วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัย 6,000 ล้านบาท : บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลอภิสิทธิ์

อนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัย 6,000 ล้านบาท : บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลอภิสิทธิ์

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          ภาพข่าวการลงชุมชนคลองบางบัวและการแถลงถึงการสนับสนุนงบประมาณสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยแก่ชาวชุมชนแออัดจำนวน 1,000 ล้านบาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น   อาจทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้สึกได้ว่า   รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯนายกอภิสิทธิ์   มีความเห็นอกเห็นใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาชุมชนในเมือง
          แต่สำหรับขบวนการคนจนอย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี   สิ่งที่ได้รับภายหลังการฟังถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีวันนั้น   กลับเป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง  สงสัย  ไม่มั่นใจ  กระทั่งถึงกับผิดหวัง   ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?


          สลัมหรือชุมชนแออัด   เป็นปัญหาเชิงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ดำรงอยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน   รัฐบาลทุกยุคสมัยต่างต้องการที่จะขจัดสลัมให้หมดสิ้นไป   แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว   เพราะแนวทางกระแสหลักที่เน้นการย้ายสลัมไปไว้นอกเมืองหรือให้ขึ้นแฟลตตามโครงการของการเคหะแห่งชาติ  ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวชุมชนที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในเมือง   ซึ่งต้องฝากปากท้องไว้กับแหล่งงานที่ไม่ไกลจากแหล่งพักอาศัย
          แนวทางการแก้ปัญหาที่ชุมชนแออัดอยากเห็นก็คือ   การเอื้อโอกาสให้ชาวสลัมได้เป็นส่วนหนึ่งของเมือง   โดยการให้ชุมชนปรับปรุงพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิมหรือหาพื้นที่ใกล้เคียงรองรับผ่านรูปแบบการเช่าที่ดินของรัฐในระยะยาว 30 ปี
          ทิศทางดังกล่าวซึ่งเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นหัวหอกในการผลักดันโดยมีรูปธรรมนำร่องในที่ดินการรถไฟฯ   ได้ถูกรัฐบาลทักษิณที่ว่องไวในการจับกระแสความรู้สึกของคนจนนำไปเป็นนโยบาย “บ้านมั่นคง” ในปี 2546   โดยเน้นให้ชุมชนแออัดเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยการปรับปรุงชุมชนในที่เดิม   พร้อมทั้งอนุมัติงบสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคเฉลี่ย 68,000 บาท ต่อครัวเรือน   โครงการบ้านมั่นคงตั้งเป้าหมายไว้ที่ 300,000 หน่วย ในระยะเวลา 5 ปี มีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) เป็นผู้ดำเนินการ
          เมื่อทักษิณถูกรัฐประหาร   รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ซึ่งแม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง   ก็ยังอุตส่าห์สานต่อโครงการบ้านมั่นคง   โดยอนุมัติงบประมาณด้านสาธารณูปโภคตั้งแต่ปี 2550 – 2554 อีก 13,615 ล้านบาท   สำหรับการทำโครงการที่เหลือจำนวน 200,218 หน่วย
          แม้จะได้เม็ดเงินมาพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ทำถนน ถมดิน ทำทางเท้า ทางระบายน้ำ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาในชุมชน   แต่เมื่อเสาบ้านยังโย้เย้  ฝาบ้านยังปะต่อด้วยวัสดุหลากชนิด   แล้วมันจะเป็น “บ้านมั่นคง” ได้อย่างไร   ดังนั้นกองทุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น
          ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา   มีการอนุมัติการทำโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วถึง 79,464 ครัวเรือน   ในจำนวนนี้มีครัวเรือนที่จำเป็นต้องกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจาก พอช. 47,733 ครอบครัว   ซึ่ง พอช. ได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 17,028 ครัวเรือน  โดยใช้เงินกองทุนจำนวน 2,386.15 ล้านบาท   คิดอัตราดอกเบี้ยจากชุมชนร้อยละ 4 ต่อปี   ขณะนี้ยังเหลือผู้ตกค้างที่รอกู้สินเชื่ออีก 30,705 ครอบครัว   นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเป้าหมายอีก 200,218 ครัวเรือน ที่ พอช. ต้องดำเนินโครงการบ้านมั่นคงให้เสร็จในปี 2554    เบ็ดเสร็จแล้วรวมกว่า 230,000 ครอบครัว   ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อของกองทุนที่อยู่อาศัยของ พอช. 
          อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคือว่า    ความต้องการใช้สินเชื่อกับปริมาณเงินของกองทุนไม่สอดคล้องกัน   ขณะนี้เม็ดเงินของ พอช. กว่า 2,300 ล้านบาทได้หมดลงแล้ว และยอดเงินจ่ายคืนของชุมชนที่กู้ไปก็ได้กลับมาเพียงเดือนละ 150 ล้านบาท ซึ่งไม่พอต่อการหมุนเวียนสินเชื่อ   ดังนั้นถ้าไม่มีการเติมเม็ดเงินให้กับกองทุน พอช.   ก็ไม่มีทางที่ชุมชนที่รอคอยสินเชื่อจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่
          พอช. หาทางแก้สถานการณ์ด้วยการต่อเชื่อมกับระบบธนาคารพาณิชย์    โดยการทำข้อตกลงกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. )   เพื่อให้ชุมชนไปกู้ยืมสินเชื่อจาก ธอส. แทน    แต่แนวทางดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค   เพราะเป็นการผลักไสคนจนให้ไปเข้าระบบแบงค์ที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพงถึงร้อยละ 6 ต่อปี
          สิ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค เสนอก็คือ   การให้รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มเม็ดเงินให้กับกองทุน พอช. อีก 6,000 ล้านบาท   โดยเป็นเงินเร่งด่วนในปีนี้ 1,000 ล้านบาท  ส่วนอีก 5,000 ล้านบาทนั้น เป็นงบประมาณที่จะทยอยจ่ายให้แก่ พอช. ปีละ 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2553 – 2557    ทั้งนี้เพื่อให้ พอช. นำมาปล่อยกู้ให้แก่ชุมชนที่ต้องการทำโครงการบ้านมั่นคงในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี
          โดยการผลักดันวาระดังกล่าวผ่านทาง “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย”   รัฐบาลภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552  เห็นชอบในหลักการต่อข้อเสนอดังกล่าว   โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  และพอช.  ไปจัดทำแผนงบประมาณร่วมกับกระทรวงการคลัง
          ผลการหารือของหน่วยงานดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า    กรอบการอนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัยของ พอช. จะอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท    โดยรัฐบาลจะนำแผนงบประมาณเข้าโครงการกองทุนไทยเข้มแข็งวงเงิน 800,000 ล้านบาท ที่ขออนุมัติจากรัฐสภา   ทั้งนี้จะจ่ายเงิน 1,000 ล้านบาท ให้แก่ พอช. ในปี 2552 ส่วนในปี 2553 – 2554 จะจ่ายปีละ 2,000 ล้านบาท และในปี 2555 จะจ่ายให้อีก 1,000 ล้านบาท   ซึ่งเป็นไปตามกรอบการใช้เงินของกองทุนไทยเข้มแข็งที่มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 – 2555
          นี่คือสาระสำคัญของประเด็นกองทุนที่อยู่อาศัยที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานรัฐ   แต่ไฉนข้อสรุปเชิงสาระดังกล่าวจึงไม่ได้ออกจากปากท่านนายกอภิสิทธิ์ในวันที่ไปตรวจเยี่ยมชุมชนคลองบางบัว   นายกรัฐมนตรีพูดแต่เพียงว่าจะให้เงินด้านที่อยู่อาศัยแก่ชุมชนจำนวน 1,000 ล้านบาท   ซึ่งถ้อยแถลงอันนี้ได้นำไปสู่ความงุนงง  สับสน  ของชาวสลัม  รวมถึงสงสัยว่ารัฐบาลต้องการให้เงินแค่ 1,000 ล้านบาท เท่านั้นหรือไม่   ถ้าเป็นเช่นนั้นกรอบวงเงิน 6,000 ล้านบาท ที่เคยคุยร่วมกันจะถูกพับไปหรือ?
          ท่านนายกอภิสิทธิ์ที่เคารพ   รัฐบาลก่อนหน้าท่านทั้งรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลจากคณะทหาร   ต่างมีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงเพื่อจะทำให้ความฝันด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองเกิดขึ้นได้จริง   ดังนั้นในยุคของฯพณฯท่าน   เมื่อการทำโครงการของชาวบ้านเกิดอุปสรรคด้านเม็ดเงินกองทุนสินเชื่อที่ไม่เพียงพอ  ก็คงต้องเป็นภาระหน้าที่ของท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีคำขวัญสวยหรูว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” ที่จะต้องสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของคนจนตามที่ได้ตกลงไว้กับภาครัฐ   โดยการอนุมัติเม็ดเงินจำนวน 6,000 ล้านบาท ให้กับ พอช.    เพื่อให้ชุมชนกู้ยืมไปสร้างบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
          โปรดอย่าให้คนยากคนจนเข้าใจว่า   รัฐบาลภายใต้การนำของท่านกำลังทรยศ  บิดเบือน  หรือเบี้ยว ต่อข้อตกลงที่ให้ไว้กับภาคประชาชน   เพียงเพราะเม็ดเงินก้อนนี้นักการเมืองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดซื้อจัดจ้าง   เปิดประมูล  รวมถึงล็อกสเป็ค   เหมือนกับโครงการชุมชนพอเพียงที่กำลังฉาวโฉ่วอยู่ในขณะนี้.

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์ ขึ้นดอกเบี้ยคนจน พอช. ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์    ขึ้นดอกเบี้ยคนจน
พอช.  ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

อัภยุทย์   จันทรพา   ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.    เป็นองค์กรของรัฐแนวใหม่ในลักษณะองค์การมหาชน   ที่เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีการพัฒนาต่างๆ   โดยมีวิสัยทัศน์อยู่ที่   การเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานรากด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม
          ภายหลังการก่อตั้งในปี 2543    พอช. มีบทบาทการทำงานอย่างกว้างขวางครอบคลุมหลายเนื้องานของการพัฒนา  เป็นต้นว่า   การทำโครงการที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง     การฟื้นฟูชุมชนและจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น   การจัดสวัสดิการชาวบ้าน    รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทชุมชน  
          อย่างไรก็ตามในระยะหลัง   พอช.  มักถูกองค์กรประชาชนและเครือข่ายประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการทำงานว่า   มุ่งเน้นในเชิงปริมาณมากกว่าจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงให้กับภาคประชาชนเพื่อสร้างสรรค์งานพัฒนาในเชิงคุณภาพ   อันเป็นทิศทางที่ถูกบรรจุอยู่ในวิสัยทัศน์ของ พอช. เอง
          ตัวอย่างอันชัดเจนของข้อวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองดังกล่าวก็คือ   เรื่องราวฉาวโฉ่ของการคัดสรรคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของ พอช.     ที่มีการกระทำอย่างเร่งรีบ   รวบรัด   และไม่เปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางให้กับองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆที่อยู่นอกโครงสร้างและกลไกการทำงานของ พอช.
          นอกจากเรื่องการสรรหาบอร์ดที่ถูกตีแผ่จนกลายแป็นประเด็นสาธารณะแล้ว   ยังมีรูปธรรมการทำงานอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่า   พอช. ได้ละเลยหลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขององค์กรประชาชน  ซึ่งเป็นผู้รับผลโดยตรงจากการกำหนดนโยบายของ พอช.    เรื่องที่ว่าก็คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจากร้อยละ 4 ไปเป็นร้อยละ 6 ต่อปี    โดยการกำหนดให้ชุมชนไปกู้ยืมสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. ) แทนการกู้ยืมจากกองทุนของ พอช.


          สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจะมีกรอบวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ต่อครอบครัว   ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งเป็นเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินและเงินกู้สร้างบ้านอย่างละครึ่ง    มีระยะเวลาผ่อนชำระคืน 15 ปี   โดย พอช. จะคิดดอกเบี้ยจากชุมชนในอัตราคงที่ร้อยละ 4 ต่อปี    ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุน พอช. ไปราว 2,300 ล้านบาท   เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ชุมชนแออัดในการทำโครงการบ้านมั่นคงประมาณ 70,000 หน่วย จากจำนวนที่ พอช. ตกลงไว้กับรัฐบาล 300,000 หน่วย
          แม้จะเหลือเป้าหมายในการทำโครงการบ้านมั่นคงกว่าอีก 200,000 หน่วย   แต่ พอช. อ้างว่าเม็ดเงินของกองทุนใกล้หมดแล้ว   ดังนั้นจึงมีมติบอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการ   ไปขอใช้สินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่ง พอช. ได้ไปทำข้อตกลงไว้กับธนาคารแล้ว   โดยจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ย 4 เปอร์เซนต์ ใน 2 ปีแรก   จากนั้นในปีที่ 3 ถึง ปีที่ 15 จะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 6 เปอร์เซนต์ ต่อปี
          การตัดสินใจของ พอช. ที่จะลอยแพชาวบ้าน   โดยปล่อยให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคงต้องไปเผชิญกับกระแสอัตราดอกเบี้ยตามกลไกตลาดของธนาคาร   จึงเป็นการกำหนดนโยบายทางสังคมที่ขาดซึ่งความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง    ดังเหตุผลหลายประการ
          ประการแรก   แทนการผลักดันให้ชาวบ้านไปกู้เงินแบงค์แล้วต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น    พอช. ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคม  ควรต้องแสดงความเข็งขันและยืนหยัดที่จะขอเงินเพิ่มจากรัฐบาลเพื่อนำมาใส่กองทุน   รวมถึงแสวงหาความร่วมมือจากเครือข่ายภาคประชาชนในการผลักดันให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระทางสังคมที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจ   ทั้งนี้เพราะเงินกองทุนของ พอช. ที่ไม่พอปล่อยกู้นั้น  มีสาเหตุโดยตรงมาจากนโยบายบ้านมั่นคงของภาครัฐ  ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดไม่ให้อยู่ในสภาพสลัม   ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกำหนดเป้าหมายปริมาณของโครงการไว้มาก   รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณในการทำโครงการเพิ่มขึ้น   ซึ่งหากรัฐบาลให้เงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท โดยการทยอยจ่ายปีละ 1,000 ล้านบาท    กองทุนของ พอช. ก็น่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะหมุนเวียนสินเชื่อให้กับชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง
          ประการที่สอง    การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วเปลี่ยนให้ระบบธนาคารมาคอยดูแลชะตากรรมของคนจน   ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลทางตรงต่อภาวะรายจ่ายในครัวเรือนของครอบครัวผู้ใช้สินเชื่อ   คาดการณ์กันว่าผู้กู้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 100 บาท ในช่วงตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 15    คำถามคือว่าแล้วไฉนประเด็นสำคัญที่กระทบต่อค่าครองชีพของผู้คนกว่า 200,000 ครอบครัวที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง   จึงขาดกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ   เครือข่ายสลัม 4 ภาค   องค์กรที่เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน   ไม่เคยรับรู้ต่อการเกิดขึ้นของนโยบายนี้   ไม่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ตามชุมชนที่ประสงค์จะทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อฟังทัศนะของชาวบ้านต่อประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย    บอร์ด 3 คน ที่เป็นตัวแทนสายชุมชนก็ไม่เห็นทุกข์ร้อนที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาถกเถียงพูดคุยกับเครือข่ายต่างๆที่มีอยู่ทั่วประเทศ   ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า   แท้จริงแล้ว พอช. ซึ่งเป็นองค์กรแนวใหม่ของรัฐ  ให้ความเคารพต่อหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือไม่เพียงใด
          ประการที่สาม   นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายดอกเบี้ยที่สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน   ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำ   เพื่อกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างและวงการอสังหาริมทรัพย์   เช่นออกมาตรการให้ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์  ปล่อยเงินกู้ร้อยละ 2.75 ต่อปี ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 30 ปี   เพื่อให้ข้าราชการกู้ยืมไปซื้อบ้าน   แต่คนจนในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. กลับต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยถึงร้อยละ 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   ทั้งๆที่ชาวชุมชนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสวัสดิการต่างๆที่กลุ่มข้าราชการได้รับ
          นโยบายทางสังคมอันผิดพลาดดังที่กล่าว   สมควรที่จะต้องได้รับการทบทวนการแก้ไขโดยเร่งด่วน   เครือข่ายสลัม 4 ภาค  ในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่มีจุดยืนปกป้องสิทธิที่อยู่อาศัยของคนยากจนในเมือง   ขอเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ที่กำกับดูแล พอช. ดำเนินการดังต่อไปนี้
          หนึ่ง   ให้มีนโยบายให้ พอช. แก้ไขมติบอร์ดที่ให้ชุมชนไปใช้สินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในอัตราดอกเบี้ย 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   โดยให้กลับมาใช้สินเชื่อจากกองทุน พอช. ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี   เพราะกองทุนของ พอช. ยังพอมีเงินเหลืออยู่และเมื่อนำมารวมกับเงินผ่อนชำระเฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านบาทของชุมชนที่กู้ไปก่อนหน้านี้    จึงทำให้ในระหว่างนี้ พอช. ยังมีศักยภาพที่จะปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปีได้
          สอง   ให้มีนโยบายเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อแก่กองทุน พอช. อีก 5,000 ล้านบาท   โดยเสนอของบจากรัฐบาลปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี    เพื่อให้ พอช. มีเงินทุนหมุนเวียนที่จะปล่อยเงินกู้แก่ชุมชนที่อยู่เป้าหมายโครงการบ้านมั่นคงแต่ยังไม่ได้ทำโครงการอีกกว่า 200,000 ครอบครัวในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 เปอร์เซนต์   นอกจากนี้เงินที่รัฐบาลอนุมัติเพิ่มปีละ 1,000 ล้านบาทนั้น   ยังถือเป็นงบที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง   เพราะเป็นเงินที่ชุมชนกู้ไปใช้ซื้อที่ดินหรือสร้างบ้านซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มเม็ดเงินให้กับวงการธุรกิจก่อสร้าง
          สาม   ให้มีนโยบายให้ พอช. ปฏิรูปการทำงานขององค์กรให้มีธรรมมาภิบาลขึ้น   และเปิดการมีส่วนร่วมให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทุกหมู่เหล่า   ไม่ใช่เน้นเฉพาะการทำงานกับแกนนำและชาวบ้านที่อยู่ภายใต้กลไกการจัดตั้งของ พอช.    โดยการปฏิรูปควรจะเริ่มต้นจากการเริ่มกระบวนการสรรหาคณะกรรมการบริหารกันใหม่    ไม่ใช่ยอมรับบอร์ดชุดล่าสุดที่ภาคประชาสังคมกำลังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของกระบวนการคัดสรร

          ห้วงเวลานี้จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสม   ที่จะยกเครื่องสถาบันอันมีรากฐานการก่อเกิดมาจากแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม    ทั้งนี้เพื่อให้ พอช. เป็นองค์กรที่มีบุคลิก  เปิดเผย  โปร่งใส  ยอมรับความเห็นต่าง   และเคารพต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายประชาชนในการกำหนดนโยบายองค์กร   ไม่ใช่ปล่อยให้ พอช. เดินหนีห่างจากปรัชญาและวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของตนเหมือนอย่างทุกวันนี้.

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เที่ยวปนงานและการเมืองใหม่

เที่ยวปนงานและการเมืองใหม่

อัพยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          1.. สองสัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 7 ตุลาคม 2551   ผมถือโอกาสเอาช่วงที่ เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยสากล   หลบหนีบรรยากาศแห่งความเคร่งเดรียดทางการเมืองในกรุงเทพฯไปรับลมชมงานและสืบสานมิตรภาพผ่านความเมากับพี่น้องสลัมที่ขอนแก่น  
            เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้บรรลุผลทุกประการ   กระท่อมไม้ไผ่ริมทางรถไฟต้อนรับการมาของผมด้วยสายลมหนาวยามดาวพราวฟ้า   ความเป็นพี่น้องลูกหลานระหว่างเอ็นจีโอกับชาวบ้านถูกตอกย้ำด้วยประเพณีงานบุญทั้งงานกฐินและงานบวชที่ผมมีโอกาสได้ร่วมกุศล   นี่ยังไม่นับสายสัมพันธ์และเรื่องราวชีวิตที่กระชับแน่นผ่านสายน้ำแห่งเมรัยหลายสิบขวด   ส่วนในเชิงหน้าที่การงานนั้น   ชาวสลัมขอนแก่นร่วม 300 คน ได้ลุกขึ้นมาประกาศศักดิ์ศรีกลางเมืองด้วยริ้วขบวนรณรงค์สิทธิของคนยากคนจน
            ถือเป็นครั้งแรกที่คนสลัมขอนแก่นในนาม เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์   ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนที่สังกัดอยู่กับเครือข่ายสลัม 4 ภาค   มีความมั่นใจพอที่จะจัดกิจกรรมสาธารณะเชิงมวลชนของตนขึ้น   ความเชื่อมั่นของพวกเขามาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกเพศวัย   เด็กๆราว 50 คน เดินอยู่ในขบวนแถวหน้า   ถัดมาเป็นกลุ่มก้อนของบรรดาเจ้าของรถซาเล้ง รถสามล้อถีบ ที่แปลงสภาพเครื่องมือทำมาหากินให้เป็นที่ประดับประดาคำขวัญบนธงทิว   คนหนุ่มคนสาวต่างจับถือป้ายผ้ารณรงค์   บนรถเครื่องเสียงแกนนำและโฆษกช่วยกันขับเคลื่อนกิจกรรมที่ไล่ตั้งแต่พิธีกรรมไหว้ศาลขอพรเจ้าพ่อหลักเมือง   การป่าวประกาศจุดประสงค์การรณรงค์ที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้   ไปจนถึงการเคลื่อนพลไปที่ทำการเทศบาลและศาลากลางจังหวัดเพื่อพบปะกับผู้มีอำนาจ   นอกจากบนท้องถนนแล้ว   การมีส่วนร่วมยังเกิดขึ้นในโรงครัว   แม่หญิงแม่ใหญ่ที่เดินไม่ไหว   พร้อมใจกันเป็นกองกำลังหุงหาข้าวปลาอาหารเตรียมไว้สำหรับผู้เดินขบวน


            การเจรจาได้ผลพอควร   นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นกล่าวประกาศจุดยืนต่อหน้าผู้ชุมนุมว่า  เทศบาลเข้าใจการดำรงอยู่ของชาวสลัมอันมีสาเหตุมาจากการล่มสลายของภาคชนบท   ดังนั้นจะพยายามแก้ไขปัญหาตามที่พี่น้องนำเสนอ  ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนปรนกฏระเบียบในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย  การออกเลขที่บ้านถาวรให้กับชุมชนที่มีสิทธิในที่ดินแล้ว    พร้อมทั้งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนข้าราชการฝ่ายทะเบียนในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าเรียกเก็บเงินค่าสมุดสำเนาทะเบียนบ้านฉบับละ 200 บาท   หากพบว่ามีการทำผิดจริงจะดำเนินการตามกฏหมาย   สำหรับทางจังหวัด   มีรองผู้ว่าราชการเป็นตัวแทนออกมารับข้อเรียกร้องและยืนยันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นจะเปิดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ภายใน 30 วัน
          นอกจากปฏิบัติการในเชิงอำนาจการต่อรอง   ขวัญพลังที่มาจากรูปธรรมความสำเร็จของชุมชน   ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในขนบธรรมเนียมการเคลื่อนไหวของขบวนสลัม   ดังนั้นในช่วงบ่ายเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์จึงจัดให้มีพิธีส่งมอบพื้นที่เช่าของการรถไฟฯให้กับชุมชนพัฒนาเทพารักษ์โซน 3   เพื่อที่ชุมชนจะได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงต่อไป   และจากรายงานของเครือข่ายฯ   ขณะนี้มีชุมชนในขอนแก่นที่มีสิทธิในที่ดินการรถไฟฯด้วยการทำสัญญาเช่าแล้ว 6 ชุมชน มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 200 ครอบครัว   โดยเป็นสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี 1 ชุมชน   ส่วนที่เหลือเป็นการเช่าในอายุสัญญาครั้งละ 3 ปี    การมีสิทธิในที่ดินการรถไฟฯในลักษณะดังกล่าว   จึงเป็นหลักประกันว่าถิ่นฐานที่พี่น้องสลัมขอนแก่นบุกเบิกมาจะไม่ถูกขับไล่ไหวคลอนโดยซองประมูลของนายทุน
          การงานเสร็จสรรพลงด้วยบทสรุปร่วมกันว่า   จากนี้ไปพลังของเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์  จะเป็นส่วนหนึ่งของพลังภาคประชาชนในขอนแก่นอย่างแน่นอน   เพราะพวกเขาพร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นมาประกอบกิจกรรมทั้งในเชิงสิทธิที่อยู่อาศัยและสิทธิด้านอื่นๆนับจากนี้
2..ทีแรกกะว่าจะไปเที่ยวไปเมาไปร่วมงานรณรงค์    แต่ในที่สุดกิจกรรมของชาวบ้านก็ทำให้ผมอดครุ่นคิดถึงเรื่องการเมืองไม่ได้   เราจะเรียกการเคลื่อนไหวในขอนแก่นครั้งนี้ว่าอะไรถ้าไม่ใช่   การเมืองของคนจนที่มีฐานประชาธิปไตยจากข้างล่าง   ซึ่งเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ได้ช่วยกันสร้างทำมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี    แล้วการเมืองแบบที่ว่านี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไรกับ การเมืองใหม่ ที่กำลังพูดถึงกันอยู่
          ตามความเข้าใจของผม   ประวัติศาสตร์งานสลัมแยกไม่ออกจากการเมืองแบบประชาธิปไตย   คนสลัมเริ่มเรียนรู้ประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญในปี 2526 2527   ซึ่งในช่วงนั้นเกิดการไล่รื้อสลัมในกรุงเทพฯด้วยความรุนแรง   สลัมริมคลองบางอ้อถูกคอมมานโดบุกเข้ารื้อ   จับกุมและสลายการชุมนุม   ส่วนสลัมตรอกไผ่สิงโตต้องเผชิญกับสภาพบ้านเรือนถูกกวาดไถโดยแทรคเตอร์   ในยุคนั้นระบบการปกครองทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางยังไม่เป็นประชาธิปไตย   กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง  ปู่เทียม  คือฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้กับพลเรือเอกเทียม   มกรานนท์  ผู้ว่าฯของคนกรุงในขณะนั้นที่ไม่มีผลงานอะไรเลย   ขณะที่ในระดับรัฐบาลพลเอกเปรม   ติณสูลานนท์ ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร   ดังนั้นในยามถูกขับไล่ที่   ชาวสลัมจึงไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรกับใครได้เพราะผู้บริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งย่อมไม่สนใจฟังเสียงของคนจน
           เหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะทำให้สลัมทั้งสองแห่งต้องแตกพ่าย   แต่ก็เกิดคุณูปการจากความสูญเสียเช่นกัน   ชาวสลัมเริ่มรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรเพื่อต่อต้านการไล่รื้อในชื่อ ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน     นอกจากจะต่อสู้ในเรื่องไล่ที่แล้ว   องค์กรสลัมในยุคนั้นยังเคลื่อนไหวในประเด็นประชาธิปไตย   พวกเขาสนับสนุนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2528   และรณรงค์เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งในปี 2529 มีนโยบาย บริการน้ำไฟ ไม่ไล่ที่ มีทะเบียนบ้าน  
         ปี 2533 สมัยพลเอกชาติชาย   ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง   เกิดการไล่รื้อสลัมพร้อมใจแถวพระโขนงโดยเจ้าของที่เอกชน   ฉากการไล่รื้อใกล้เคียงกับการขับไล่ในอดีตที่มีการจับกุมและสลายการชุมนุม   แต่ในครั้งนี้เมื่อมีรัฐบาลที่นายกฯมาจากการเลือกตั้งซึ่งอย่างน้อยก็เป็นประชาธิปไตยเต็มใบในทางรูปแบบ    ทำให้คนสลัมมีเป้าหมายในการเรียกร้องที่ชัดเจนขึ้น   พวกเขาพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนจนในท้ายสุดนายบรรหาร  ศิลปอาชา  รัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้นต้องเข้ามาเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าของที่ดิน   มีการหยุดการไล่รื้อ   ชาวบ้านได้รับค่ารื้อถอน   และการเคหะแห่งชาติจัดที่ดินบริเวณเขตประเวศไว้รองรับ   นอกจากจะคลี่คลายปัญหาชุมชนพร้อมใจได้แล้ว   รัฐบาลชาติชาย ยังอนุมัติเงิน 250 ล้านบาทเพื่อเป็นงบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแก่ชาวสลัมโดยรวม
         การไล่รื้อสลัมด้วยความรุนแรงในทั้งสองช่วงเหตุการณ์   ทำให้ขบวนการสลัมค้นพบว่า   ในการต่อสู้เรื่องไล่รื้อนั้น    การสู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมกว่าซึ่งพิสูจน์ได้จากกรณีชุมชนพร้อมใจ   เพราะถึงอย่างไรนักการเมืองก็ยังต้องฟังเสียงชาวบ้าน   พวกเขาต้องอาศัยประชาชนในฤดูหาเสียง   ผิดกับผู้บริหารที่มาจากรัฐราชการที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคะแนนจากใคร   และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมเมื่อเกิดการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534   องค์กรสลัมจึงเข้าร่วมคัดค้านเผด็จการทหาร   มีผู้นำชาวบ้าน 2 คน ร่วมอดข้าวประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์และมีผู้แทนสลัมราว 500 คน อยู่ในเหตุการณ์การต่อสู้พฤษภาคม 2535
        อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐบาลของนักการเมืองจะต้องฟังเสียงของประชาชนอยู่บ้างอย่างน้อยก็ในช่วงเลือกตั้ง   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านโยบายต่างๆของพวกเขาจะตอบสนองต่อสิทธิประโยชน์ของคนยากจน   ดังนั้นการนำเสนอ  ติดตาม  กดดันให้รัฐบาลเลือกตั้งมีและปฏิบัติตามแนวนโยบายที่เอื้อต่อคนจน   จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ขบวนสลัมใช้ในการเคลื่อนไหว   ประสบการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการผลักดันให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดการรื้อย้ายชุมชนแออัดพร้อมทั้งให้มีนโยบายแบ่งปันที่ดินของการรถไฟฯมาให้ชุมชนเช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อทำโครงการที่อยู่อาศัย   การชุมนุมกดดันของเครือข่ายสลัม 4 ภาคทำให้การรถไฟฯต้องมีมติออกมาในปี 2543 เพื่อรับรองสิทธิการเช่าของชุมชน    ถือเป็นครั้งแรกนับแต่ก่อตั้งกิจการรถไฟที่คนจนมีสิทธิในการเช่าที่ดิน 30 ปี  เสมอเหมือนตระกูลคนร่ำรวย   หากมองจากตัวอย่างนี้   ประชาธิปไตยของคนสลัมจึงไม่ใช่แค่การไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทน  หากแต่ยังเป็นเครื่องมือในการใช้บรรลุถึงสิทธิบางอย่างของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม
         นอกจากนี้การตรวจสอบนโยบายของนักการเมืองที่ให้สัญญาประชาคมไว้แต่ไม่ปฏิบัติตาม   ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ชาวสลัมสั่งสมขึ้นเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย   สมัยนายพิจิตต   รัตกุล   เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร   ในตอนหาเสียงมีนโยบายด้านการศึกษาไว้ว่า มาตัวเปล่าเข้าเรียนได้เลย   ซึ่งหมายถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่สังกัดกรุงเทพหมานครจะต้องเรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ   ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม  ค่าชุดนักเรียน  ค่าอุปกรณ์  ค่านม  ค่าอาหาร   แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่พบก็คือ   สโลแกนเย้ยหยันของชาวสลัมที่ว่า มาตัวเปล่ากลับบ้านได้เลย  ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองต่างต้องเสียค่าโน่นค่านี่จิปาถะ   ดังนั้นเพื่อให้คำสัญญาของผู้อาสาทางการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการปฏิบัติ   กลุ่มแม่บ้านชาวสลัมจึงรวมตัวกันไปเจรจากดดันกับผู้ว่าฯพิจิตต   จนทำให้นโยบายการเรียนฟรีกลายเป็นความจริงในท้ายสุด
3..ประชาธิปไตยในความคิดและประสบการณ์ของขบวนสลัมนั้น   หากมองในเชิงรัฐศาสตร์แล้วจะมีทั้งมิติประชาธิปไตยแบบตัวแทนและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม   ประชาธิปไตยแบบตัวแทนคือการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   ซึ่งถือเป็นฐานความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจการปกครองอย่างสันติ   แต่เนื่องจากในระบอบเสรีประชาธิปไตย   นักการเมืองไว้ใจไม่ได้เพราะมักมีวาระของกลุ่มทุนซ่อนเร้นอยู่ในนโยบายสาธารณะเสมอ   ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเชิงการกำกับ  ตรวจสอบ และผลักดันให้ภาครัฐมีนโยบายทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้คนส่วนใหญ่
        ที่ผ่านมาผลของการปฏิรูปการเมืองอันอวดโฉมอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540   ได้มุ่งเน้นไปที่การตั้งกลไกตรวจสอบนักการเมือง   การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอกฏหมายและการขยายขอบข่ายสิทธิเสรีภาพของภาคพลเมือง   แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มพื้นที่ทางอำนาจให้แก่ฝ่ายบริหารด้วยเช่นกัน   จนทำให้รัฐบาลทักษิณกลายมาเป็นระบอบทักษิณอันแข็งแกร่งที่สามารถใช้ความเข้มแข็งมากีดกันด้านอื่นๆของการปฏิรูปการเมือง   ทั้งในเชิงการเข้าแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ   การแทรกแซงสื่อ   การนำเอานโยบายประชานิยมในภาคชนบทมาสยบมิติด้านสิทธิเสรีภาพ   เป็นต้นว่า   การฆ่าตัดตอนในประเด็นยาเสพติด   การใช้ความรุนแรงกับผู้คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐดังกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย   รวมทั้งการรวบอำนาจเพื่อเปิดทางสู่การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจพลังงาน   การแก้ไขกฏหมายสรรพสามิตรเพื่อเอื้อต่อธุรกิจครอบครัวและการขายหุ้นด้านกิจการโทรคมนาคมแก่บริษัทต่างชาติ
         สภาพการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการส่อถึงการปฏิรูปการเมืองที่ล้มเหลว   เพราะสิ่งที่ถูกปฏิรูปไม่ใช่สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมการเมืองของภาคประชาชน   หากแต่กลายเป็นประสิทธิภาพในเชิงการบริหารอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลในลักษณะของเผด็จการรัฐสภา   และนี่คือมูลเหตุที่นำไปสู่การคัดค้านต่อต้านระบอบทักษิณจากหลายภาคส่วนตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนถึงการเรียกร้องให้เกิด การเมืองใหม่ ในปัจจุบัน
          แต่อะไรคือความ ใหม่ ของการเมือง    อันนี้คงต้องขึ้นอยู่กับจินตนาการและทัศนะทางชนชั้นที่ใช้ในการมอง    สำหรับขบวนการชาวสลัมอย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค  ประเด็นในเรื่องการเมืองใหม่นอกจากจะต้องยืนยันที่มาของรัฐบาลว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งอันถือเป็นฐานที่มาอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว   อีกประเด็นที่สำคัญคือการเร่งเครื่องปฏิรูปการเมืองเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองของภาคประชาชนรวมถึงการสร้างพลังอำนาจการต่อรองของคนยากคนจนเพื่อเข้าถึงสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ    ผมเห็นคนสลัมพูดถึงการปฏิรูปที่ดิน  การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมด้วยระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า   พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อที่ต้องเปิดทางให้ผู้เสียเปรียบมีช่องทางในการสื่อสารสาธารณะมากขึ้น   พูดถึงเรื่องสิทธิของชุมชนในการตั้งถิ่นฐานอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษาที่รัฐต้องจัดการศึกษาฟรีโดยชุมชนมีส่วนร่วม
         มิติทางการเมืองเหล่านี้   หากพูดอย่างตรงไปตรงมา   มันก็คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่เข้มข้นขึ้น   เป็นประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้น   เพื่อที่คนยากจนจะได้เข้าไปกำหนดโครงสร้างกฏหมายรวมทั้งนโยบายที่จะเอื้อต่อชีวิตของพวกเขา   ซึ่งถือเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยของขบวนการสากล   ภาคประชาชนในละตินอเมริกามีการริเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมที่จะสถาปนาระบบประชาธิปไตยทางตรงเพื่อให้เป็นกลไกคู่ขนานในการตรวจสอบถ่วงดุลย์การทำงานของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน    ดังเช่นตัวอย่างการสร้างเขตปกครองตนเองของขบวนการซาปาติสต้าในเม็กซิโก   การมีส่วนร่วมกำหนดงบประมาณเพื่อการจัดการชีวิตสาธารณะของชุมชนในเมืองปอร์โตอเลเกร  ประเทศบราซิล

        นี่คือเนื้อหาการเมืองใหม่ของคนจนกลุ่มหนึ่งที่ผมได้สัมผัสรับรู้มา   คิดว่าคงแตกต่างอย่างแน่นอนกับกระแสการเมืองแบบชนชั้นนำที่ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังพูดกันอยู่   เพราะมันเป็น การเมืองใหม่ ที่อยู่บนเส้นทางของ...  การปฏิรูปการเมืองไทยสู่ประชาธิปไตยทางตรง   มิใช่ทางลัดที่นำการเมืองกลับคืนสู่ระบอบอมาตยาธิปไตย.

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ?

ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ?

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

วิสัยทัศน์เฮงซวย : ของนายกฯห่วยแตก
          ในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช. ) ที่ศูนย์อิมแพค  อารีนา  เมืองทองธานี   เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551   นายสมัคร   สุนทรเวช   นายกรัฐมนตรี   ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง วิสัยทัศน์ประเทศไทย ปี 2570 โดยมีเนื้อความพาดพิงถึงสลัมหรือชุมชนแออัดว่า
มีความต้องการที่จะขยับขยายหรือย้ายชุมชนที่เรียกว่า สลัม ประมาณ 1,700 แห่ง รวมถึงโรงงานขนาดเล็กที่มีอยู่ 30,000 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร  ออกไปไว้นอกเมือง   โดยรัฐบาลจะเข้าไปเจรจากับเจ้าของที่เดิม   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีเก่าเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อ   เพราะหากซื้อจะต้องเสียภาษีมาก   จากนั้นจะนำพื้นที่เหล่านั้นมาจัดให้เป็นสัดส่วน   ทำเป็นสวนสาธารณะหรือจุดสีเขียว   เพื่อให้ กทม.มีพื้นที่สีเขียวขึ้น   ก็จะทำให้ กทม.   เป็นเมืองที่มีความสวยงามและน่าอยู่
แนวความคิดในการย้าย สลัม ออกไปนอกเมืองเพื่อนำพื้นที่มาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะรวมทั้งสร้างพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสวยงามและเมืองน่าอยู่นั้น   นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้จากชาวสลัม   เครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนแออัด   ได้ประกาศจุดยืนคัดค้านวิสัยทัศน์ของนายสมัคร   ด้วยการระดมตัวแทนกว่าร้อยคนไปยื่นจดหมายเปิดผนึกที่หน้าทำเนียบรัฐบาล  โดยให้เหตุผลว่า  วิสัยทัศน์การพัฒนาด้วยการย้ายคนสลัมไปอยู่นอกเมือง   เป็นวิสัยทัศน์ที่ไม่เข้าใจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของปัญหาสลัม   มองไม่เห็นคุณค่าของชุมชนและคนยากจนที่มีฐานะเป็นแรงงานในการสร้างควมเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับเมือง   นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี  ทบทวนวิสัยทัศน์การพัฒนาในแบบที่รื้อย้ายคนสลัมออกไปนอกเมือง
นอกจากจะส่งสาส์นถึงรัฐบาลแล้ว   ชาวสลัมกลุ่มนี้ยังเปิดเวทีสาธารณะเพื่อถกเถียงถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าวในหัวข้อ ไล่สลัมให้พ้นเมือง : วิสัยทัศน์อันเรืองรองหรือมุมมองอันมืดบอด ? ณ  อาคารศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์   วัดหนู   เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา   โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ  กรรมการสิทธิมนุษยชน   นักวิชาการ  เอ็นจีโอ  และผู้นำชุมชนเข้าร่วมพูดคุย


คนสลัม : กับตำนานแห่งการบุกเบิก
คนสลัมเป็นผู้บุกเบิก   การเกิดขึ้นของสลัมเกี่ยวพันกับทิศทางการพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมโดยละทิ้งภาคเกษตร   ทำให้พี่น้องคนจนในชนบทต้องอพยพเข้าเมือง   เมื่อมาอยู่เมืองภาครัฐก็ไม่ได้เหลียวแลในเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งๆที่พี่น้องเข้ามาเป็นแรงงานในเมือง   คนจนเหล่านี้จึงต้องแสวงหาที่อยู่อาศัยกันเองทั้งในที่ดินรกร้างว่างเปล่าของรัฐและเอกชน   จนกลายเป็นชุมชนแออัดในท้ายสุด
เจ้าของความเห็นที่ตรงไปตรงมานี้คือ   ประทิน  เวคะวากยานนท์  ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค  หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อข้างต้น   ทัศนะของเธอทำให้นึกถึงภาพของสลัมคลองเตย   แหล่งชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ   เมื่อครั้งที่ประเทศไทยกำลังเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกๆ   อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าทำให้รัฐบาลต้องสั่งสินค้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากต่างชาติ   ท่าเรือคลองเตยซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากในการขนถ่ายสินค้า   เมื่อไม่มีที่ซุกหัวนอนกุลีแรงงานเหล่านั้นจึงบุกเบิกถิ่นฐานการอยู่อาศัยในที่ดินของการท่าเรือฯจนกลายเป็นสลัมคลองเตย
นอกจากที่คลองเตยแล้ว   สลัมแห่งอื่นๆก็มีลักษณะของการบุกเบิกไม่ต่างกัน   จากประสบการณ์ตรงของผมในการทำงานกับสลัมในที่เอกชนย่านพระราม 3 ราว 1,000 ครอบครัว พบว่า
ชุมชนส่วนใหญ่ 5 ชุมชน  อาศัยอยู่ในที่ดินเอกชนที่มีสภาพเป็นป่าจาก   และร่องสวนเก่า  ซึ่งเจ้าของที่ปล่อยรกร้างเอาไว้  มีเพียงผู้ดูแลที่ดินที่ต่อมานำเอาที่ดินมาแบ่งแปลงออกขายด้วยการเรียกเก็บค่าหน้าดินจากชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่แปลงละ 5,000 15,000 บาท  แล้วแต่ขนาดของแปลงที่ดิน  การจ่ายค่าที่ดินไม่มีลายลักษณ์อักษรใดๆ   นอกจากคำสัญญาที่จะนำเงินไปให้เจ้าของที่   และด้วยกระบวนการเช่นนี้  ขบวนแถวของผู้ไม่มีบ้านต่างก็ทยอยกันเข้าปักหลักจับจองที่ดิน  หักร้างถางพง  ปลูกบ้านพักอาศัยและพัฒนาเป็นชุมชนในที่สุด   อีกตัวอย่างหนึ่งของการบุกเบิกที่ดินเอกชนก็คือ   ชุมชน 2 แห่ง  ที่เถ้าแก่โกดังค้าข้าวริมแม่น้ำเจ้าพระยานำเอาที่ดินของตนที่อยู่ใกล้ๆกับโกดังมาปลูกเป็นเรือนแถวให้คนงานพักอาศัย   จากนั้นการก่อตัวเป็นชุมชนก็เริ่มขึ้น   เมื่อบรรดาจับกังต่างพากันหอบเอาลูกเมีย  เครือญาติ  มาอาศัยด้วย   เพื่อช่วยกันทำมาหากินจนในท้ายสุดก็แตกขยายกลายเป็นชุมชน
สลัมในหัวเมืองก็เช่นกัน   มักมีพัฒนาการในการตั้งถิ่นฐานภายหลังการเข้ามาเป็นกำลังแรงงานในเมือง   สลัมริมทางรถไฟที่ขอนแก่นมีบรรพบุรุษรุ่นแรกเป็นคนงานตัดฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อน้ำรถไฟในสมัยที่การรถไฟฯยังใช้รถที่วิ่งด้วยหัวรถจักรไอน้ำ       นอกจากนี้สลัมในที่ดินของวัด   ที่ดินสาธารณะ   และที่ราชพัสดุตามจังหวัดต่างๆ   ก็ล้วนแต่มีที่มาที่ไปในลักษณะของการถูกบุกเบิกทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่าการบุกเบิกตั้งถิ่นฐานของชาวสลัม   เกิดจากความจำเป็นของการไม่มีที่อยู่อาศัยภายหลังอพยพเข้าสู่เมือง   นอกจากนี้การช่วยกันสร้างบ้านแปงเมือง   พัฒนาพื้นที่ทั้งทางกายภาพ  ถนนหนทาง  และการก่อเกิดขึ้นของแหล่งย่านค้าขายของชุมชน   ก็ส่งผลโดยตรงต่อความเจริญและมูลค่าของที่ดินที่ชุมชนบุกเบิกอยู่อาศัย   ดังนั้น  นี่จึงไม่ใช่การบุกรุกถือครองด้วยสภาพจิตอันละโมบที่มุ่งหวังผลประโยชน์และกำไรในทรัพย์สินของผู้อื่น   หากแต่เป็นการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าของผู้ที่ล้มละลายมาจากชนบท   เป็นการหยั่งรากฝากกายของชีวิตใหม่ในเขตเมือง

ไล่สลัมออกนอกเมือง : สารพัดเรื่องใครจะทำ
โปสเตอร์แผ่นหนึ่งถูกใส่กรอบติดไว้ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายสลัม 4 ภาค   โดยมีข้อความเขียนว่า ไล่สลัมไปนอกเมือง  สารพัดเรื่องใครจะทำ ”   ถ้อยคำรณรงค์นี้เป็นคำขวัญที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวสลัมอย่างแน่นอน   เพราะนอกจากจะเป็นผู้บุกเบิกถิ่นฐานในเมืองแล้ว  การดำรงอยู่ของพวกเขายังเกี่ยวพันอย่างมากกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง  ภาคการผลิต  พานิชยกรรม  การก่อสร้างและธุรกิจบริการ   ต่างต้องพึ่งพาแรงงานจากชุมชน   งานหนักและอาชีพที่ไม่มีใครอยากทำ  เป็นต้นว่า  แบกหาม  กรรมกร  เก็บขยะ  กวาดถนน  ขับรถเมล์ ฯลฯ  ก็ล้วนแต่คนสลัมทำ 
อย่างไรก็ตามสำหรับภาครัฐแล้ว  ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปเป็นฐานคิดเพื่อทำความเข้าใจกับสภาพปัญหา   หน่วยงานราชการต่างๆอาศัยแต่มุมมองทางกฏหมายมาเป็นมาตรการหลักในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด  ชุมชนถูกประทับตราว่าเป็น ผู้บุกรุก ”   และท้ายสุดก็มักไปจบลงที่การใช้กฏหมายในการรื้อย้ายชุมชน
สังวาลย์   บุญส่ง   แกนนำชุมชนบ่อนไก่   ผู้ร่วมวงเสวนาอีกคน   กล่าวยืนยันถึงความเจ็บปวดจากการไล่รื้อและขับไล่ชาวสลัมออกไปนอกเมือง เมื่อปี 2526  ชุมชนคลองบางอ้อถูกคอมมานโดไล่รื้อ   มีการจับกุม  ใช้ความรุนแรง   ผมเห็นผู้หญิงคนแก่ต้องก้มกราบตำรวจเพื่อขอไม่ให้รื้อบ้าน   ตอนนั้นผมทำงานขับรถส่งน้ำมันแวะเข้าไปดูสถานการณ์   จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงานแล้วเข้าร่วมกับเอ็นจีโอก่อตั้งองค์กรชาวบ้านเพื่อต่อสู้ในสิทธิที่อยู่อาศัย   นอกจากนี้แนวคิดเรื่องการย้ายคนจนออกไปนอกเมืองก็มีมานานแล้ว   สมัยนั้นนายวัฒนา  อัศวเหม เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย  ก็คิดย้ายคนสลัมออกไปอยู่ปราจีนบุรี   แต่พี่น้องไม่เอาด้วย   มีการยกพลไปเจรจาคัดค้านเพราะคนจนจะต้องอยู่ในเมือง  หากินในเมือง   พวกแม่ค้าที่ย้ายไปชานเมือง   เวลายกหาบขนมจีนขึ้นรถเมล์เพื่อนำมาขาย   ก็ถูกกระเป๋ารถเมล์บ่น   ดังนั้นจึงเป็นเรื่องลำบากที่คนจนต้องไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมือง
ประสบการณ์ในการย้ายชุมชนไปอยู่นอกเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของการเคหะแห่งชาติที่กระจายอยู่ในหลายจุด อาทิเช่น มีนบุรี  หนองจอก  ลาดกระบัง  ลาดหลุมแก้ว  รังสิตคลองสาม  คลองห้า นั้น   ท้ายสุดแล้วพบว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนสลัม   การย้ายชุมชนออกนอกเมือง หากพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ การพาคนไปอยู่ห่างไกลจากแหล่งงานเดิมของชาวสลัม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบในเมือง เช่น กรรมการ ลูกจ้าง คนเก็บของเก่า แม่ค้าหาบเร่ ฯลฯ  คนที่ยึดอาชีพเหล่านี้ ครั้นจะกลับมาทำงานในเมืองที่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าเดินทางที่แพงขึ้น อีกทั้งยังต้องเสียเงินผ่อนชำระค่าที่ดิน สินเชื่อปลูกบ้าน และเมื่อรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ชุมชนใหม่ไม่ได้ ก็ต้องเซ้งสิทธิ์กลับเข้ามาบุกเบิกชุมชนในเมืองอีก
ผลจากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้ชาวสลัมที่ได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยกว่าร้อยละ 50 ทิ้งบ้านและกลับเข้ามาอยู่อาศัยในสลัม  ทั้งที่อยู่ในรูปของการกลับมาเช่าบ้าน เช่าห้อง และการเข้ามาบุกรุกที่ดินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย  เพื่อความสะดวกในการทำงาน  โดยชาวสลัมบางส่วนก็ทิ้งคนแก่และเด็กไว้ในที่อยู่อาศัยนอกเมืองและไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว
ความล้มเหลวของการย้ายชุมชนไปนอกเมือง  สอดคล้องกับทัศนะของ น.ส.สมสุข  บุญญบัญชา  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. )  ที่กล่าวในวงเสวนาว่า แนวคิดในการรื้อย้ายสลัมไปไว้นอกเมือง   เป็นแนวคิดที่หลายประเทศในเอเชียยึดเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนในระหว่างช่วงปี 2515 2525   แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ   เพราะในที่สุดคนจนก็ต้องกลับเข้ามาใช้ชีวิต   เข้ามาทำมาหากินในเมืองอีก   แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ใช้แก้ปัญหาความเป็นชุมชนแออัดในเมืองไม่ได้   ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจะให้นักการเมืองมองว่าประชาชนเป็นทรัพยากรในการแก้ไขปัญหา   ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา   และควรให้ชาวบ้านเป็นศูนย์กลางในการทำโครงการที่อยู่อาศัย

ปฏิรูปที่ดินเมือง : เครื่องมือสู่สิทธิในที่อยู่อาศัย
การคัดค้านต่อวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองของนายกรัฐมนตรี  ไม่ได้หมายความว่าชาวชุมชนแออัดเห็นด้วยกับการดำรงอยู่ของสภาพ สลัม   ในจดหมายเปิดผนึกของเครือข่ายสลัม 4 ภาคระบุว่า   เราขอยืนยันว่าเราอยากแก้ไขปัญหาสลัม   ไม่ต้องการอยู่กันอย่างชุมชนแออัดที่ไม่เป็นระเบียบไม่ถูกสุขลักษณะ   แต่การแก้ไขปัญหาสลัมไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีย้ายคนไปนอกเมือง   วิธีการปรับปรุงชุมชนในที่ดินเดิมให้พ้นจากความเป็นสลัมก็สามารถกระทำได้และมีรูปธรรมตัวอย่างมาแล้วมากมาย    เครือข่ายสลัม 4 ภาคทำข้อตกลงร่วมกับกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในที่ดินการรถไฟฯ โดยการทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ทั้งในที่ดินเดิมหรือพื้นที่รื้อย้ายใกล้เคียงในรัศมี 5 กิโลเมตร   ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าชุมชนจะต้องจัดผังชุมชนใหม่เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นระเบียบและไม่อยู่ในสภาพสลัม ”
นอกจากการทำโครงการปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ   ซึ่งได้ดำเนินการนำร่องไปกว่า 1,500 ครอบครัวแล้ว    ปี 2546    รัฐบาลของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งรัฐบาลสมัครเป็นนอมินีอยู่ในขณะนี้   ก็ได้อนุมัติให้ดำเนิน โครงการบ้านมั่นคง   ที่เน้นให้ชุมชนแออัดปรับปรุงชุมชนหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่   โดยมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของที่ดินเป็นต้นว่า กรมธนารักษ์   รวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น การรถไฟฯ   การท่าเรือฯ   จัดที่ดินให้ชุมชนเช่าปรับปรุงที่อยู่อาศัยในระยะยาว   ขณะนี้มีการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และชาวชุมชนแออัดเป็นจำนวนกว่า 50,000 หลังคาเรือน  
หากไม่นับเฉพาะประเทศไทย   การแก้ไขปัญหาสลัมในแบบที่ไม่ต้องย้ายคนไปนอกเมืองยังเป็นนโยบายในระดับสากลด้วย   ทั้งนี้เพราะองค์การสหประชาชาติได้รณรงค์คำขวัญ “Cities without Slum” หรือ เมืองที่ปราศจากสลัม มาตั้งแต่ปี 2544   ซึ่งความหมายก็คือให้ประชาชาติต่างๆมีนโยบายปรับปรุงชุมชนให้พ้นจากความเป็นสลัม   มิได้หมายถึงการรื้อย้ายหรือขจัดสลัมออกไปนอกเมือง (Slum Clearance)    
แนวทางที่อยู่อาศัยระดับสากลไม่ได้ต่างไปจากความเห็นของ น.ส.อาภรณ์  วงษ์สังข์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ที่ระบุว่า การย้ายสลัมไปนอกเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องนำเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี    ที่สำคัญคือประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม   ซึ่งคุ้มครองให้พลเมืองได้มีค่าครองชีพและมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ   หากมีการละเมิดก็ต้องถูกตรวจสอบ

เมืองน่าอยู่ : วาทกรรมสวยหรูของเสรีนิยมใหม่
เมืองน่าอยู่   เมืองสีเขียว นั้น    เป็นแนวคิดในการพัฒนาเมืองที่เน้นความเป็นระเบียบ  ความสวยงาม  และความทันสมัย   ที่ส่งผลครอบงำแนวทางการบริหารจัดการเมืองของหลายประเทศในเอเชีย   เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว   กรุงโซลของเกาหลีใต้กลายเป็นเมืองสมัยใหม่ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค   แต่เบื้องหลังของการเป็นเมืองชั้นนำนั้น   คือการกวาดล้างชาวสลัมหลายหมื่นครอบครัวออกไปนอกเมือง   และจากนั้นมาเมืองหลวงของเกาหลีใต้ก็เต็มไปด้วยโครงการรื้อย้ายสลัม / แหล่งย่านของคนจน เพื่อเปิดทางให้กับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับชนชั้นกลาง ( Urban Land Redevelopment )
ในฟิลิปปินส์   ชาวสลัมริมแม่น้ำปาสิกกลางกรุงมะนิลาราว 94,000 ครัวเรือน   กำลังถูกทางการขับไล่จากพื้นที่เดิมด้วยข้ออ้างของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมน้ำ   ขณะที่ผู้อยู่อาศัยใต้ทางด่วน ( Freeway ) ในกรุงจาการ์ตา  ประเทศอินโดนีเซีย  ประมาณ 10,000 ครอบครัว ที่อยู่ในสภาพรกหูรกตาของผู้มีอำนาจ   ก็กำลังถูกไล่รื้อเช่นกัน
สำหรับบ้านเรานั้น   มีสารพัดโครงการซึ่งสะท้อนตัวตนของการเป็น เมืองน่าอยู่ ที่ไม่สนใจคนจนและละเลยวิถีชุมชน   ชื่อเสียงเรียงนามที่พอคุ้นหูของโครงการเหล่านี้ก็เช่น  โครงการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชั้นใน   ที่ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมอย่างชุมชนป้อมมหากาฬกำลังได้รับผลกระทบ   โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์วัดวาอารามหลวง   เป็นต้นว่า วัดยานนาวา   วัดกัลยาณมิตร   ที่คณะสงฆ์ทำการขับไล่ชุมชน    โครงการเขตเศษฐกิจพิเศษพระราม 3   ที่จะเนรมิตรเมืองใหม่ริมแม่น้ำทดแทนแหล่งย่านของชุมชน   โครงการคลองเตยคอมเพล็กซ์   ที่กำลังมองข้ามหัวคนจนด้วยการเปิดรับการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติ   และโครงการฟื้นฟูเมืองใหม่ดินแดงโดยการทุบแฟลตเดิมทิ้งเพื่อสร้างอพาทร์เม้นใหม่
วิสัยทัศน์ย้ายคนจนไปนอกเมืองเพื่อสร้างเมืองสวยงาม   เมืองน่าอยู่   โดยการขจัดสลัมออกไปซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นทั้งในและต่างประเทศนั้น   ถือเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ไม่เคารพต่อคุณค่าและวิถีของชุมชน   นอกจากนี้การเป็นเมืองน่าอยู่ยังมีเป้าหมายแฝงเร้นในเชิงของการนำเอาพื้นที่ไปใช้ในการลงทุนธุรกิจและการค้าตามกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่   วิสัยทัศน์การย้ายคนไปนอกเมืองเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่   จึงเป็นวาทกรรมที่ใช้สำหรับสร้างสวรรค์สำหรับนักลงทุน   นักธุรกิจข้ามชาติ   ผู้ประกอบการน้อยใหญ่   รวมถึงชนชั้นกลาง   โดยไม่มีพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อยและวิถีชุมชน   ดังนั้นจึงเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาที่มีอคติ   ลำเอียง   ไม่มีวัฒนธรรม  และปราศจากมนุษยธรรม

ความเสมอภาค : รากฐานแห่งเมืองของทุกชนชั้น
ในการเสวนา   นพพรรณ   พรหมศรี   เอ็นจีโอจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย   วิพากษ์วิจารณ์นายสมัคร  สุนทรเวช ว่า เป็นนายกฯที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย   คิดอะไร  จะทำอะไร   ก็ไม่เคยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม   การพัฒนาเมืองใหญ่ที่เอาใจแต่คนรวย   โดยปิดกั้นความคิดเห็นของคนจนจะทำได้อย่างไร ”   
ความคิดเห็นนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการสร้างเมืองที่ไม่เท่าเทียม  เมืองที่ไม่เสมอภาคของรัฐบาล   ซึ่งตรงกันข้ามกับประสบการณ์การพัฒนาในญี่ปุ่นที่   บุญเลิศ   วิเศษปรีชา   นักวิชาการจากคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า ในญี่ปุ่นมีชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่าพวก  บุรากุ  คนกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติ  ถูกกีดกันในหลายเรื่อง   ทั้งในด้านสถานะทางสังคม   การศึกษา  อาชีพ  การสมรส   รวมถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย   แต่แม้ว่าสังคมญี่ปุ่นจะรังเกียจเดียจฉันท์คนกลุ่มนี้ขนาดไหน   ในท้ายสุดรัฐบาลก็ยังต้องยินยอมให้พวกบุรากุพัฒนาถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของพวกเขาเองได้   ให้พวกเขาได้ปรับปรุงชุมชน   ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น  โดยไม่ขับไล่หรือรื้อย้ายออกไป
เรื่องราวของชาวบุรากุ   จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วม   ยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียมของผู้คน   เฉกเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวเพื่อเมืองที่เสมอภาคและเอื้ออาทรในกรุงมะนิลา เมื่อปี 2540   ที่ชาวสลัม  เอ็นจีโอ  และภาคประชาสังคมในฟิลิปปินส์   พยายามขับเคลื่อนนโยบายต่อต้านการไล่รื้อรวมทั้งตรวจสอบการละเมิดสิทธิที่อยู่อาศัยของรัฐบาล   กิจกรรมดังกล่าวมีการเชิญ   มาร์ติน  ชีน  ดาราดังแห่งฮอลลีวู้ดมาเข้าร่วมการรณรงค์ด้วย
แนวความคิดเรื่องเมืองแห่งความเสมอภาค   จึงเป็นแนวคิดที่ไปด้วยกันได้กับข้อเสนอของเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ที่บ่งบอกไว้ในจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐบาลว่า
การคัดค้านวิสัยทัศน์ที่จะย้ายสลัมไปนอกเมือง   ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่เห็นด้วยกับการสร้างพื้นที่สีเขียว  การสร้างเมืองน่าอยู่   ตรงกันข้ามเราเห็นด้วยกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยในเมือง   แต่ความเป็นเมืองน่าอยู่จะต้องมีที่ทางให้กับคนจนและวิถีชุมชนด้วย   รูปธรรมแนวคิดเช่นนี้ก็เช่น การพยายามปรับปรุงภูมิทัศน์และสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชนป้อมมหากาฬ   ที่มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่อนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมของชุมชนไปพร้อมๆกัน   ตัวอย่างของชุมชนป้อมมหากาฬสามารถนำไปขยายผลยังพื้นที่ชุมชนแออัดอื่นๆได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายชุมชนออกไปแล้วสร้างพื้นที่สีเขียวขึ้นแทน   นอกจากนี้หากรัฐบาลต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อสร้างสวนสาธารณะ   ก็สามารถเวนคืนพื้นที่ที่ไม่มีประโยชน์ทางสังคม อาทิ พื้นที่ท่องเที่ยวบันเทิงยามราตรีที่เป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขอันเป็นภัยต่อเด็กและเยาวชนที่มีอยู่หลายแห่งในกรุงเทพฯมาสร้างเป็นสวนสาธารณะได้
ความเห็นของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต่อการพัฒนาเมือง    จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่อยากเห็นเมืองที่เสมอภาค   เมืองที่มีพื้นที่และโอกาสที่เท่าเทียมในการใช้ชีวิต   และเป็นเมืองสำหรับผู้คนทุกชนชั้น   ไม่ใช่เมืองที่คอยผลักไสไล่ส่งคนยากคนจน   เพราะดังที่ผู้นำสลัมท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า...เมืองจะเจริญไม่ได้   ถ้าปราศจากคนจน .


วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ปากท้องของคนจนและการเมืองภาคประชาชน

ปากท้องของคนจนและการเมืองภาคประชาชน

 อัพยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค
1...
          เช้าวันฝนพรำในต้นเดือนพฤษภาคม   ประตูสำนักงานค่อยๆแง้มเปิดในขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์   เมื่อละสายตาจากหน้ากระดาษและเงยหน้าขึ้น   ผมจึงเห็นชายชราวัยเกือบเจ็ดสิบเดินสาวเท้าเข้ามา   ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นไกล   หากคือ...ลุงนาค   ลือบางใหญ่   มิตรอาวุโสที่เคยร่วมงานกันมานั่นเอง
          ผมรู้จักกับลุงนาคเมื่อราว 15 ปี ที่แล้ว   ในช่วงนั้นผมเทียวมุดเข้ามุดออกอยู่ตามใต้สะพานต่างๆเพื่อทำงานมวลชนกับคนใต้สะพานที่กำลังถูกไล่รื้อจากทางกรุงเทพมหานคร   จึงทำให้เจอลุงนาคที่สะพานโกบ๊อ   จากนั้นปรากฏการณ์ลุกขึ้นสู้ของพี่น้องใต้สะพานกว่า 60 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯในนาม กลุ่มพัฒนาชุมชนใต้สะพาน ที่มีลุงนาคเป็นหนึ่งในแกนนำ   ก็ทำให้ทางราชการต้องหยุดการไล่รื้อและยินยอมให้ชาวบ้านเลือกพื้นที่รองรับเองโดยกระจายไปใน 3 โซน   สำหรับลุงนาคนั้น   ได้ร่วมกับชาวใต้สะพานย่านฝั่งธนฯเลือกที่ดินบริเวณประชาอุทิศ 76 เขตทุ่งครุ เป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยใหม่


          หลังจากทักทายลุงนาค   เชื้อเชิญให้นั่งและชวนดื่มกาแฟแล้ว   ผมก็ไถ่ถามลุงว่า ไปไงมาไงถึงได้มานี่   ลุงนาคถอดหมวกที่เปรอะปนด้วยคราบฝุ่นออกวางแล้วตอบว่า เอาซาเล้งมาหาของเก่าแถวนี้   พอดีฝนตกเลยแวะมาหลบก่อน   ผมบอกลุงนาคว่า ทำตัวตามสบายนะลุง   นั่งเล่นหรือนอนพักก่อนก็ได้   ลุงนาคกล่าวขอบใจแล้วบอกว่า ฝนหยุดคงต้องไปแล้ว   ต้องรีบหาของ   เดี๋ยวนี้หายากคนเก็บกันเยอะ   วันหนึ่งขายได้ไม่ถึงสองร้อยเลย
          ระหว่างที่ลุงนาคเดินไปชงกาแฟ   ผมพยายามครุ่นคิดถึงสิ่งที่ลุงพูด   ในใจอดรู้สึกไม่ได้ว่า   ลุงอายุปูนนี้แล้วยังต้องใช้ชีวิตอย่างกรรมาชีพขนานแท้อยู่อีก   ดูเหมือนจะไม่มีสวัสดิการสังคมใดๆจากรัฐที่แรงงานนอกระบบอย่างลุงจะเข้าถึงได้เลย   นอกจากนี้สิ่งที่ลุงเอ่ยยังสะท้อนชัดถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนจน   ดังนั้นเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น   ผมจึงขอให้ลุงนาคบอกเล่าถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องในชุมชน
          สิ่งที่ผู้นำสูงวัยท่านนี้เพิ่มเติมให้ฟังคือ   ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก   ของกินของใช้แพงขึ้นทุกอย่าง   โดยเฉพาะข้าวแข็งปาเข้าไปกิโลละเกือบ 40 แล้วจากเมื่อปีก่อนแค่โลละไม่ถึง 20 บาท   ของอื่นๆก็แพงขึ้นทั้งน้ำมัน  ก๊าซ  ไข่สมัครลูกกะติ๊ดเดียวตั้ง 4 บาท   แล้วคนจนจะไปไหวหรือ   ตอนนี้ในชุมชนบางคนกินข้าวไม่ครบ 3 มื้อ   บางวันตอนเย็นไม่ได้กินข้าวนี่มีแล้วนะ
          นี่ขนาดอดข้าวเย็นเลยเหรอลุง   ผมแทรกขึ้นหลังจากฟังแล้วคิดว่าปัญหามันชักจะหนักขึ้นเรื่อยๆ   ลุงนาคตอบกลับว่า ก็ใช่น่ะสิ  เห็นชัดๆคือพวกคนแก่ที่ไม่ได้ทำงาน   อย่างเช่นยายเดือน  ยายน้อย น่ะ   บางวันลูกหลานหาเงินไม่ได้ก็ต้องอด
          แล้วชาวบ้านเขาทำยังไงกันล่ะ ผมถาม    “จะทำไง  ก็บ่นกัน โวยกัน ในชุมชนน่ะสิ ลุงนาครีบบอก
          ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากลุงนาคพูดจบ   จากนั้นก็เกิดความรู้สึกแบบว่าโชคช่วยขึ้นมา   ทั้งนี้เพราะเครือข่ายภาคประชาชนที่ติดตามภาวะข้าวยากหมากแพง   กำลังเตรียมแผนการเดินรณรงค์เรื่องนี้ต่อรัฐบาลและสาธารณชนในวันที่ 20 พฤษภาคม   เครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นขบวนการของคนยากจนในเมือง   ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย   ดังนั้นการแวะมาของอดีตผู้นำชาวใต้สะพาน   พร้อมๆกับเรื่องราวปัญหาปากท้องของชาวบ้าน   จึงทำให้ผมฉวยจังหวะชักชวนลุงนาคให้มาร่วมงาน   ด้วยการให้ลุงไปกระตุ้นมวลชนในชุมชนซึ่งกำลังเดือดร้อนในเรื่องวิกฤตสินค้าแพง  ให้ออกมารณรงค์ปัญหาร่วมกัน
          เอาไหมลุง  ผมถาม    ชวนกันมาบ่นด้วยกันที่หน้าทำเนียบดีกว่ามั้ง  เสียงบ่นของเราจะได้เป็นเสียงประชาชน   ไม่ใช่เป็นเสียงนกเสียงกาอยู่ตามชุมชน   ผมย้ำ
          จะลองดู   คิดว่าชาวบ้านคงเอา   มันเดือดร้อนกันมาก   แต่ให้คนไปช่วยด้วยแล้วกัน   ลุงนาคสรุป
          พอฝนเริ่มหยุด   ลุงนาคก็เตรียมตัวออกหาของ   ผมขอบคุณในการมาเยือนของลุง   ซึ่งนอกจากจะได้พบปะพูดคุยกันแล้วยังได้มิติเรื่องงานด้วย   และเมื่อนึกขึ้นได้ถึงความลำบากที่ลุงเล่าในตอนแรก   ผมจึงเอ่ยว่า หนังสือพิมพ์ที่นี่เดิมเตรียมไว้บริจาคให้กลุ่มขยะรีไซเคิลเพื่อขายหาเงินเข้าสลัม 4 ภาค  แต่เห็นลุงแย่ๆ   เอาไปก่อนแล้วกัน   เดี๋ยวผมช่วยขน
          ขนหนังสือพิมพ์เก่าใส่ซาเล้งเสร็จ   ลุงนาคจึงกล่าวคำลาพร้อมๆกับบอกว่า แล้วเจอกันวันที่ 20

2...
          สายๆของวันที่ 20 พฤษภาคม 2551   ผู้ชุมนุมประมาณ 700 คน รวมตัวกันอยู่บริเวณด้านข้างของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย   ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นพี่น้องชาวสลัม  ซึ่งรวมถึงชาวบ้านเกือบ 40 คน ที่ลุงนาคพามาตามสัญญา   ที่เหลือเป็นมวลชนภายใต้การนำของ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย อันประกอบด้วย  สหภาพแรงงาน  พนักงานรัฐวิสาหกิจ   รวมถึงผู้ใช้แรงงานนอกระบบ   ที่ทนไม่ได้แล้วกับภาวะค่าครองชีพสูงและสินค้าราคาแพง
          ในระหว่างจัดทัพปรับขบวนก่อนออกรณรงค์   ผมเดินดูบรรยากาศรอบๆ   เห็นป้ายคำขวัญ ข้าวเปลือกถูก  ข้าวสารแพง  ค่าแรงต่ำ   ประชาชนตาย เด่นสะดุดตา   ผู้ประท้วงหลายคนนำเอาหม้อเอากระทะมาชูแกว่งไกวอยู่หน้าขบวน   ขณะที่โฆษกบนรถเวทีย้ำประกาศว่า หม้อกระทะที่พี่น้องนำมานี้ไม่ได้เอามาโชว์เพื่อประกอบรายการชิมไปบ่นไป   แต่เอามาเพื่อให้นายกดูว่าคนจนนั้นไม่มีอะไรจะให้กรอกหม้ออยู่แล้ว
          ข้อมูลของเครือข่ายประชาชนที่รวบรวมสำรวจราคาสินค้าพื้นฐานในชีวิตประจำวัน 5 อย่าง อันได้แก่   ข้าวสาร  น้ำตาล  น้ำมันพืช  ไข่ไก่  และก๊าซหุงต้ม   พบว่าในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาราคาสินค้าที่จำเป็นเหล่านี้ได้พุ่งสูงขึ้น 80 100 เปอร์เซ็นต์   ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น   ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบเท่าตัว   การณ์กลับปรากฏว่าค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานถูกปรับขึ้นเพียง 2 11 บาท ต่อวัน   ซึ่งไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อที่ขณะนี้ขยับขึ้นไปถึง 6 เปอร์เซ็นต์แล้ว

          นอกจากนี้มาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องอาหารแพง   ก็เข้าไม่ถึงคนจนอย่างแท้จริงและเป็นเพียงการสร้างภาพดังแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนที่ระบุว่า ดังที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจำหน่ายข้าวถุงธงฟ้า 3 แสนถุง 1,500,000 กิโลกรัม  เมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนที่อยู่ในเส้นความยากจนจำนวน 9.55 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6.06 ล้านคน ก็จะได้รับเพียง 250 กรัม หรือ 2 ขีดครึ่งต่อคน   หรือหากจะเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศก็จะได้รับเพียง 23 กรัมต่อคน   ซึ่งจะเท่ากับข้าวสุกไม่ถึงหนึ่งถ้วย
          ภาวะข้าวยากหมากแพงดังกล่าว   พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของหลักการค้าแบบ เศรษฐกิจเสรี   ซึ่งท้ายสุดแล้วก็เป็นแค่วาทกรรมของผู้กดขี่   ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจที่สามารถนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของคนส่วนใหญ่ได้   ตรงกันข้ามสิ่งที่เราได้เห็นภายใต้ระบบการค้าเสรีที่ชอบอ้างกลไกราคาตามตลาด  ก็คือการบิดเบือนราคา  ดังตัวอย่างเรื่องข้าวที่ขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นด้วยเหตุหลายปัจจัย   แต่ชาวนาผู้ผลิตข้าวในประเทศไทยกลับถูกกดราคารับซื้อข้าวเปลือก   ขายข้าวได้ในราคาต่ำจนต้องปิดถนนประท้วงกัน   กลไกราคาข้าวเปลือกที่ถูกบิดเบือนให้ต่ำลง   ได้ถูกแปลงไปเป็นกำไรอันมหาศาลที่กลุ่มพ่อค้าคนกลางได้รับจากการขายข้าวสารราคาแพงให้กับผู้บริโภค
          ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้   คือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเดินขบวนของเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆไปยังทำเนียบรัฐบาล   เพื่อแถลงต่อสื่อมวลชนและยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้นำประเทศในประเด็นปัญหา ข้าวยากหมากแพง

3...
          ข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชนครอบคลุมตั้งแต่   การควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นอาทิ ข้าวสาร  ไข่ไก่  น้ำมันพืช  น้ำตาล  ก๊าซหุงต้ม  การกระจายสินค้าราคาต่ำให้ถึงมือคนจนทุกกลุ่มโดยผ่านช่องทางและกลไกขององค์กรประชาชน เช่น สหภาพแรงงาน สหกรณ์  ร้านค้าของกลุ่มองค์กรชุมชน   การปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งควรจะปรับเท่ากันทั่วประเทศ   การคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมและเข้าถึงสวัสดิการสังคม   รวมถึงการดูแลภาคการผลิตของเกษตรกรด้วยการประกันราคาข้าวเปลือกและผลผลิตการเกษตรทุกชนิด
          อย่างไรก็ตามเป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่า   ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้จะไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล   ทั้งนี้เพราะบรรดานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง   มักอ้างตนว่ามาจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่   เป็นต้นว่า 19 ล้านเสียงบ้าง  16 ล้านเสียงบ้าง  ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามข้อเสนอเชิงโครงสร้างของเครือข่ายประชาชนที่มีมวลชนจำนวนเพียงหยิบมือ   แม้ว่าข้อเสนอเหล่านั้นจะมีตรรกะเหตุผล  มีความชอบธรรมเพียงใดก็ตาม   ในท้ายสุดเมื่อไม่มีผู้แทนรัฐบาลในระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องออกมารับหนังสือ   จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่คนยากคนจนจะกระตุ้นสำนึกของรัฐบาลด้วยการปาหม้อ  ปากระทะ  พร้อมทั้งจดหมายข้อเรียกร้องเข้าไปในทำเนียบ
          เมื่อรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ   แล้วอะไรล่ะที่เป็นความน่าสนใจของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้   ในทัศนะของผม  คำตอบน่าจะอยู่ที่การขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนในแนวนอน   การนำเสนอเรื่องราวปัญหาเศรษฐกิจพร้อมข้อเสนอต่อสาธารณชนผ่านสื่อสารมวลชน  ประสบความสำเร็จพอสมควร   หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับลงตีพิมพ์ข่าวนี้   ไม่นับทีวีหลายช่องที่ออกอากาศฉากที่ทั้งหม้อและกระทะลอยเข้าไปในทำเนียบ   นอกจากนี้แล้วการหันหน้าเข้าหากันของเครือข่ายคนจนกลุ่มต่างๆเพื่อวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน   ออกแบบการทำงานร่วมกัน   เชื่อมสายสัมพันธ์และมีปฏิบัติการทางสังคมร่วมกัน   ก็ถือเป็นคุณูปการสำคัญอีกอย่างของการเมืองในแนวนอน
          คนสลัมที่รับงานมาทำที่บ้าน   เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานนอกระบบที่มีจำนวนกว่า 23 ล้านคน    ซึ่งเครือข่ายคนงานนอกระบบกำลังผลักดันให้คนเหล่านี้เข้าถึงการประกันสังคม   ชาวนาในภาคเกษตรกำลังศึกษาถึงต้นทุนในการค้าขายทางตรงกับผู้บริโภคในเมือง   เป็นไปได้ว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า   จะมีการนำข้าวสารจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินในพื้นที่อีสานมาจำหน่ายตรงแก่ชาวสลัมและกรรมกร   โดยอาจประสานกับสหภาพการรถไฟฯเพื่อใช้ขบวนรถไฟในการลดต้นทุนการขนส่ง   นอกจากข้าวแล้วก็ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆอีก เช่น น้ำตาลอ้อย ยาสูบ พริกแห้ง  ถ่านหุงข้าว  
ถ้าหากจะพูดในเชิงความสมานฉันท์แล้ว   การต่อสู้ในครั้งนี้ก็ทำให้พี่น้องสลัม กรรมกร และชาวนาใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น    ผู้นำจากแต่ละเครือข่ายมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น   อีกทั้งมีการวางแผนติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกัน   ตั้งแต่  การขยายฐานมวลชนผู้เข้าร่วม    กิจกรรมรณรงค์ปัญหาสินค้าแพง    การจัดเวทีวิชาการ   ไปจนถึงการทวงถามการแก้ปัญหาของรัฐบาลในวันที่ 24 มิถุนายน 2551
ผมคิดว่าการเมืองภาคประชาชนแบบนี้แหละ    ที่น่าจะเป็นความหวังและทางออกของคนยากจน   ทั้งในแง่ของการเชื่อมประสานถักทอพลัง   การค้นคว้าออกแบบทางเลือกทางเศรษฐกิจของคนจน รวมถึงการหล่อหลอมสำนึกในความเป็นชนชั้นผู้เสียเปรียบร่วมกัน

การเมืองภาคประชาชน   จะต้องเป็นการเมืองที่เอาวาระของผู้ยากไร้เป็นตัวตั้งและมีปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระยะยาว   ไม่ใช่การเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจที่กำลังเผชิญหน้ากันในปัจจุบัน   ซึ่งท้ายสุดแล้วมวลชนผู้เข้าร่วมก็เป็นได้แค่ไพร่พลในการปกปักรักษาสถานะและอำนาจของชนชั้นนำทั้งของกลุ่มทุนเก่าและทุนใหม่  ที่กำลังแตกหักขัดแย้งกันเอง.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...