วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ?

ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ?

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

วิสัยทัศน์เฮงซวย : ของนายกฯห่วยแตก
          ในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช. ) ที่ศูนย์อิมแพค  อารีนา  เมืองทองธานี   เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551   นายสมัคร   สุนทรเวช   นายกรัฐมนตรี   ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทย ปี 2570” โดยมีเนื้อความพาดพิงถึงสลัมหรือชุมชนแออัดว่า
“ มีความต้องการที่จะขยับขยายหรือย้ายชุมชนที่เรียกว่า สลัม ประมาณ 1,700 แห่ง รวมถึงโรงงานขนาดเล็กที่มีอยู่ 30,000 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร  ออกไปไว้นอกเมือง   โดยรัฐบาลจะเข้าไปเจรจากับเจ้าของที่เดิม   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีเก่าเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อ   เพราะหากซื้อจะต้องเสียภาษีมาก   จากนั้นจะนำพื้นที่เหล่านั้นมาจัดให้เป็นสัดส่วน   ทำเป็นสวนสาธารณะหรือจุดสีเขียว   เพื่อให้ กทม.มีพื้นที่สีเขียวขึ้น   ก็จะทำให้ กทม.   เป็นเมืองที่มีความสวยงามและน่าอยู่ ”
แนวความคิดในการย้าย “ สลัม ” ออกไปนอกเมืองเพื่อนำพื้นที่มาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะรวมทั้งสร้างพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสวยงามและเมืองน่าอยู่นั้น   นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้จากชาวสลัม   เครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนแออัด   ได้ประกาศจุดยืนคัดค้านวิสัยทัศน์ของนายสมัคร   ด้วยการระดมตัวแทนกว่าร้อยคนไปยื่นจดหมายเปิดผนึกที่หน้าทำเนียบรัฐบาล  โดยให้เหตุผลว่า  วิสัยทัศน์การพัฒนาด้วยการย้ายคนสลัมไปอยู่นอกเมือง   เป็นวิสัยทัศน์ที่ไม่เข้าใจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของปัญหาสลัม   มองไม่เห็นคุณค่าของชุมชนและคนยากจนที่มีฐานะเป็นแรงงานในการสร้างควมเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับเมือง   นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี  ทบทวนวิสัยทัศน์การพัฒนาในแบบที่รื้อย้ายคนสลัมออกไปนอกเมือง
นอกจากจะส่งสาส์นถึงรัฐบาลแล้ว   ชาวสลัมกลุ่มนี้ยังเปิดเวทีสาธารณะเพื่อถกเถียงถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าวในหัวข้อ “ ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ? ” ณ  อาคารศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์   วัดหนู   เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา   โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ  กรรมการสิทธิมนุษยชน   นักวิชาการ  เอ็นจีโอ  และผู้นำชุมชนเข้าร่วมพูดคุย


คนสลัม : กับตำนานแห่งการบุกเบิก
“ คนสลัมเป็นผู้บุกเบิก   การเกิดขึ้นของสลัมเกี่ยวพันกับทิศทางการพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมโดยละทิ้งภาคเกษตร   ทำให้พี่น้องคนจนในชนบทต้องอพยพเข้าเมือง   เมื่อมาอยู่เมืองภาครัฐก็ไม่ได้เหลียวแลในเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งๆที่พี่น้องเข้ามาเป็นแรงงานในเมือง   คนจนเหล่านี้จึงต้องแสวงหาที่อยู่อาศัยกันเองทั้งในที่ดินรกร้างว่างเปล่าของรัฐและเอกชน   จนกลายเป็นชุมชนแออัดในท้ายสุด ”
เจ้าของความเห็นที่ตรงไปตรงมานี้คือ   ประทิน  เวคะวากยานนท์  ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค  หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อข้างต้น   ทัศนะของเธอทำให้นึกถึงภาพของสลัมคลองเตย   แหล่งชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ   เมื่อครั้งที่ประเทศไทยกำลังเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกๆ   อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าทำให้รัฐบาลต้องสั่งสินค้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากต่างชาติ   ท่าเรือคลองเตยซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากในการขนถ่ายสินค้า   เมื่อไม่มีที่ซุกหัวนอนกุลีแรงงานเหล่านั้นจึงบุกเบิกถิ่นฐานการอยู่อาศัยในที่ดินของการท่าเรือฯจนกลายเป็นสลัมคลองเตย
นอกจากที่คลองเตยแล้ว   สลัมแห่งอื่นๆก็มีลักษณะของการบุกเบิกไม่ต่างกัน   จากประสบการณ์ตรงของผมในการทำงานกับสลัมในที่เอกชนย่านพระราม 3 ราว 1,000 ครอบครัว พบว่า
“ ชุมชนส่วนใหญ่ 5 ชุมชน  อาศัยอยู่ในที่ดินเอกชนที่มีสภาพเป็นป่าจาก   และร่องสวนเก่า  ซึ่งเจ้าของที่ปล่อยรกร้างเอาไว้  มีเพียงผู้ดูแลที่ดินที่ต่อมานำเอาที่ดินมาแบ่งแปลงออกขายด้วยการเรียกเก็บค่าหน้าดินจากชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่แปลงละ 5,000 – 15,000 บาท  แล้วแต่ขนาดของแปลงที่ดิน  การจ่ายค่าที่ดินไม่มีลายลักษณ์อักษรใดๆ   นอกจากคำสัญญาที่จะนำเงินไปให้เจ้าของที่   และด้วยกระบวนการเช่นนี้  ขบวนแถวของผู้ไม่มีบ้านต่างก็ทยอยกันเข้าปักหลักจับจองที่ดิน  หักร้างถางพง  ปลูกบ้านพักอาศัยและพัฒนาเป็นชุมชนในที่สุด   อีกตัวอย่างหนึ่งของการบุกเบิกที่ดินเอกชนก็คือ   ชุมชน 2 แห่ง  ที่เถ้าแก่โกดังค้าข้าวริมแม่น้ำเจ้าพระยานำเอาที่ดินของตนที่อยู่ใกล้ๆกับโกดังมาปลูกเป็นเรือนแถวให้คนงานพักอาศัย   จากนั้นการก่อตัวเป็นชุมชนก็เริ่มขึ้น   เมื่อบรรดาจับกังต่างพากันหอบเอาลูกเมีย  เครือญาติ  มาอาศัยด้วย   เพื่อช่วยกันทำมาหากินจนในท้ายสุดก็แตกขยายกลายเป็นชุมชน ”
สลัมในหัวเมืองก็เช่นกัน   มักมีพัฒนาการในการตั้งถิ่นฐานภายหลังการเข้ามาเป็นกำลังแรงงานในเมือง   สลัมริมทางรถไฟที่ขอนแก่นมีบรรพบุรุษรุ่นแรกเป็นคนงานตัดฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อน้ำรถไฟในสมัยที่การรถไฟฯยังใช้รถที่วิ่งด้วยหัวรถจักรไอน้ำ       นอกจากนี้สลัมในที่ดินของวัด   ที่ดินสาธารณะ   และที่ราชพัสดุตามจังหวัดต่างๆ   ก็ล้วนแต่มีที่มาที่ไปในลักษณะของการถูกบุกเบิกทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่าการบุกเบิกตั้งถิ่นฐานของชาวสลัม   เกิดจากความจำเป็นของการไม่มีที่อยู่อาศัยภายหลังอพยพเข้าสู่เมือง   นอกจากนี้การช่วยกันสร้างบ้านแปงเมือง   พัฒนาพื้นที่ทั้งทางกายภาพ  ถนนหนทาง  และการก่อเกิดขึ้นของแหล่งย่านค้าขายของชุมชน   ก็ส่งผลโดยตรงต่อความเจริญและมูลค่าของที่ดินที่ชุมชนบุกเบิกอยู่อาศัย   ดังนั้น  นี่จึงไม่ใช่การบุกรุกถือครองด้วยสภาพจิตอันละโมบที่มุ่งหวังผลประโยชน์และกำไรในทรัพย์สินของผู้อื่น   หากแต่เป็นการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าของผู้ที่ล้มละลายมาจากชนบท   เป็นการหยั่งรากฝากกายของชีวิตใหม่ในเขตเมือง

ไล่สลัมออกนอกเมือง : สารพัดเรื่องใครจะทำ
โปสเตอร์แผ่นหนึ่งถูกใส่กรอบติดไว้ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายสลัม 4 ภาค   โดยมีข้อความเขียนว่า “ ไล่สลัมไปนอกเมือง  สารพัดเรื่องใครจะทำ ”   ถ้อยคำรณรงค์นี้เป็นคำขวัญที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวสลัมอย่างแน่นอน   เพราะนอกจากจะเป็นผู้บุกเบิกถิ่นฐานในเมืองแล้ว  การดำรงอยู่ของพวกเขายังเกี่ยวพันอย่างมากกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง  ภาคการผลิต  พานิชยกรรม  การก่อสร้างและธุรกิจบริการ   ต่างต้องพึ่งพาแรงงานจากชุมชน   งานหนักและอาชีพที่ไม่มีใครอยากทำ  เป็นต้นว่า  แบกหาม  กรรมกร  เก็บขยะ  กวาดถนน  ขับรถเมล์ ฯลฯ  ก็ล้วนแต่คนสลัมทำ 
อย่างไรก็ตามสำหรับภาครัฐแล้ว  ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปเป็นฐานคิดเพื่อทำความเข้าใจกับสภาพปัญหา   หน่วยงานราชการต่างๆอาศัยแต่มุมมองทางกฏหมายมาเป็นมาตรการหลักในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด  ชุมชนถูกประทับตราว่าเป็น “ ผู้บุกรุก ”   และท้ายสุดก็มักไปจบลงที่การใช้กฏหมายในการรื้อย้ายชุมชน
สังวาลย์   บุญส่ง   แกนนำชุมชนบ่อนไก่   ผู้ร่วมวงเสวนาอีกคน   กล่าวยืนยันถึงความเจ็บปวดจากการไล่รื้อและขับไล่ชาวสลัมออกไปนอกเมือง “ เมื่อปี 2526  ชุมชนคลองบางอ้อถูกคอมมานโดไล่รื้อ   มีการจับกุม  ใช้ความรุนแรง   ผมเห็นผู้หญิงคนแก่ต้องก้มกราบตำรวจเพื่อขอไม่ให้รื้อบ้าน   ตอนนั้นผมทำงานขับรถส่งน้ำมันแวะเข้าไปดูสถานการณ์   จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงานแล้วเข้าร่วมกับเอ็นจีโอก่อตั้งองค์กรชาวบ้านเพื่อต่อสู้ในสิทธิที่อยู่อาศัย   นอกจากนี้แนวคิดเรื่องการย้ายคนจนออกไปนอกเมืองก็มีมานานแล้ว   สมัยนั้นนายวัฒนา  อัศวเหม เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย  ก็คิดย้ายคนสลัมออกไปอยู่ปราจีนบุรี   แต่พี่น้องไม่เอาด้วย   มีการยกพลไปเจรจาคัดค้านเพราะคนจนจะต้องอยู่ในเมือง  หากินในเมือง   พวกแม่ค้าที่ย้ายไปชานเมือง   เวลายกหาบขนมจีนขึ้นรถเมล์เพื่อนำมาขาย   ก็ถูกกระเป๋ารถเมล์บ่น   ดังนั้นจึงเป็นเรื่องลำบากที่คนจนต้องไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมือง ”
ประสบการณ์ในการย้ายชุมชนไปอยู่นอกเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของการเคหะแห่งชาติที่กระจายอยู่ในหลายจุด อาทิเช่น มีนบุรี  หนองจอก  ลาดกระบัง  ลาดหลุมแก้ว  รังสิตคลองสาม  คลองห้า นั้น   ท้ายสุดแล้วพบว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนสลัม   การย้ายชุมชนออกนอกเมือง หากพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ การพาคนไปอยู่ห่างไกลจากแหล่งงานเดิมของชาวสลัม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบในเมือง เช่น กรรมการ ลูกจ้าง คนเก็บของเก่า แม่ค้าหาบเร่ ฯลฯ  คนที่ยึดอาชีพเหล่านี้ ครั้นจะกลับมาทำงานในเมืองที่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าเดินทางที่แพงขึ้น อีกทั้งยังต้องเสียเงินผ่อนชำระค่าที่ดิน สินเชื่อปลูกบ้าน และเมื่อรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ชุมชนใหม่ไม่ได้ ก็ต้องเซ้งสิทธิ์กลับเข้ามาบุกเบิกชุมชนในเมืองอีก
ผลจากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้ชาวสลัมที่ได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยกว่าร้อยละ 50 ทิ้งบ้านและกลับเข้ามาอยู่อาศัยในสลัม  ทั้งที่อยู่ในรูปของการกลับมาเช่าบ้าน เช่าห้อง และการเข้ามาบุกรุกที่ดินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย  เพื่อความสะดวกในการทำงาน  โดยชาวสลัมบางส่วนก็ทิ้งคนแก่และเด็กไว้ในที่อยู่อาศัยนอกเมืองและไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว
ความล้มเหลวของการย้ายชุมชนไปนอกเมือง  สอดคล้องกับทัศนะของ น.ส.สมสุข  บุญญบัญชา  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. )  ที่กล่าวในวงเสวนาว่า “ แนวคิดในการรื้อย้ายสลัมไปไว้นอกเมือง   เป็นแนวคิดที่หลายประเทศในเอเชียยึดเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนในระหว่างช่วงปี 2515 – 2525   แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ   เพราะในที่สุดคนจนก็ต้องกลับเข้ามาใช้ชีวิต   เข้ามาทำมาหากินในเมืองอีก   แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ใช้แก้ปัญหาความเป็นชุมชนแออัดในเมืองไม่ได้   ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจะให้นักการเมืองมองว่าประชาชนเป็นทรัพยากรในการแก้ไขปัญหา   ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา   และควรให้ชาวบ้านเป็นศูนย์กลางในการทำโครงการที่อยู่อาศัย ”

ปฏิรูปที่ดินเมือง : เครื่องมือสู่สิทธิในที่อยู่อาศัย
การคัดค้านต่อวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองของนายกรัฐมนตรี  ไม่ได้หมายความว่าชาวชุมชนแออัดเห็นด้วยกับการดำรงอยู่ของสภาพ “สลัม”   ในจดหมายเปิดผนึกของเครือข่ายสลัม 4 ภาคระบุว่า   “ เราขอยืนยันว่าเราอยากแก้ไขปัญหาสลัม   ไม่ต้องการอยู่กันอย่างชุมชนแออัดที่ไม่เป็นระเบียบไม่ถูกสุขลักษณะ   แต่การแก้ไขปัญหาสลัมไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีย้ายคนไปนอกเมือง   วิธีการปรับปรุงชุมชนในที่ดินเดิมให้พ้นจากความเป็นสลัมก็สามารถกระทำได้และมีรูปธรรมตัวอย่างมาแล้วมากมาย    เครือข่ายสลัม 4 ภาคทำข้อตกลงร่วมกับกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในที่ดินการรถไฟฯ โดยการทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ทั้งในที่ดินเดิมหรือพื้นที่รื้อย้ายใกล้เคียงในรัศมี 5 กิโลเมตร   ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าชุมชนจะต้องจัดผังชุมชนใหม่เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นระเบียบและไม่อยู่ในสภาพสลัม ”
นอกจากการทำโครงการปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ   ซึ่งได้ดำเนินการนำร่องไปกว่า 1,500 ครอบครัวแล้ว    ปี 2546    รัฐบาลของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งรัฐบาลสมัครเป็นนอมินีอยู่ในขณะนี้   ก็ได้อนุมัติให้ดำเนิน “โครงการบ้านมั่นคง”   ที่เน้นให้ชุมชนแออัดปรับปรุงชุมชนหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่   โดยมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของที่ดินเป็นต้นว่า กรมธนารักษ์   รวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น การรถไฟฯ   การท่าเรือฯ   จัดที่ดินให้ชุมชนเช่าปรับปรุงที่อยู่อาศัยในระยะยาว   ขณะนี้มีการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และชาวชุมชนแออัดเป็นจำนวนกว่า 50,000 หลังคาเรือน  
หากไม่นับเฉพาะประเทศไทย   การแก้ไขปัญหาสลัมในแบบที่ไม่ต้องย้ายคนไปนอกเมืองยังเป็นนโยบายในระดับสากลด้วย   ทั้งนี้เพราะองค์การสหประชาชาติได้รณรงค์คำขวัญ “Cities without Slum” หรือ “เมืองที่ปราศจากสลัม” มาตั้งแต่ปี 2544   ซึ่งความหมายก็คือให้ประชาชาติต่างๆมีนโยบายปรับปรุงชุมชนให้พ้นจากความเป็นสลัม   มิได้หมายถึงการรื้อย้ายหรือขจัดสลัมออกไปนอกเมือง (Slum Clearance)    
แนวทางที่อยู่อาศัยระดับสากลไม่ได้ต่างไปจากความเห็นของ น.ส.อาภรณ์  วงษ์สังข์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ที่ระบุว่า “ การย้ายสลัมไปนอกเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องนำเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี    ที่สำคัญคือประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม   ซึ่งคุ้มครองให้พลเมืองได้มีค่าครองชีพและมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ   หากมีการละเมิดก็ต้องถูกตรวจสอบ ”

เมืองน่าอยู่ : วาทกรรมสวยหรูของเสรีนิยมใหม่
เมืองน่าอยู่   เมืองสีเขียว นั้น    เป็นแนวคิดในการพัฒนาเมืองที่เน้นความเป็นระเบียบ  ความสวยงาม  และความทันสมัย   ที่ส่งผลครอบงำแนวทางการบริหารจัดการเมืองของหลายประเทศในเอเชีย   เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว   กรุงโซลของเกาหลีใต้กลายเป็นเมืองสมัยใหม่ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค   แต่เบื้องหลังของการเป็นเมืองชั้นนำนั้น   คือการกวาดล้างชาวสลัมหลายหมื่นครอบครัวออกไปนอกเมือง   และจากนั้นมาเมืองหลวงของเกาหลีใต้ก็เต็มไปด้วยโครงการรื้อย้ายสลัม / แหล่งย่านของคนจน เพื่อเปิดทางให้กับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับชนชั้นกลาง ( Urban Land Redevelopment )
ในฟิลิปปินส์   ชาวสลัมริมแม่น้ำปาสิกกลางกรุงมะนิลาราว 94,000 ครัวเรือน   กำลังถูกทางการขับไล่จากพื้นที่เดิมด้วยข้ออ้างของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมน้ำ   ขณะที่ผู้อยู่อาศัยใต้ทางด่วน ( Freeway ) ในกรุงจาการ์ตา  ประเทศอินโดนีเซีย  ประมาณ 10,000 ครอบครัว ที่อยู่ในสภาพรกหูรกตาของผู้มีอำนาจ   ก็กำลังถูกไล่รื้อเช่นกัน
สำหรับบ้านเรานั้น   มีสารพัดโครงการซึ่งสะท้อนตัวตนของการเป็น “เมืองน่าอยู่” ที่ไม่สนใจคนจนและละเลยวิถีชุมชน   ชื่อเสียงเรียงนามที่พอคุ้นหูของโครงการเหล่านี้ก็เช่น  โครงการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชั้นใน   ที่ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมอย่างชุมชนป้อมมหากาฬกำลังได้รับผลกระทบ   โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์วัดวาอารามหลวง   เป็นต้นว่า วัดยานนาวา   วัดกัลยาณมิตร   ที่คณะสงฆ์ทำการขับไล่ชุมชน    โครงการเขตเศษฐกิจพิเศษพระราม 3   ที่จะเนรมิตรเมืองใหม่ริมแม่น้ำทดแทนแหล่งย่านของชุมชน   โครงการคลองเตยคอมเพล็กซ์   ที่กำลังมองข้ามหัวคนจนด้วยการเปิดรับการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติ   และโครงการฟื้นฟูเมืองใหม่ดินแดงโดยการทุบแฟลตเดิมทิ้งเพื่อสร้างอพาทร์เม้นใหม่
วิสัยทัศน์ย้ายคนจนไปนอกเมืองเพื่อสร้างเมืองสวยงาม   เมืองน่าอยู่   โดยการขจัดสลัมออกไปซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นทั้งในและต่างประเทศนั้น   ถือเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ไม่เคารพต่อคุณค่าและวิถีของชุมชน   นอกจากนี้การเป็นเมืองน่าอยู่ยังมีเป้าหมายแฝงเร้นในเชิงของการนำเอาพื้นที่ไปใช้ในการลงทุนธุรกิจและการค้าตามกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่   วิสัยทัศน์การย้ายคนไปนอกเมืองเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่   จึงเป็นวาทกรรมที่ใช้สำหรับสร้างสวรรค์สำหรับนักลงทุน   นักธุรกิจข้ามชาติ   ผู้ประกอบการน้อยใหญ่   รวมถึงชนชั้นกลาง   โดยไม่มีพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อยและวิถีชุมชน   ดังนั้นจึงเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาที่มีอคติ   ลำเอียง   ไม่มีวัฒนธรรม  และปราศจากมนุษยธรรม

ความเสมอภาค : รากฐานแห่งเมืองของทุกชนชั้น
ในการเสวนา   นพพรรณ   พรหมศรี   เอ็นจีโอจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย   วิพากษ์วิจารณ์นายสมัคร  สุนทรเวช ว่า “ เป็นนายกฯที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย   คิดอะไร  จะทำอะไร   ก็ไม่เคยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม   การพัฒนาเมืองใหญ่ที่เอาใจแต่คนรวย   โดยปิดกั้นความคิดเห็นของคนจนจะทำได้อย่างไร ”   
ความคิดเห็นนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการสร้างเมืองที่ไม่เท่าเทียม  เมืองที่ไม่เสมอภาคของรัฐบาล   ซึ่งตรงกันข้ามกับประสบการณ์การพัฒนาในญี่ปุ่นที่   บุญเลิศ   วิเศษปรีชา   นักวิชาการจากคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า “ ในญี่ปุ่นมีชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่าพวก  บุรากุ  คนกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติ  ถูกกีดกันในหลายเรื่อง   ทั้งในด้านสถานะทางสังคม   การศึกษา  อาชีพ  การสมรส   รวมถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย   แต่แม้ว่าสังคมญี่ปุ่นจะรังเกียจเดียจฉันท์คนกลุ่มนี้ขนาดไหน   ในท้ายสุดรัฐบาลก็ยังต้องยินยอมให้พวกบุรากุพัฒนาถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของพวกเขาเองได้   ให้พวกเขาได้ปรับปรุงชุมชน   ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น  โดยไม่ขับไล่หรือรื้อย้ายออกไป ”
เรื่องราวของชาวบุรากุ   จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วม   ยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียมของผู้คน   เฉกเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวเพื่อเมืองที่เสมอภาคและเอื้ออาทรในกรุงมะนิลา เมื่อปี 2540   ที่ชาวสลัม  เอ็นจีโอ  และภาคประชาสังคมในฟิลิปปินส์   พยายามขับเคลื่อนนโยบายต่อต้านการไล่รื้อรวมทั้งตรวจสอบการละเมิดสิทธิที่อยู่อาศัยของรัฐบาล   กิจกรรมดังกล่าวมีการเชิญ   มาร์ติน  ชีน  ดาราดังแห่งฮอลลีวู้ดมาเข้าร่วมการรณรงค์ด้วย
แนวความคิดเรื่องเมืองแห่งความเสมอภาค   จึงเป็นแนวคิดที่ไปด้วยกันได้กับข้อเสนอของเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ที่บ่งบอกไว้ในจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐบาลว่า
“ การคัดค้านวิสัยทัศน์ที่จะย้ายสลัมไปนอกเมือง   ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่เห็นด้วยกับการสร้างพื้นที่สีเขียว  การสร้างเมืองน่าอยู่   ตรงกันข้ามเราเห็นด้วยกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยในเมือง   แต่ความเป็นเมืองน่าอยู่จะต้องมีที่ทางให้กับคนจนและวิถีชุมชนด้วย   รูปธรรมแนวคิดเช่นนี้ก็เช่น การพยายามปรับปรุงภูมิทัศน์และสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชนป้อมมหากาฬ   ที่มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่อนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมของชุมชนไปพร้อมๆกัน   ตัวอย่างของชุมชนป้อมมหากาฬสามารถนำไปขยายผลยังพื้นที่ชุมชนแออัดอื่นๆได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายชุมชนออกไปแล้วสร้างพื้นที่สีเขียวขึ้นแทน   นอกจากนี้หากรัฐบาลต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อสร้างสวนสาธารณะ   ก็สามารถเวนคืนพื้นที่ที่ไม่มีประโยชน์ทางสังคม อาทิ พื้นที่ท่องเที่ยวบันเทิงยามราตรีที่เป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขอันเป็นภัยต่อเด็กและเยาวชนที่มีอยู่หลายแห่งในกรุงเทพฯมาสร้างเป็นสวนสาธารณะได้ ”
ความเห็นของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อการพัฒนาเมือง    จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่อยากเห็นเมืองที่เสมอภาค   เมืองที่มีพื้นที่และโอกาสที่เท่าเทียมในการใช้ชีวิต   และเป็นเมืองสำหรับผู้คนทุกชนชั้น   ไม่ใช่เมืองที่คอยผลักไสไล่ส่งคนยากคนจน   เพราะดังที่ผู้นำสลัมท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า...เมืองจะเจริญไม่ได้   ถ้าปราศจากคนจน .


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...