของน้ำที่จะไหลลงสู่ทะเล (เช่น สีลม , สาทร , คลองเตย เป็นต้น) กรุงเทพมหานคร และรัฐบาลคิดเพียงแค่ให้น้ำผ่านย่านเศรษฐกิจนี้ไปเท่าที่สมควรผ่านได้โดยไม่ท่วม เท่ากับกลายเป็นการระบายน้ำที่จะผ่านย่านนี้จะระบายมากกว่าปกติไม่ได้  สุดท้ายภาพที่ออกมาการระบายน้ำอย่างล่าช้าของกรุงเทพมหานคร กับรัฐบาล กลับกลายให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองเป็นจำเลยทางสังคมอันดับหนึ่ง
นโยบายการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองที่ประกาศเดินหน้าเต็มตัวโดยรัฐบาล ซึ่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ที่มีนายกรัฐมนตรีคอยบัญชาการในเชิงภาพรวม และตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมา 3 ชุด เพื่อลงปฏิบัติการใน 3 ลักษณะงาน คือด้านการประชาสัมพันธ์เป็นหน้าที่ของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในการชี้แจงการดำเนินโครงการ ด้านการหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่เป็นหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการหาที่อยู่ใหม่สำหรับประชาชนที่ต้องรื้อบ้าน โดยมีโครงการต่างๆไว้รอรับ ไม่ว่าจะเป็น บ้านรัฐเอื้อราษฏร์ บ้านมั่นคง บ้านประชารัฐ ฯลฯ และด้านการรื้อย้ายชุมชนเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ในการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำแนวคลอง  เพื่อปฏิบัติการเร่งด่วนใน 2 คลองหลักนำร่อง คือคลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร พร้อมทั้งออกเป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือภาษาบ้านๆก็คือ “ค่ารื้อย้าย” ชุมชนดีๆนั้นเอง
นั้นคือภาพใหญ่ที่ทางรัฐบาลได้วางไว้  แต่เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรื้อย้ายที่อยู่อาศัยประชาชนคือกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มอบหมายให้ กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานปฏิบัติ เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่และมีอำนาจกฎหมายท้องถิ่นต่างๆที่สามารถขยับขับเคลื่อนการรื้อย้ายชุมชนได้  กลับไม่ได้ดำเนินการเพียงแค่ 2 คลองหลักดังกล่าวแต่กลับถือโอกาสนี้ในการขับไล่ชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะทั้งหมด  โดยอ้างนโยบายข้างต้น  พร้อมทั้งขอกำลังทหารในการลงพื้นที่ให้ดูน่าเกรงขาม หรือบางโอกาสยังสามารถไว้ใช้ข่มขู่ชุมชนบางแห่งที่แข็งข้อ แข็งขืน ที่ไม่ยินยอมย้ายออก  และนี่คือปฐมบทของการเปิดฉากยืนคนละฝั่งกับประชาชนของกรุงเทพมหานคร
  



ภาพเจ้าหน้าที่ทหารมาเร่งรัดให้ชาวบ้านรื้อย้ายบ้านออกไปจากบริเวณที่ตั้งชุมชน

นับมาตั้งแต่สมัยยุค ดร.พิจิตร รัตกุล เป็นผู้ว่าฯกทม. ที่เคยมีแนวโน้มจะไล่รื้อชุมชนริมคูคลองทั่ว กทม. แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับกับแนวทางเลือกใหม่ของภาคประชาชน ทีกล่าวไว้ว่า “คนกับคลองต้องอยู่ร่วมกันได้” โดยการบูรณาการพัฒนาบริเวณที่ตั้งของชุมชนริมคูคลองให้เกิดความร่วมมือกันในการรักษาคูคลองโดยชุมชน  ดูแลความสะอาด  ทำให้น้ำไม่ติดขัดการไหลผ่านระบาย  บางพื้นที่อาจจะต้องรื้อบ้านในส่วนที่ยื่นลงคลองแล้วมาสร้างริมคลองบนบกแทน  ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือกับทางชุมชนเป็นอย่างดี 
แต่ถ้าหากนับเวลาเพียงช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารรัฐบาลประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กรุงเทหมหานคร  ได้ลงพื้นที่เพื่อปิดหมายขับไล่ชุมชนต่างๆหลายชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ 2 คลองหลัก ที่ทางรัฐบาลประกาศไว้ เช่น ชุมชนหลังหมูบ้านบดินทรรักษา เขตบางเขน  และชุมชนริมคลองเป้ง เขตวัฒนา ที่เตรียมดำเนินคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ได้เอาหนังสือแจ้งเตรียมดำเนินการไปแปะไว้ที่บ้านทุกหลังคาเรือนของชาวชุมชน สร้างความหวั่นเกรงที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน  แต่ยังมีชุมชนที่หนักหนากว่าคือชุมชนริมคลองลำกะโหลก และชุมชนริมบึงแบนตาโพน เขตคลองสามวา ที่ทางสำนักงานเขต ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ใช้ “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502” ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สามารถรื้อถอนบ้านเรือนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลไต่สวนแต่อย่างใด  เท่านั้นยังไม่พอ  ยังสามารถเรียกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อบ้านเรือนกับทางเจ้าของบ้านได้ด้วย หากไม่มีเงินในการชำระ  สามารถยึดทรัพย์สินแทนได้ ส่วนใหญ่หากมีการใช้ประกาศดังกล่าวจะให้เวลาชุมชนในการเตรียมการรื้อย้ายในระยะเวลาราว 30 – 45 วัน เท่านั้น  ทั้งๆที่กรุงเทพมหานครมีกฎหมายในมือมากมายที่จะสามารถเอาผิดกับผู้อยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อหาการบุกรุกที่ดิน หรือ การทำผิด พรบ.ควบคุมอาคาร ซึ้งล้วนแล้วแต่เป็นโทษทางอาญาทั้งนั้น  แต่ที่ต่างกันคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการแก้ต่างได้ถึง 3 ศาล เจรจาผ่อนปรนในด้านระยะเวลากันได้

 
ชุมชนคลองเสือน้อย ถูกหมายสั่งไล่รื้อโดยใช้ ปว.44 ในการขับไล่

และการดำเนินการเช่นนี้ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย เหล่านี้ จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นจากหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยความที่สถานการณ์เตรียมไล่รื้อชุมชนใน 2 คลองหลักนำร่องนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทางกรุงเทพมหานครนำมาอ้างต่อชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อย ต่างๆ ว่าเป็นนโยบายจากทางรัฐบาล  ส่วนการช่วยเหลือว่าถ้าถูกรื้อย้ายแล้วจะมีค่าชดเชย เยียวยา หาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนนั้น กรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลรักษาคลองแบบบูรณาการ ที่ประหยัดทั้งงบประมาณ  และบุคลากรในการช่วยดูแลรักษาความสะอาดคลองแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  โดยให้ทางชุมชนมีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวไปได้เลย  สามารถแก้ปัญหาขยะอุดตัน น้ำเสียที่ไหลลงคลอง
ประกอบกับอาศัยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่เป็นหลังพิงให้กับเจ้าหน้าที่   และล่าสุดที่นำป้ายประกาศเตรียมรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร พร้อมแถลงข่าวกับการเอาจริงเอาจังในการรื้อย้ายครั้งนี้  เพื่อจะเบียดขับคนจนออกไปให้พ้นเมือง แล้วสร้างสวนสาธารณะให้คนกลุ่มใดมาใช้ประโยชน์ก็ยังไม่แน่ชัด เพราะเนื่องจากเห็นสวนสาธารณะขนาดกลาง และขนาดเล็กหลายแห่ง เป็นสวนร้างไปก็หลายจุด  ซึ่งกับกรณีนี้เองก็เช่นกัน  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ที่พร้อมให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง จัดเวรยามดูแลรักษา  จัดระเบียบการดูแลสวน ให้เป็นอย่างดี โดยไม่ได้เรียกร้องค่าใช้จ่าย ค่าตอบแทนใดๆ กับทางกรุงเทพมหานคร อีกทั้งบ้านเรือน  ชุมชน  โบราณสถานเก่าแก่ ที่พร้อมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางเมืองอย่างมีชีวิต และความเป็นอยู่ของอย่างแท้จริง
นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน  ที่มีแนวความคิดเบียดขับคนจนให้พ้นออกจากเมืองหลวง  ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา เมืองหลวงล้วนแล้วใช้แรงงานกลุ่มคนเหล่านี้ในการสร้างเมืองขึ้นมา  เป็นแรงงานนอกระบบราคาถูก งานต่างๆที่ชนชั้นกลางไม่อยากจะทำกัน เช่น กวาดขยะ , เก็บขยะ , ขับรถเมล์ เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นสายเลือดในการหล่อเลี้ยงชนชั้นกลางระดับในการขายอาหารเลิศรส แต่ราคาต่ำ หาบเร่ ขายอาหารต่างๆ  ซึ่งเป็นราคาที่ทุกชนชั้นสามารถจ่ายกันไหว นี้คือบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในการอยู่ร่วมกันในสังคมเมือง  ที่ต้องสดรับกันอยู่ได้ทุกชนชั้น   แต่สิ่งที่กรุงเทพมหานครกระทำอยู่นั้นกลับสวนทางข้อเท็จจริง พยายามกีดกันคนจนไม่ให้สามารถอยู่ในเมืองได้  ด้วยมาตรการที่เข้มงวด  และส่อแววที่จะรุนแรง โดยการขอกำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกครั้งในการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามีกองกำลังใดบ้างที่จะเข้ามารื้อถอนทำลายบ้านเรือนพวกเขา  อีกทั้งเป็นการกระทำที่คิดจะรื้อไล่อย่างเดียว  แต่ไม่มีมาตรการรองรับกับประชาชนที่ถูกรื้อไล่แต่อย่างใด
คำถามเดียวที่จะถามดังๆไปยังกรุงเทพมหานคร และรัฐบาล ว่า “หากไล่รื้อชุมชนริมคูคลองออกไปทั่วกรุงเทพมหานครแล้วยังเกิดน้ำท่วมอยู่อีก  ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวชุมชน” กรุงเทพมหานคร ควรจะทบทวนระเบียบกฎหมายต่างๆที่ออกมายาวนานแต่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันอย่างประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ปีพ.ศ. 2502 ควรจะทำการยกเลิกทิ้งไป เพราะเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  กีดกั้นประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม  และควรมีแนวคิดการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันในทุกชนชั้น  สร้างความร่วมมือในทุกกลุ่ม แทนที่การเบียดขับกลุ่มชนชั้นล่างให้ออกไป  นี่คือสิ่งท้าทายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารแทนคนเดิม  ว่าจะมีทัศนคติต่อคนจนอย่างไร  หรือจะเดินซ้ำรอยคนเดิม  นโยบายเหล่านี้เองที่ชนชั้นล่างจะขอกำหนดเองว่าจะ “เลือก” ใครเข้ามาเป็นผู้บริหารเมือง !!!


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน สังคมแห่งการเกื้อกูล

บวร : บ้าน , วัด , โรงเรียน
สังคมแห่งการเกื้อกูล

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทางสุภาษิตนี้ เรามักจะเห็นกันเมื่อไปวัดวาอารามต่างๆ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าบ้านและวัดขาดกันไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่เข้ามามีบทบาทในสองหน่วยหลักทางสังคมเพิ่มอีกหนึ่ง  คำว่า “บวร” จึงไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมไทยที่แปลว่า ประเสริฐ , ล้ำเลิศ เท่านั้น แต่มันมีที่มาจาก
บ คือ บ้าน  บ้านที่มีชาวบ้าน มีคนอาศัยอยู่ผู้ที่จะสืบสานวัฒนธรรม ศาสนา และซึมซับคำสอนจากพระสงฆ์  เป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนให้พระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนยาวนานอย่างถึงแก่นแท้
ว คือ วัด  วัดที่มีพระสงฆ์ ผู้ที่อาสาจะละกิเลศทางโลกมาศึกษาพระธรรม เพื่อเผยแผ่หลักพุทธศาสนาให้ชาวบ้านได้เข้าใจถึงการดำรงชีวิตอย่างสงบ เป็นสุข
ร คือ โรงเรียน เดิมที่แหล่งที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้นั้นคือวัด ต่อมาได้แยกออกมาเป็นโรงเรียนที่เป็นสถานให้การศึกษาโดยตรงต่อทุกเพศ ทุกวัย  ซึ่งปัจจุบันยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งที่ยังมีชื่อวัดเป็นชื่อโรงเรียนอยู่
ฉะนั้นคำว่า “บวร” จึงไม่ใช่เพียงคำประกอบที่ใช้เรียกสถานที่ต่างๆเท่านั้นมันมีที่มาถึงสังคมที่เกื้อกูล  ส่งเสริม ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในวงเวียนสังคมนั้นๆ  ความเจริญที่แท้จริงของสังคมที่จะมีความสุขจึงจะสมบูรณ์แบบ
หากแต่ย้อมมามองสังคมปัจจุบันคำว่า “บวร” กลับกลายเป็นคำยกยอสรรเสริญสถานที่แห่งเดียวนั้นคือ วัด  และความเป็นวัดเองก็เป็นพุทธพาณิชย์ เน้นทางธุรกิจจะเห็นได้จากที่ว่างต่างๆในที่ดินวัดหลายแห่งถูกนำมาจัดสรรเป็นลานจอดรถบ้าง  ตลาดนัดบ้าง  หรือแม้แต่บางแห่งอาจจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยกันเลยทีเดียว
เมื่อปี 2550 หากยังพอจะจำกันได้ “ชุมชนหวั่งหลี” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดินของวัดยานนาวา อยู่คู่กันมาอย่างยาวนานถูกทางวัดฟ้องขับไล่ไม่เหลือสักหลัง  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อาคารโบราณทรงเรือสำเภาได้ถูกทุบทิ้งทำลายไปจากเหตุผลที่อ้างว่าต้องการใช้พื้นที่เพื่อการทางพุทธศาสนา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นตึกโรงแรมหรู 32 ชั้น กับสัญญาเช่าที่ดินกับทางวัดระยะยาว 30 ปี  ส่วนชุมชนเก่าแก่ ผู้อาศัยต้องกระจัดกระจายกันไปหาที่อยู่อาศัยตามมีตามเกิด  นั้นไม่ใช่เพียงแต่วัดที่ไล่ชาวบ้านอย่างไม่แยแสความเป็นอยู่ชาวบ้านกลุ่มนั้น  แต่เป็นการทำลายอาคารโบราณทรงเรือสำเภาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 3 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาและประวัติการเจริญสัมพันธไมตรีของการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ
ช่วงปี 2550 ปีเดียวกันนั้นก็มีชาวบ้านแขวงขุมทองและแขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ประมาณ 500 กว่าคน ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดอนงคารามวรวิหาร เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ซึ่งได้อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 40 ปี มาแล้ว  ต่อมาทางวัดได้มอบอำนาจให้ ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป และยังให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก3,000 บาท บางหลังก็ 5,000 บาท โดยอ้างว่าพวกชาวบ้านที่มาอยู่อาศัยในที่ดินของวัดสร้างความเสียหายให้กับที่ดินของวัดแล้วยังเรียกค่าโนติสอีกฉบับละ 1,000 บาท  นอกจากนี้ หากใครจะอยู่ต่อต้องลงทะเบียนเป็นผู้เช่าตามแบบฟอร์มที่ทางวัดกำหนด ถ้าใครจะลงทะเบียนต้องเสียค่ากระดาษ 1,000 บาท และต้องเสียค่าเช่าเพิ่มจากเดิมตารางวาละ 6 บาทต่อเดือน ซึ่งปกติชาวบ้านจะเสียค่าเช่าให้กับทางวัดปีละ 570 ต่อหลังต่อปี แต่เงื่อนไขใหม่ที่ทางวัดเสนอมา จะต้องเสียค่าเช่าปีละ 28,800 บาท ซึ่งชาวบ้านไม่มีปัญญาชำระเนื่องจากเป็นคนยากจน  ซึ่งเป็นการบีบบังคับให้ออกไปทางอ้อม
ช่วงปลายปี 2557 กลุ่มชาวชุมชนวัดไผ่ล้อมที่อาศัยอยู่หน้าวัดไผ่ล้อมกว่า 76 หลังคาเรือน ต.พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ทางวัดต้องการเวนคืนที่ดินที่ชาวบ้านเช่าอยู่ในปัจจุบันคืน   ชาวชุมชนทราบมาว่าจะสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ และให้ชาวบ้านซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่ในราคาคูหาละประมาณ 3.5 ล้านบาท ขณะที่ค่าเวนคืนก็ให้แค่หลังละ 20,000 บาท หากชาวบ้านต้องการอาศัยอยู่ต่อจะต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อสิทธิเข้าอยู่ใหม่  ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านปูนชั้นเดียวเลขที่ 999 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่คนพิการรายหนึ่งไว้เป็นที่พักอยู่ด้วย
ต้นปี 2558 ชาวบ้านชุมชนชัยพฤกษมาลากว่า 200 คน รวมตัวประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร ย่านตลิ่งชัน เหตุปิดประตูเข้าออกด้านหลังวัดจนชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวยไม่สามารถข้ามมาได้   เกิดเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระปริยัติวโรปการ เจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร กับชาวบ้านในชุมชน และบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากชาวบ้านไม่พอใจที่พระปริยัติวโรปการ สั่งปิดประตูเข้าออกบริเวณด้านหลังวัด ทำให้ชาวบ้านในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน   โดยเฉพาะชาวบ้านฝั่งตลิ่งชันและบางกรวย ที่ไม่สามารถข้ามมาอีกฝั่งได้ แต่หากชาวบ้านต้องการข้ามฝั่งก็ต้องเสียค่าที่และค่ากุญแจกับทางวัดเป็นจำนวนเงิน 400 บาทต่อเดือน  และเจ้าอาวาสเริ่มไม่ต่อสัญญากับชาวชุมชนเพื่อเตรียมจะขับไล่ต่อไป

                        
                         ชาวชุมชนวัดชัยพฤกษมาลาขับไล่เจ้าอาวาส

เมื่อไม่นานมานี่เอง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ชุมชนวัดกัลยาณ์ ถูกวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร นำเจ้าหน้าที่บังคับคดีหลังจากที่ฟ้องขับไล่ชาวชุมชนจำนวน 54 หลังตาเรือน จากจำนวนชุมชนทั้งหมด 230 หลังคาเรือน  เหตุผลอ้างเช่นเคยว่าจะทำเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้พุทธประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้   แต่การกระทำของเจ้าอาวาสแห่งนี้กลับทำตรงข้ามคือ  ได้มีการทุบทำลายโบราณสถาน หลายอย่างไปทั้งที่สิ่งเหล่านั้นได้ขึ้นทะเบียนกับทางกรมศิลปากรไว้แล้ว   ยังไม่รวมถึงการส่งคนมาพูดจาข่มขู่  คุกคาม กันถึงหน้าบ้าน  หากไม่ย้ายออกไปอาจจะได้รับอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สิน   ซึ่งก็เป็นจริงประธานชุมชนถูกคนมาถีบมอเตอร์ไซค์ล้มที่หน้าชุมชน  และมีการทุบทำลายท่อประปา  ตัดสายไฟฟ้า  พังทางเท้า  บีบคั้นทางอ้อมไม่ให้ชาวชุมชนส่วนที่เหลือไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข


สภาพชุมชนวัดกัลป์ยาณ์ถูกขับไล่ไปบางส่วน

และอีกกรณีชุมชนวัดใต้  ตั้งอยู่ย่านเศรษฐกิจอ่อนนุช กว่า 60 หลังคาเรือน   กำลังถูกเจ้าอาวาสวัดใต้ฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่  โดยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันคือจะนำพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา  ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยที่ศาล
เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นมาหากทางวัดเองมีจิตใจเมตตา กรุณา คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานของชุมชนกับวัด  ปรากฏการณ์เหล่านี้มีความคล้าย ความเหมือนกันแม้จะต่างวัดสถานที่กันก็ตามคือ
1.      ชุมชนที่ถูกขับไล่เป็นชุมชนที่เช่าที่ดินวัดอย่างถูกต้อง  และอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานคู่กับวัด
2.      การเข้าพบที่จะขอพูดคุยกับทางเจ้าอาวาสแต่ละวัดนั้นไม่สามารถที่จะทำได้  จะได้เพียงแต่เจรจาผ่านทนายเท่านั้น เว้นแต่ทางวัดใต้ ที่มีเจ้าอาวาสมาเจรจาด้วย กับท่าทางหันข้างในการพูดคุยกับชาวบ้าน
3.      เหตุผลที่อ้างในการขับไล่มักจะอ้างเรื่องการใช้ที่ดินเพื่อเป็นประโยชน์ทางพุทธศาสนา  แต่สุดท้ายหลายกรณีมักเป็นการใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์แทน
4.      การขับไล่ชุมชนไม่เพียงแต่ทำให้ชุมชนเก่าแก่ต้องหายไป แต่จะมีสิ่งโบราณสถานที่สำคัญๆได้เสียหายไปพร้อมด้วย

หากการบริหารที่ดินที่ได้จากการบริจาคด้วยความศรัทธาทางศาสนาแล้วต้องมากระทบกับชาวชุมชนที่อาศัยอยู่  เราคงต้องกลับมาหันมองดูว่าที่ดินเหล่านี้สมควรจะบริหารโดยเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียวหรือไม่  การปฏิรูปที่ดินวัดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในประเทศที่มีประชากรนับถือพุทธศาสนากันเป็นส่วนใหญ่  ยังคงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ...

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

วันที่อยู่อาศัยโลก ในสถานการณ์ไล่รื้อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

คมสันติ์ จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ยิ่งใกล้วันที่อยู่อาศัยโลกเข้าไปทุกที สถานการณ์การไล่รื้อชุมชนยังคงมีอย่างเข้มข้นทุกวัน  ไม่ว่าจะโดนไล่รื้อจากนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลเอง  หรือว่าการไล่รื้อจากการลงทุนพัฒนาที่ดินของเอกชนเอง ยังคงประสบกันไม่ว่างเว้น
หากจะดูเพียงในช่วงเดือนกันยายนที่กำลังจะผ่านไปแค่ช่วงเดือนเดียว เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ทราบข่าวชาวบ้านต้องถูกรื้อย้ายกระจัดกระจายกันไปอย่างที่ไม่มีจุดหมาย ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนหลังบิ๊กซี สุขสวัสดิ์ 39 ราว 50 หลังคาเรือน หลังจากแจ้งขอความช่วยเหลือมาไกล่เกลี่ยกับทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ไม่ถึง 3 อาทิตย์ ชุมชนนี้ก็ได้หายไปแล้วเพราะทนแรงกดดัน ขมขู่จะดำเนินคดีไม่ไหว จำต้องย้ายหนีออกเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้โดนดำเนินคดี  ทั้งๆที่ขั้นตอนทางกฎหมายยังคงยืดระยะออกไปได้นาน  แต่ด้วยความไม่รู้ทางกฎหมายของชาวบ้านเอง ทำให้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่มักจะใช้ข้ออ้างนี้ในการขู่ชาวบ้านให้เกรงกลัวแล้วรีบย้ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเพิ่มสิน ซอย 13 เขตสายไหม จำนวน 20 กว่าหลังคาเรือน , ชุมชนหลังหมู่บ้านเปรมฤทัย เขตประเวศ จำนวน 65 หลังคาเรือน , ชุมชนโรงถ่าน เขตจอมทอง จำนวนราว 30 หลังคาเรือน ล้วนแล้วแต่ต้องถูกไล่รื้อไปในเพียงเดือน ก.ย. 58 นี้


สภาพชาวบ้านและสภาพบ้าน ชุมชนเพิ่มสิน 13 ซึ่งปัจจุบันรื้อย้ายไปหมดแล้ว

คำถามต่อไล่แล้วชาวบ้านเหล่านั้นจะไปอยู่ไหน   ส่วนใหญ่แล้วก็จะหาห้องเช่าราคาถูกที่มีความแออัดมาเช่าอยู่ใกล้ๆบริเวณเดิม   บางครอบครัวที่ไม่มีเงินพอที่จะเช่าก็หาบุกรุกที่ดินว่างเปล่าในที่ใกล้เคียงชุมชนเดิมนั้นละเป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่   ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ต้องมานับวันรอถูกไล่หาที่อยู่ใหม่วนเวียนไปมาอย่างไม่จบสิ้นอยู่ดี 
แหละนี่คือโจทย์ใหญ่ที่สังคมโลกได้ตระหนักแล้วว่า “ที่อยู่อาศัย” ที่เป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยสี่ที่มนุษย์จะขาดไม่ได้กำลังเป็นปัญหาต่อสังคมโลก   จึงเป็นที่มาการประกาศเป็นวันที่อยู่อาศัยโลกขึ้นมา  โดยให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่ให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย  ให้รัฐบาลแต่ละประเทศได้ใส่ใจการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง
กลับมาดูประเทศไทยอีกครั้ง   อย่างที่ได้เกริ่นสถานการณ์โดยรวมช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมานั้นคือชุมชนที่ถูกรื้อย้ายไปแล้ว  แต่ชุมชนที่กำลังจะถูกรื้อย้ายละ  ยังคงมีอีกจำนวนมาก   จากการสำรวจร่วมกับทางการเคหะแห่งชาติจะพบว่า ชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์จะต้องถูกรื้อย้ายที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีจำนวนมากถึงกว่า 60 ชุมชน และที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่ล่าสุดที่กำลังมีข้อพิพาทกันเริ่มจะเข้าบรรยากาศที่จะรุนแรงกันในพื้นที่นั้นคือ “ชุมชนโรงช้าง”
ชุมชนโรงช้าง เป็นชุมชนขนาดกลางๆ มีประชากรราว 80 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในเขตบางกะปิ ซอยรามคำแหง 60 แยก 3 อยู่ในที่ดินที่ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่แท้จริง   กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกกลุ่มแรกราว 20 ปีผ่านมาแล้วเล่าว่าที่บริเวณชุมชนเดิมเป็นป่ารกร้าง  แล้วทางกรุงเทพมหานครได้เข้ามาจัดทำเป็นที่เลี้ยงแพะ ทำคอกไว้สำหรับช้าง  มีการวางกองหิน กองดิน จากทางสำนักงานเขตบางกะปิ บางหลังก็มาปลูกอยู่จากคำชวนของพนักงานสำนักงานเขตเองว่าให้มาอยู่ช่วยเฝ้าดูแลของหลวงให้หน่อย แล้วก็เริ่มมีการชักชวนญาติ พี่น้อง คนรู้จัก เข้ามาอยู่กันจนกลายเป็นชุมชนในที่สุด
สถานการณ์ปัจจุบันมีกลุ่มคนได้เข้ามาอ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินที่ชุมชนตั้งอยู่  ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ติดกับชุมชนโรงช้างนั้น  มาแจ้งให้ชาวบ้านรีบย้ายออกจากพื้นที่โดยเร็วหากไม่เช่นนั้นจะทำการดำเนินคดีฟ้องศาล จับกุม  เป็นคำกล่าวสร้างความเกรงกลัวให้กับชาวบ้านซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง ชาวบ้านบางส่วนได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นค่ารื้อย้ายแล้วไปหาที่อยู่ใหม่เพราะเกรงจะโดนดำเนินคดี   ส่วนกลุ่มที่ไม่มีที่ไปซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ปักหลักจะขอสู้เพื่อบ้านของตัวเอง   เพราะความที่เข้ามาอยู่ในครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นที่หลวงไม่ใช่ที่เอกชน  มีการดำเนินการเรื่องต่างๆโดยหน่วยงานราชการ  จึงปักใจเชื่อว่าที่ตั้งชุมชนส่วนหนึ่งนั้นเป็นที่ของทางราชการ   ดังนั้นความต้องการของชาวบ้านเองต้องการที่จะตรวจสอบขอบเขตที่ดินให้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงที่ชุมชนตั้งอยู่เจ้าของที่แท้จริงเป็นใครกันแน่ โดยจะต้องมีหน่วยงานที่เป็นกลางเข้าร่วมการตรวจสอบด้วย   ทางผู้อ้างว่าเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินไม่ได้คิดที่จะเจรจากับชาวบ้านแต่อย่างไร  กลับนำรถแม็คโครเข้ามาไถ บริเวณชุมชนสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟฟ้าขาด ท่อน้ำประปาแตก ต้นไม้ที่ชาวบ้านสู้อุตส่าห์ปลูกไว้ก็ถูกไถกลบไปหมด   ครั้นชาวบ้านไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก กลับได้คำกล่าวอย่างไม่เหมาะสมเชิงว่าอยากไปอยู่ที่ของเขาทำไมกันละ แล้วเมื่อไหร่จะออกจากที่เขาไปละ เฉไฉกว่าจะลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานได้



 ผู้แทนเจ้าของที่ดินนำรถแม็คโครลงมาไถพื้นที่ส่งผลกระทบเกิดความเสียหายต่อชุมชนโรงช้างบางส่วน

แล้วในวันที่ 18 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ที่อ้างเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดิน ที่มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรถแม็คโคร ซึ่งขณะลงไปนั้นแม็คโครยังคงทำงานต่อเนื่อง  ทรัพย์สินชาวบ้านบางส่วนเสียหาย ทางเราพยายามขอดูเอกสารการแสดงตนเป็นผู้แทนเจ้าของที่ดินแต่กลับอ้างว่าไม่มีมา พร้อมกลับบอกปฏิเสธไปว่ารถแม็คโครที่กำลังดำเนินการไม่ใช่ตนว่าจ้างมา  ทำให้คนงานพอรู้ว่ามีการกล่าวเช่นนั้นจึงหยุดการดำเนินการแล้วนำรถแม็คโครออกจากพื้นที่ชุมชนไป
วิธีการแบบนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่  แต่เคยมีคนเคยใช้จนเป็นข่าวโด่งดังทั่วไทยมาแล้วคือกรณีรื้อบาร์เบียร์ ย่านสุขุมวิท  ซึ้งใช้หลักการเดียวกันคือรื้อให้จบแล้วให้ผู้เสียหายตามฟ้องร้องเอาทีหลัง  เป็นการใช้อำนาจเถื่อนถือว่ามีเงินพอในการจ่ายค่าเสียหาย  แต่ไม่อยากเสียเวลาในการเจรจาพูดคุย  หากทำสำเร็จผู้ที่เดือดร้อนจะเป็นชาวบ้านทันที เพราะไหนจะต้องเดินทางไปแจ้งความ ขึ้นศาล ในขณะที่บ้านโดนรื้อทำลายไปแล้ว ไม่มีที่อยู่อาศัยกลับต้องมาเดินเรื่องเพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายซึ่งไม่รู้จะได้เท่าไหร่


กลุ่มคนที่อ้างเป็นเจ้าของที่ดินลงชุมชนโรงช้างแจ้งให้ย้าย แต่ไม่มีเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของ


นี่คือสถานการณ์การไล่รื้อชุมชนที่มีอยู่เกือบทุกวัน  แต่ไม่เคยที่จะเป็นข่าวทางสื่อด้านใดๆ แต่ทุกข์ชาวบ้านที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัยนั้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งไม่มีหน่วยงานใดที่จะเข้ามาช่วยเหลือกับกรณีเช่นนี้เลย นี่จึงเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ว่า ต้องมีหน่วยงานในการดูแลชุมชนที่อยู่ในสถานการณ์ถูกไล่รื้อเร่งด่วน โดยเบื้องต้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าควรมีคณะกรรมการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินและชาวบ้านขึ้นมา  โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการไกล่เกลี่ย

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...