วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แถลงการณ์ 4 ปี คสช. การบริหารประเทศที่สอบตก

แถลงการณ์ 4 ปี คสช.
การบริหารประเทศที่สอบตก

นับจากที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร  และประกาศเป็นรัฐาธิปัตย์ มาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จากการปฏิบัติการครั้งนั้น  โดยมีข้ออ้างถึงความจำเป็นในการทำรัฐประหารไว้คือจะเข้ามาสลายขั้วสีทางการเมืองต่างๆ ปฏิรูปประเทศในหลายด้านก่อนจัดการเลือกตั้ง เช่น ปฏิรูประบบตำรวจ , ปฏิรูปพลังงาน หรือ ปฎิรูประบบการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม อีกทั้งยังประกาศกำจัด  ถอนรากถอนโคน การทุจริต คอรัปชั่น ในวงการข้าราชการ การเมือง ให้หมดสิ้นไป  และที่สำคัญอีกหนึ่งคำมั่นของ คสช. คือการเข้ามาเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรมทางสังคม  ให้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของ คสช. โดยจะใช้เวลาไม่นานนัก
แต่นับเวลาล่วงเลยผ่านมา 4 ปี ปรากฎการณ์กลับไม่เป็นดั่งคำมั่นของ คสช. กลับกลายเป็นตรงกันข้าม  เกิดการไล่ล่า จับกุม คุมขัง ฝ่ายที่มีความคิดต่างกับ คสช. หรือแม้แต่เรื่องประกาศเกรี้ยวปราบโกง  สุดท้ายภาพที่เห็นออกมาต่อสังคมคือมีการโกง ทุจริตกันในทุกระดับชั้น  และน่าเศร้าใจหนักลงไปอีกคือการทุจริตเงินสงเคราะห์ของกลุ่มคนยากไร้ ไม่ว่าจะเป็นการโกงเงินคนป่วย โกงเงินเด็กยากจนที่จะต้องไปเรียนหนังสือ   ส่วนในด้านการปฏิรูปต่างๆยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
เครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าการเข้ามาบริหารของรัฐบาล คสช. ไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญใดๆได้  รวมทั้งยังปิดกั้นพื้นที่ในการแสดงออก แสดงความเห็น  ประชาชนไร้สิทธิ เสรีภาพ ในการเสนอทางการแก้ปัญหาสังคม   ถือเป็นการ สอบตก ในการบริหารประเทศในทุกๆด้าน
ในวาระครบรอบ 4 ปี การบริหารประเทศของกลุ่ม คสช. เครือข่ายสลัม 4 ภาค ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้
๑. ให้ดำเนินการปล่อยตัวนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ที่ดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหว ในเรื่องต่างๆที่ไม่มีความรุนแรง  ปราศจากอาวุธ ทุกคนในทันที  รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงออกความคิดเห็นด้านต่างๆอย่างอิสระ โดยการยกเลิกคำสั่งต่างๆ  ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๒. ให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว  และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก
๓. รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน  หยุดข่มขู่ คุกคามแกนนำชุมชนที่เคลื่อนไหวแก้ปัญหา
หากการปกครองในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยปกติ ในช่วงเวลานี้ประชาชนคงได้มีการเลือกตั้งเพื่อหาผู้แทนมาบริหารประเทศด้วยตนเอง  เครือข่ายสลัม 4 ภาค หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นประเทศไทยกลับไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยดังเดิมโดยเร็ว  และไม่เห็นด้วยกับทำรัฐประหารในการแก้ปัญหาประเทศ

เชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค
23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561




วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต



ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในช่วงที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ตั้งแต่วันที่ 2 12 พฤษภาคม 2561  ซึ่งมีกรณีปัญหาหลากหลายรูปแบบ การอยู่อาศัยของชาวบ้านก็หลากหลายแตกต่างกันทั้งเมือง และชนบท  แต่ประสบปัญหาที่เหมือนๆกันคือ ถูกหน่วยงานรัฐพยายามใช้คดี กฎหมาย บีบขับออกจากพื้นที่  ถูกทำลายทรัพย์สินเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นพืช สวน ไร่ นา หรือแม้แต่บ้านพักที่อยู่อาศัย เกิดปัญหากลุ่มคนไร้ที่ดินทำกิน ไร้บ้านที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

 
จากสถิติตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีประกรที่มีรายได้น้อยไม่มีที่อยู่อาศัยราว ๒.๓ ล้านครัวเรือน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนแม่บทด้านที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ที่จะระดมสรรพกำลังของแต่ละหน่วยงานในสังกัด เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , การเคหะแห่งชาติ ที่ดูแลโดยตรงในเรื่องที่อยู่อาศัยในด้านหาทุนในการสร้างบ้าน   แต่ถึงกระนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่มีเงินในการก่อสร้างตัวบ้าน  กลับเป็น ที่ดินที่เป็นปัญหาหลักสำคัญ ที่ไม่มีพอจะเหลือมาแบ่งปันกันเพื่อใช้ทำกิน และอยู่อาศัย เพราะที่ดินถูกค่านิยมให้กลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ขปส. เห็นปัญหาข้างต้นจึงพยายามเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหา และสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น นโยบายโฉนดชุมชน ที่หัวใจหลักอยู่ที่ชุมชน ร่วมกันจัดการทรัพยากรที่ดินด้วยกัน  สร้างการแบ่งปันทรัพยากรสำคัญที่มีอยู่จำกัดร่วมกัน  มิได้มุ่งหมายเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อนำไปเป็นฐานธุรกิจส่วนตัว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าว  เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามามีอำนาจบริหาร  ขปส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาจนระยะเวลาผ่านเลยมาเกือบจะครบรอบ 4 ปี  แต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาแม้แต่อย่างใด   ตรงกันข้ามสถานการณ์ของปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ   ชาวบ้านไม่สามารถเข้าบ้าน ไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในสวน ในนา ของตนเอง  ที่บุกเบิกแพ้วถางมา   บ้างถูกประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐในขณะที่อยู่อาศัยมาก่อน   บ้างถูกเอกชนได้สิทธิ์การใช้ที่ดินในขณะที่ชาวบ้านยังอยู่อาศัย และทำกินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน   แม้ว่าการชุมนุมติดตามของ ขปส. ในครั้งนี้อาจจะได้มติ บันทึก มาจากกระทรวง หน่วยงานต่างๆมา  ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไป  เนื่องจากเป็นการบันทึกถึงแนวทางการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี  ที่ยังไม่มีการสั่งการใดๆลงไปในพื้นที่  และไม่ใช่นโยบายที่จะสรรค์สร้างให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
จากการเคลื่อนไหวชุมนุมติดตามในแต่ละกระทรวง  พบเห็นท่าทีของฝ่ายบริหารระดับสูงที่เปลี่ยนไป  ดูคล้ายนักการเมืองช่วงใกล้การเลือกตั้งยิ่งนัก   หรือจะประจวบเหมาะกับที่ใกล้จะถึงเส้นชัยโรดแมพที่ทางนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในต้นปีหน้าจะเกิดการเลือกตั้ง  ประกอบกันสถานการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเริ่มขยับหาหลัก หาที่อยู่ กันแล้ว  บ้างอยู่บ้านเดิม  บ้างอยู่บ้านใหม่  แต่ที่แน่ๆจะไม่ว่าเก่า หรือใหม่  การแก้ปัญหาปากท้องยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา  อย่างที่ ขปส. ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมา 2 รัฐบาล และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ 3 นั้น
ตรงข้ามปฎิกิริยาของนายกรัฐมนตรีกับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับคนจนจากการให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของ ขปส. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดบุรีรัมย์ ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา   ในหลายประเด็นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงนายกรัฐมนตรีไม่ทราบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของ ขปส.  การกล่าวหาประชาชนรากหญ้าเรียกร้องเอาแต่ของฟรีนั้น  ต้องดูประเด็นถึงการก่อเกิดของปัญหาเหล่านั้นว่าที่มาที่ไปเป็นเช่นไร  หากคนอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าแล้วนั้น   นี่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องเรียกร้องเอาสิทธิคืนมิใช่หรือ   และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกังวลถึงจะมีประชาชนกลุ่มต่างๆมาเรียกร้องกันอีก  ถ้าหากสังคมไทยมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมและทั่วถึงในทุกชนชั้น
อยากจะขอชี้แจงการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่อาจจะทำให้นายกรัฐมนตรีได้ข้อมูลข้างเดียวคือเหล่าข้าราชการที่ส่งเรื่องไปรายงานอย่างไม่ครบถ้วนให้ได้เข้าใจ  หากเป็นทางพี่น้องคนจนชนบท  การขอใช้ที่ดิน สปก. ที่กลุ่มทุนหมดสัมปทานไปนานแต่ยังใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่ได้จ่ายอะไรให้กับรัฐเลย แล้วพี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ดินเข้าไปทำกินในที่ สปก. แล้วทวงที่ดินกลับมาให้เป็นของ สปก. ดังเดิม  ที่ต้องแลกด้วยชีวิต เลือด เนื้อ ของเขาเหล่านั้นคงไม่ใช่การเรียกร้องเอาฟรีๆอย่างที่นายกฯเข้าใจ
กลับมองในด้านทางคนจนเมืองข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีอยู่ข้อเรียกร้องหนึ่งว่า ให้รัฐอุดหนุนระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในโครงการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยของรัฐ นั้น จะขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้ว่า  การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองภายนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 80,000 บาทต่อหน่วย เท่ากับโครงการบ้านรัฐเอื้อราษฎร์ ที่ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.)  แต่การดำเนินงานต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ กคช. สามารถทำสัญญาว่าจ้างใช้งบทั้ง 80,000 บาทต่อหน่วยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ส่วน พอช. จะต้องนำเงิน 80,000 บาท มาจัดสรรออกเป็น 3 กอง ใหญ่ๆ คือ บริหารตัวโครงการบ้านมั่นคง , การพัฒนาขบวนชุมชน และสุดท้ายคือการก่อสร้างที่อยู่อาศัย จาก 80,000 บาทต่อหน่วยจะเหลืออยู่ราว 50,000 บาทต่อหน่วย
แน่นอนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำเป็นต้องมี ที่ดินและที่ดินในเมืองยกตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร  คนจนหมดสิทธิ์ที่จะใช้ที่ดินใจกลางเมืองหลวงแน่ๆถ้าสถานการณ์ที่ดินยังคงเป็นสินค้า และรัฐยังหวงแหนที่ดินให้กับการทำประโยชน์เชิงพานิชย์   คนจนจึงต้องหาที่ดินชานเมือง  และมีสภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก  ทำให้การลงทุนในการปรับพื้นที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเยอะมากพอสมควร  และระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ยังเข้าไม่ถึงหรือถึงแต่ไม่เพียงพอจำเป็นต้องขยายเขต ขยายกำลังในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ระบบของการไฟฟ้า การประปา ทั้งนครหลวง และภูมิภาค มีความคล้ายกันคือ เริ่มต้นต้องให้ผู้ขอเข้าไปทำเรื่องขอประเมินค่าใช้จ่ายการติดตั้งระบบปักเสา พาดสาย (คนละอย่างกับขอติดตั้งมิตเตอร์ของบ้านแต่ละหลัง) ซึ่งขั้นตอนการประเมินก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย  ถึงแม้ว่าภายหลังเราตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อ ก็ไม่สามารถเรียกเงินในส่วนนี้กลับคืนได้
ขั้นตอนต่อไปหากเราพึงพอใจ หรือ มีกำลังในการจ่ายไหวตามราคาที่หน่วยงานประเมินมาให้เราจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 100ก่อนภายใน 3 เดือน ไม่เช่นนั้นค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้  และอาจจะต้องประเมินใหม่ (นั้นหมายถึงว่าต้องเสียค่าประเมินใหม่ด้วย)  หลังจากที่มีการชำระเงินไปแล้ว การไฟฟ้า การประปาจึงจะลงมาดำเนินการติดตั้งระบบให้ หลังจากที่มีการปักเสา พาดสายไฟฟ้า หรือวางแนวท่อประปา แล้วเสร็จ  อุปกรณ์ทุกอย่างคือของทางราชการทันที  เราไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ
หลังจากนั้นจึงถึงขั้นตอนให้เจ้าบ้านในแต่ละหลังไปยื่นขอติดตั้งมิตเตอร์น้ำ ไฟฟ้า ของตัวเองก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าหม้อไฟ มาตรวัดน้ำอีกต่างหาก แล้วแต่ว่าผู้ขอต้องการใช้ขนาดไหนอย่างไร (และก็เช่นกันหม้อไฟ และมาตรวัดน้ำก็จะกลายเป็นของหลวงเหมือนกัน)
จากนั้นการไฟฟ้า การประปา ก็จะส่งพนักงานมาจดเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อเก็บเป็นรายได้ขององค์กรตนเอง  แต่ในใบเสร็จยังคิดค่าบริการอยู่ในนั้นอีกซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าค่าบริการอะไร


  

หากดูตั้งแต่ต้นขั้นตอนไหนที่การไฟฟ้า การประปา ลงทุนจากองค์กรตัวเองบ้าง  นี่ยังไม่นับสัดส่วนภาษีกองกลางที่ต้องตัดส่วนแบ่งมาให้ทั้ง 2 องค์กรนี้เพื่อมาเป็นเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่เคยขาดทุนทั้ง 2 องค์กรนี้ได้กำไรมาจาก การมีทุนของตัวเองจาก ภาษีของประชาชนและหากำไรจาก ค่าบริการรายเดือน”  แต่ไม่เคยลงทุนอะไรเลยในเส้นทางการดำเนินงาน
นี่คือรายละเอียดว่าทำไมเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องมีข้อเรียกร้องดังกล่าวออกมา  ไม่ใช่ขอฟรีอย่างที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจ  แต่ที่มาที่ไปเป็นอย่างที่ชี้แจงข้างต้น  และกลุ่มเป้าหมายไม่ได้ว่าให้ประกาศนโยบายอุดหนุนทั่วประเทศ  แต่ให้นำร่องเฉพาะโครงการของรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนอยู่จำนวนมาก  รัฐบาลจะมองอย่างไรเมื่อชาวบ้านดิ้นรนได้ที่ดิน แล้วสร้างบ้านสวยงาม  แต่ท้ายสุดไม่มีปัญญาใช้ไฟฟ้า ประปา ของรัฐได้ต้องไปพ่วงสายต่อท่อจากที่ข้างเคียงอย่างที่เขาเคยอยู่ในสลัมเช่นนั้นหรือ
ฉะนั้นแล้วการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ไม่ได้เป็นการร้องขอให้สงสาร  แล้วรัฐจัดสงเคราะห์ให้เป็นรายๆไป  แต่การเคลื่อนไหวนี้เรามีต้นทุนที่สูงมากเดิมพันด้วยที่ดินทำกิน  ที่อยู่อาศัย  ชีวิต วิถีวัฒนธรรม  หากพ่ายแพ้สิ่งเหล่านั้นก็จะมลายหายไปด้วยเช่นกัน  ไม่มีอะไรจะได้มาฟรีๆในโลกนี้  จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เข้าใจคนยากคนจนที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วย
ถึงแม้นว่าการชุมนุมของ ขปส. จะยุติลง  แต่ปัญหาในทุกๆเรื่องยังไม่ได้ยุติตาม  หากจับตาดู คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายก โดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ เป็นรองประธาน  ได้ส่งเสนาธิการทหารบกมาเจรจาเพื่อแสดงความห่วงใยในการแก้ปัญหา  และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับผู้แทน ขปส.



        ปัจจุบันคณะกรรมการดังกล่าวได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมโดยเฉพาะ ที่มีกรณีปัญหา 172 กรณี แต่ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชุมชนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค  และในคณะอนุกรรมการนั้นเองจะประกอบยไปด้วยปลัดกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ขปส. ราว 7 กระทรวงหลักๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับสิบหน่วยงาน  เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสัญญาณจากรัฐบาลที่ประกาศจะให้เห็นผลของการปฎิรูปภายใน 8 เดือน (นั้นหมายถึงอีก 1 เดือนจะมีการเลือกตั้ง) จะเห็นผลเป็นรูปธรรม  หรือแค่การหาเสียงล่วงหน้าอย่างที่พรรคการเมืองในอดีตเขาได้ทำๆกันมาก่อนแล้ว  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะยังคงติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กฎหมายไทย ว่าด้วยการเลือกบังคับใช้

กฎหมายไทย ว่าด้วยการเลือกบังคับใช้

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

จากกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ในสังคมปัจจุบันในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ปฎิบัติแตกต่างกับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นกรณีการล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวน ของนายเปรมชัย  ประธานใหญ่บริษัทก่อสร้าง  ที่เห็นหลักฐานต่อหน้า  แต่ก็อาจจะมีช่องทางให้หลุดคดีหนักไปได้  หรือแม้แต่กรณีการรุกป่าของหลายตระกูลที่ตรวจพบเพียงแค่กล่าวยกคืนให้กับทางราชการเรื่องข่าวคราวการดำเนินคดีก็เงียบหายไป  ซึ่งปรากฎการณ์เหล่านั้นได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับกรณีตายาย เก็บเห็ดในป่า สุดท้ายกลายเป็นผู้กระทำความผิดตัดฟันต้นสักกว่า 70 ไร่  สุดท้ายต้องอยู่ในคุกอย่างจำยอม  หรือแม้แต่การเข้าครองที่ดินเพื่อทำมาหากินตามวิถีเกษตรกร แต่ไร้ที่ดินต่อสู้กับหน่วยงานรัฐเพื่อสิทธิที่จะได้ที่ดินแปลงเล็กๆไว้ทำมาหากินในครอบครัวจนตัวเองถูก “อุ้ม” หายตัวไปอย่าง นายเด่น  คำแหล้ ที่ถูกข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม การถูกอุ้มหายตัวไปของนายเด่น กลับถูกมองว่าเป็นการหลบหนีคดี ส่งผลให้นางสุภาพ ผู้เป็นภรรยาต้องโทษจำคุกไปด้วย


นายเด่น  คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย

          และหากดูประเด็นทางการเมืองที่แบ่งแยก 2 ฝ่าย ที่สนับสนุนรัฐบาล และคัดค้านรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมายก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง  กรณีการเดินรณรงค์ของกลุ่ม People Go Network  ที่จัดการเดินมิตรภาพ ขึ้นมา หรือ We Walk ได้ทำการขออนุญาตชุมนุมตามกฎหมาย  ส่วนเนื้อหานั้นเป็นเรื่องกฎหมายปากท้องพี่น้องคนยากจนทั้งนั้น เช่น การสร้างนโยบายให้เป็นรัฐสวัสดิการ , การปกป้องการผูกขาดพันธุ์พืช หรือสิทธิด้านที่อยู่อาศัย  แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐมองเป็นเรื่องความมั่นคง การเมือง ผิดต่อคำสั่ง คสช.ที่ 3 / 2558 และมีความพยายามจะเอาผิดใน พรบ.การชุมนุมสาธารณะ อีกด้วย
การเข้าให้ปากคำของ 8 แกนนำ การจัดกิจกรรม We Walk ที่ สภ.คลองหลวง

          ครั้นพอมีกลุ่มที่อยากให้กำลังใจรองนายกรัฐมนตรีที่ถูกสังคมวิพากษ์ วิจารณ์ ในเรื่องความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเครื่องประดับที่มีมูลค่าราคาแพง จำนวนมาก  เป็นประเด็นร้อนในข่าวการเมืองหลายสัปดาห์  กลุ่มคนเหล่านี้ได้รวมกลุ่มกันมาเพื่อแสดงพลังให้กำลังใจกับรองนายกฯท่านนั้น  หากไม่มีกระแสสังคมวิจารณ์การเลือกปฏิบัติกรณีดังกล่าวคงจบไปแบบเงียบๆ  แต่เมื่อสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะกลุ่มคนเหล่านั้นก็ถูกลงโทษปรับจำนวนเงินเล็กน้อย  ส่วนข้อหาผิดต่อคำสั่ง คสช. 3 / 2558 ก็ไม่ถูกดำเนินคดี
ภาพกลุ่มประชาชนให้กำลังใจรองนายกฯ (เคดิตภาพจาก https://mgronline.com/crime/detail/9610000010798 )

          หันมาดูหน่วยงานที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องประสานงานช่วยพี่น้องแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยนั้นคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  อย่างที่หลายท่านอาจจะทราบข้อมูลมาได้บ้างแล้วว่าหน่วยงานรัฐที่มีที่ดินในการครอบครองดูแลจำนวนมาก และทำเลทองกลางเมือง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ รฟท. รวมอยู่ด้วย ซึ่งการจับจองที่ดินของ รฟท. นั้นก็มีทั้งแบบ ถูกกฎหมาย และ ไม่ถูกหมาย  และทั้งสองแบบก็มีกลุ่มคนสองชนชั้นด้วยเช่นกันคือมีทั้ง คนรวย และ คนจน
          และความต่างทางชนชั้น ฐานะเงินทอง ความเป็นอยู่นี่เอง  ที่เป็นตัวชี้รูปธรรมการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแตกต่างกันยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟสายสีแดง (ช่วงตลิ่งชัน – ศิริราช) รฟท. ได้ให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวไปเช่าที่ดินระยะยาวบริเวณสถานีหยุดรถบางระมาด   ชาวบ้านยินยอมย้ายไปเพราะเห็นแกการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศ (เดิมชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกกฎหมายกับทาง รฟท. ก่อนหน้าอยู่แล้ว) แต่ปรากฏว่าพื้นที่ใหม่ที่ รฟท. จะให้ย้ายไปอยู่นั้นกลับมีผู้ครอบครองที่ดินอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่กี่ราย  แต่ทำอาณาเขตครอบครองไปหลายร้อยตารางวา ชาวบ้านจ่ายค่าเช่าคาดหวังว่า รฟท. จะเร่งรีบเคลียร์พื้นที่ให้แล้วเขาเหล่านั้นจะได้เข้าไปสร้างบ้านได้   แต่ปรากฏว่าจากวันนั้นมาจนถึงปัจจุบันเวลาล่วงเลยผ่านไป 4 ปีกว่า ที่ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวชำระค่าเช่า แต่!!!! ไม่สามารถเข้าพื้นที่ที่ตนเองเช่าไปปลูกสร้างบ้านใหม่ได้  ความคืบหน้าทางกฎหมายที่จะจัดการกลุ่มคน(ที่ค่อยข้างรวย และมีอิทธิพลในพื้นที่) ก็ไม่ปรากฏให้เห็นประจักษ์  ชาวบ้านต้องทนอยู่บ้านชั่วคราวกันไป

ภาพการยึดครองที่ดินกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นย่านเขตตลิ่งชัน  เจ้าหน้าที่ รฟท. ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้



ภาพการปฎิบัติงานการลงพื้นที่ของเจ้าพนักงาน รฟท. เพื่อให้ชาวชุมชนรื้อบ้าน 
แต่ภาพเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีฐานะและมีอิทธิพลในพื้นที่

          กลับมาดูอีกฝั่งชุมชนบ่อสีเสียด อยู่ในจังหวัดตรัง ลักษณะชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท  เดิมเคยอพยพมาจับจองที่ดินกันและขอเช่าที่ดินกับทางนายสถานี  หลังจากนั้นมาเมื่อปี 2541 รฟท. เริ่มไม่เก็บค่าเช่าที่ดินในบางหลังจนกระทั่งปี 2547 ก็ไม่เก็บค่าเช่าที่ดินทั้งชุมชน  ทำให้ชาวชุมชนเหล่านั้นกลายเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมายทันที รฟท. เริ่มมาดำเนินคดีชาวบ้านในปี 2556 ชาวบ้านไม่ได้ขึ้นศาลต่อสู้คดีใดๆ ได้แต่เพียงก้มหน้าเซ็นหนังสือยอมรับสารภาพเพราะคำ “ขู่” ของเจ้าหน้าที่ รฟท. ต่างๆนาๆ  และในปัจจุบัน รฟท. ยังคงจะเดินหน้าบังคับคดีรื้อย้ายชาวชุมชนบ่อสีเสียดต่อไป   ทั้งๆที่ชาวบ้านเหล่านั้นพร้อมที่จะเช่าที่ดินดังเดิมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
 

          นี่คือสองรูปธรรมเล็กๆ  ที่ไม่ได้เป็นข่าวคราวใหญ่โตในหน้าสื่อ   แต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงระบบกระบวนการยุติธรรมประเทศไทยกำลังป่วยขั้นโคม่าร้ายแรง  เพราะมีปัญหามาตั้งแต่เริ่มนั้นคือเจ้าพนักงานผู้ปฎิบัติใช้บังคับกฎหมาย  เมื่อต้นทางของกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาการส่งผ่านข้อเท็จจริงสู่อัยการ  จนกระทั่งสู่ชั้นศาล  ก็จะเต็มไปด้วยอคติของเจ้าพนักงานที่มีต่อชาวบ้านที่กระเหี้ยนกระหือรือในการอยากรื้อไล่ชาวบ้าน   แต่อากัปกิริยาดังกล่าว  รวมไปถึงความกระตือรือร้นในการอยากเอาความผิดคนที่มีฐานะทางสังคม  หรือแม้แต่อดีตเจ้าพนักงาน รฟท. เอง  ก็จะเกิดความเกรงใจ  มีน้ำใจ  ต่อกัน
          แน่นอนนี่คือบทพิสูจน์ที่รัฐบาลที่มาด้วยความพิเศษ  และมีกฎหมายพิเศษในมือ  ความมุ่งหวังที่ประกาศต่อสาธารณะให้ประชาชนได้รู้ทั่วกันทั้งประเทศว่าการมาครั้งนี้จะเกิดการปฎิรูปด้านต่างๆ  นอกจากไม่เกิดการปฎิรูปแล้ว  เรายังเห็นแผลเดิมที่ซ้ำเติมชนชั้นล่างราวดูหนังเรื่องเดิมซ้ำไป ซ้ำมา  สุดท้ายแล้วการจะปฎิรูปเพื่อแก้ปัญหานอกจากจะต้องมีอำนาจอย่างแท้จริงแล้ว  ยังคงต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วย.

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

คนจนจะหมดไปจากประเทศไทย ภายใน 1 ปี ???

คนจนจะหมดไปจากประเทศไทย ภายใน 1 ปี ???
คนสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4ภาค
    
      ต้อนรับปีใหม่ กันแล้ว  ประชาชนคาดหวังว่าจะมีสิ่งดีๆเข้ามา  และจับจ้องโรดแมพ ปลายปี 61 จะเกิดการเลือกตั้งตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้หรือไม่   รวมถึงการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนซึ่งในปีที่ผ่านมารัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก “ผลงานไม่เข้าตา” คนยากจนปัญหายังหนัก  ซ้ำยังช่วงปลายปีรัฐบาลยังประกาศไว้ว่า “ในปี 61 คนจนจะหมดไปจากประเทศ” จริงหรือ???
ในด้านความมั่นคงในที่อยู่อาศัยในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา  มีหลายชุมชนยังต้องประสบกับการถูกไล่รื้อ  ไม่ว่าจะเป็นการไล่รื้อโดยเอกชน  หรือ หน่วยงานรัฐ  ความรุนแรงในการใช้กำลังไล่รื้อในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยจะได้พบเห็นแล้ว  แต่วิธีการขับไล่โดยกฎหมายกับใช้อย่างเข้มข้นมากขึ้น  ในช่วงปีที่ผ่านมามีชุมชนถูกบังคับ ขับไล่ หลายชุมชน  ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น  นี่เป็นเพียงตัวอย่างชุมชนที่ถูกไล่รื้อในปีที่ผ่านมา
-          ชุมชนบางปิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ  ชุมชนถูกกลุ่มบริษัทเอกชนฟ้องขับไล่  แล้วใช้มตารการทางกฎหมายตามจับชาวบ้านระหว่างออกเดินทางไปทำงาน  สร้างความเดือดร้อนให้ชาวชุมชนต้องหาเงินประกันตัวกันหลายราย
-          ชุมชนคลองเป้ง เขตวัฒนา กทม. ถูกสำนักงานเขตวัฒนาดำเนินการขับไล่  โดยใช้คำสั่งคณะปฎิวัติ ปี 2502 (ปว.44) ในการขับไล่ชาวชุมชน  ซึ่งคำสั่ง ปว.44 นี้เอง ชาวชุมชนหมดสิทธิ์ที่จะต่อสู้ในทางชั้นศาลได้เลย  เพราะเป็นอำนาจเต็มให้เจ้าหน้าที่สามารถรื้อย้ายชุมชนได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลใดๆ
-           

ภาพการบังคับคดีไล่รื้อชุมชนบางปิ้ง

-          ชุมชนบางกอกน้อย 2  เขตบางกอกน้อย กทม.  ถูกสำนักงานโยธากรุงเทพมหานคร ไล่รื้อ  เนื่องจากแนวที่ตั้งชุมชนเป็นเขตการก่อสร้างขยายถนนเลียบทางรถไฟ   ถึงแม้ว่าชุมชนนี้จะไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ แต่กระบวนการการขับไล่โดยไปสร้างความแตกแยกภายในชุมชน  ซึ่งเลวร้ายไม่ต่างกัน
-          ชุมชนบ่อสีเสียด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง  ถูกการรถไฟแห่งประเทศไทย ฟ้องดำเนินคดีบุกรุก  เตรียมจะดำเนินการจับกุมชาวบ้าน  สาเหตุมาจากมีเอกชนไปฟ้องศาลปกครองว่าการรไฟฯ ปล่อยให้คนมาอยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯแล้วทำให้ทัศนียภาพของเขาไม่สวยงาม  การรถไฟฯจึงมาดำเนินคดีกับชาวชุมชนบ่อสีเสียดอีกทอดนึง
การไล่รื้อชุมชนในกรณีตัวอย่าง มีความต่างกันจากความเป็นเจ้าของที่ดิน  และกระบวนการการใช้กฎหมายเข้ามาเป็นเงื่อนไขไล่รื้อที่ไม่เหมือนกัน   แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันทุกกรณีคือ “ไม่มีหน่วยงานรัฐดูแล” สวนทางยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านที่อยู่อาศัยที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประกาศไว้  และดูเหมือนว่าคนจนจะหมดไปจากประเทศตามที่รัฐบาลประกาศไว้ จะเป็นการเก็บคนจนเข้าคุก???
ปรากฎการณ์ที่เห็นอยู่ปัจจุบัน  การแก้ปัญหาของรัฐบาลสำหรับคนจนที่ไร้ที่ดิน  ที่อยู่อาศัย มักจะจบลงคือต้องถูกดำเนินคดีเข้าคุก  ด้วยเหตุที่ว่าคนเหล่านั้นเพียงแค่ “จน” ไม่มีเงินจะไปซื้อที่ดินที่เป็นสินค้าราคาแพงในปัจจุบันได้   ยิ่งคนจนเมืองที่ราคาที่ดินตารางวาหลายหมื่น หลายแสนบาท  การเข้าถึงที่ดินจะเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย  สิทธิการอยู่อาศัยในเมืองของคนจน อยู่ที่ไหน????   หรือในเมือง  เขตเมือง  เป็นเขตชั้นที่ตั้งขึ้นสำหรับชนชั้นคนรวยเพียงเท่านั้น


มติคณะรัฐมนตรีแรกของปี 2561 ที่พยายาม “ขาย” บ้านประชารัฐให้ออก  มีมติเห็นชอบ โครงการบ้านคนไทยประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง บนที่ดินราชพัสดุ ระยะที่ 2 จำนวน 8 แปลง ครอบคลุม 4 ภาค อาทิ 1.อำเภอ สัตหีบ ชลบุรี 2.อำเภอ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 3.อำเภอเมือง อุดรธานี 4.อำเภอเมือง นครพนม เนื้อที่รวมทั้งหมด 317 ไร่ 2 งาน 49.90 วา 2,757 ยูนิต ยูนิตละ 3.5 – 7 แสนบาท 
โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  กลุ่มที่สองคือกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน  กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มประชาชนทั่วไป  ซึ่งจะพิจารณาให้จากกลุ่มแรกก่อนเป็นสำคัญ  หากยังเหลือจึงมาเป็นกลุ่มที่สอง และหากยังเหลือก็จะเป็นกลุ่มที่สาม ถึงจะสามารถซื้อได้  ลองหลับตานึกภาพสำหรับคนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 8,300 บาทต่อเดือน (ปีละไม่เกิน 100,000 บาท)  จะต้องมาชำระจ่ายรายเดือนราว 3,000 บาทต่อเดือน  เหลือเงินใช้จ่าย 5,300 บาทต่อเดือน  เพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือไม่  หรือจะต้องไปเป็นหนี้ในระบบ นอกระบบ เป็นปัญหาใหม่เกิดขึ้นต่อไป   สุดท้ายแล้วโครงการดังกล่าวจะไปตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของคนกลุ่มใดกันแน่???
ความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนจนเมือง   โครงการบ้านประชารัฐที่รัฐบาลกำลังโหมกระหน่ำโฆษณาทุกวันเวลา 18.00 น. ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวนอกจากไม่ได้ช่วยเหลือคนไม่มีที่อยู่อาศัยแล้วเพราะไม่ผ่านกฎเกณฑ์  เนื่องจากการเข้าถึงบ้านของการเคหะฯก็ไม่ได้ต่างจากธนาคารพานิชย์ทั่วไป   แต่นโยบายโครงการดังกล่าวยังเป็นช่องทางทำเงินสำหรับคนรวยที่สามารถกว้านซื้อแล้วนำไปปล่อยเช่า หรือขายทำกำไรต่อไปได้   หากเข้าเวปไซค์จะหาซื้อบ้านที่การเคหะฯจะพบเห็นว่ามีคนมาขายต่อ หรือปล่อยเช่า เยอะแยะเต็มไปหมด 
มติคณะรัฐมนตรี อาทิตย์ถัดมา มีมติจะเพิ่มวงเงินอุดหนุนช่วยเหลือ  อนุมัติมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เฟส 2 แก่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ 35,679.09 ล้านบาท หรือพูดง่ายๆคือ จะเพิ่มวงเงินต่อเดือนให้สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ สำหรับคนที่ได้ 300 บาทต่อเดือนก็จะเป็น 500 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่ได้ 200 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับ 300 บาทต่อเดือน  แต่ !!! มีเงื่อนไขต้องลงทะเบียนเข้าร่วมการพัฒนารายบุคล ทั้งฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะ ตามที่รัฐบาลกำหนด โดยผู้ที่เข้ารับการฝึกอาชีพจะได้รับเงินในเดือนถัดไปหลังจากที่ได้แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้จนถึงเดือน ธ.ค. 2561 และในการดำเนินการดังกล่าว หากผู้ที่เข้าร่วมฝึกอบรมผิดเงื่อนไขไม่ทำตามที่กำหนดไว้ รัฐจะหักเงินเพิ่มในเดือนถัดไปออกทันที  ซึ่งยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะกำหนดการฝึกอย่างไร  ใช้ระยะเวลานานขนาดไหน  สอดคล้องกับคนที่ยากจนมากน้อยเพียงใด
รัฐบาลพยายามจะให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นพระเอกในการแก้ปัญหาคนจนในประเทศ  โดยที่ไม่หันมองด้านหลังว่ากระบวนการคัดกรองความยากจนของผู้ได้รับบัตรนั้นมีปัญหามากเพียงใด   ยังมีกลุ่มคนจนอีกหลายคนที่ตกหล่นไม่ได้รับสิทธิ์  และมีอีกหลายคนที่ไม่สมควรจะได้สิทธิ์ดังกล่าว   และมาตรการใหม่ออกมากลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ยากจนจริง  จะมีศักยภาพเข้าถึงได้จริงหรือไม่  นี่คือรูปแบบการทำงานที่ไม่ต่างไปจากรัฐบาลเดิมๆที่เคยทำ “ปัญหาเก่าไม่แก้ สร้างประเด็นใหม่ขึ้นมา”
กลุ่มคนจนที่ไม่มีแม้กระทั่งเงินเปิดบัญชีธนาคาร กลุ่มเหล่านี้แทนที่จะเป็นกลุ่มแรกๆที่จะได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือ  แต่กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงิน   กลุ่มคนที่เปิดบัญชีให้กับชุมชน / หมู่บ้าน เพื่อการออมทรัพย์ของคนยากจน  เป็นอีกกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นคนรวย  ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลกลับปล่อยปละละเลย  สุดท้ายแล้วคำประกาศของรัฐบาลที่จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยก็เป็นได้เพียงคำโอ้อวดคำโต  สุดท้ายคนจนก็ยังคงอยู่ในวังวนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
หากรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะคิดหาทางแก้ปัญหาได้  ก็ควรที่จะเร่งมือเดินหน้าให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อจะได้ให้พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  ให้ประชาชนได้เสนอนโยบายต่อพรรคการเมือง  นำไปเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกจุดจะดีกว่า !!!


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...