วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ ประสบการณ์การต่อสู้ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ
ประสบการณ์การต่อสู้ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

1) ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย : ใจกลางของปัญหาสลัม
          สลัมหรือชุมชนแออัด   เป็นผลพวงมาจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล   ซึ่งเริ่มต้นมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับแรก    ทิศทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ   การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมือง   โดยละเลยการพัฒนาระบบเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในชนบท   ได้ทำให้ผู้คนที่ล้มละลายจากภาคการเกษตรเข้ามาแสวงหาแหล่งงานและโอกาสของชีวิตในเมือง   ทั้งในกรุงเทพมหานครและตามหัวเมืองภูมิภาค   ผู้อพยพเหล่านี้   เมื่อไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้  เพราะที่ดินมีราคาแพง  ประกอบกับภาครัฐขาดมาตรการรองรับด้านที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียง   จึงจำเป็นต้องบุกเบิกที่ดินว่างเปล่าใกล้แหล่งงานเป็นที่อยู่อาศัย  ซึ่งได้ขยายกลายเป็นชุมชนแออัดในที่สุด
          จากฐานที่มาดังกล่าว  คนสลัมจึงเป็น ผู้บุกเบิกถิ่นฐานในเมือง   พวกเขาลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาต่ำ   แม้จะแออัดและดูไม่เป็นระเบียบ   แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐบาลอย่างมหาศาล   นอกจากนี้  การดำรงอยู่ของชาวสลัมยังเกี่ยวพันอย่างมากกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง  ภาคการผลิต  พาณิชยกรรม  การก่อสร้างและธุรกิจบริการ  ต่างต้องพึ่งพาแรงงานจากชุมชน   งานหนักและอาชีพที่ไม่มีใครอยากทำ เป็นต้นว่า เก็บขยะ  กวาดถนน  ขับรถเมล์ ฯลฯ ก็ล้วนแต่คนสลัมทำ  
          ปัจจุบันมีชุมชนแออัดทั่วประเทศประมาณ 3,750 ชุมชน 1.14 ล้านครอบครัว ประชากร 5.13 ล้านคน   นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ รายได้ ปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว  กล่าวได้ว่าปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยหรือปัญหาการไล่รื้อ   คือปัญหาหัวใจสำคัญของชาวสลัม   ตัวเลขของทางการระบุว่า   ขณะนี้มีชุมชนที่มีปัญหาเรื่องการรื้อย้าย 445 ชุมชน  กำลังอยู่ในระหว่างการไล่ที่ 180 ชุมชน  และที่มีกระแสข่าวว่าจะไล่ประมาณ 265 ชุมชน ทั้งสองส่วนมีประชากรที่จะได้รับผลกระทบจากการไล่รื้อราว 2 แสนคน


2) ที่ดินชานเมืองและแฟลต : การแก้ปัญหาที่ไม่เข้าใจวิถีชุมชน
          ที่ผ่านมา  แนวทางกระแสหลักที่ภาครัฐใช้ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนมีอยู่ 2 แนวใหญ่ๆคือ การย้ายชุมชนไปอยู่นอกเมือง  และการย้ายขึ้นแฟลต   สำหรับแนวทางแรกทำได้ 2 ลักษณะ คือ การไปเช่าซื้อที่ดินแปลงโล่งขนาด 19.5 ตารางวา ของการเคหะแห่งชาติ ที่จัดโครงการรองรับไว้ตามย่านชานเมือง   แล้วชาวชุมชนปลูกบ้านเอง หรืออีกแบบหนึ่งคือ  ชุมชนอาจรวมตัวกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์  แล้วกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ( ปัจจุบันพัฒนามาเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ) ไปเลือกหาซื้อที่เอง   อย่างไรก็ตามที่ดินที่ชุมชนสามารถซื้อได้ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่นอกเมือง  เพราะระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่เปิดให้มีการกักตุนและเก็งกำไรที่ดินได้ทำให้ราคาที่ดินในเมืองแพงเกินกว่ากำลังซื้อของชาวสลัม     ส่วนแนวทางที่สองคือ  การทำโครงการสร้างแฟลตโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น การเคหะฯ การท่าเรือ กรุงเทพมหานคร แล้วให้ชาวสลัมเช่าหรือเช่าซื้อ
          อย่างไรก็ตาม   ทั้งสองแนวทางเป็นการแก้ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหา   การย้ายชุมชนออกนอกเมือง  หากพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ  การพาคนไปอยู่ห่างไกลแหล่งงานเดิมของชาวสลัม   ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบในเมือง เช่น กรรมกร ลูกจ้าง คนเก็บของเก่า แม่ค้าหาบเร่ ฯลฯ   คนที่ยึดอาชีพเหล่านี้  ครั้นจะกลับมาทำงานในเมืองที่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางที่แพงขึ้น  อีกทั้งยังต้องเสียเงินผ่อนชำระค่าที่ดิน  สินเชื่อปลูกบ้าน  และเมื่อรายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ชุมชนใหม่ไม่ได้  ก็ต้องเซ้งสิทธิกลับเข้ามาบุกเบิกชุมชนในเมืองอีก  
ส่วนแฟลตแม้จะเป็นที่อยู่อาศัยดูเป็นระเบียบ สวยงาม  แต่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนสลัมที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บ้านเป็นที่ประกอบอาชีพด้วย   เช่น  เป็นที่ตัดเย็บเสื้อผ้าของแม่บ้านที่รับงานมาทำที่บ้าน  เป็นที่คัดแยกขยะของคนหาของเก่า   เป็นที่ประกอบอาหารของพวกแม่ค้าหาบเร่ต่างๆ   นอกจากนี้ลักษณะครอบครัวแบบกึ่งชนบทของชาวสลัม   ที่เป็นครอบครัวขยายมีคนในครอบครัวมากทำให้ไม่สามารถอยู่ในห้องแคบๆแบบแฟลตที่มีเนื้อที่ขนาด 24 ตารางเมตร ได้   รูปแบบการอยู่อาศัยในอาคารสูงแบบแฟลตจึงเหมาะสมกับวิถีชีวิตคนชั้นกลาง และครอบครัวรายได้น้อยทั่วไป   ที่เป็นครอบครัวเดี่ยวและใช้พื้นที่บ้านเพียงที่อยู่อาศัยอย่างเดียวมากกว่า

3) ปรับปรุงชุมชน  ให้สิทธิในที่ดิน : ยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวสลัม
          แนวทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการของชาวสลัม คือ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  หรือหากในกรณีที่จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชนจริงๆ ก็ต้องจัดหาพื้นที่รองรับในละแวกใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่เดิม   เพื่อให้คนสลัมมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและสามารถดำรงชีวิตในฐานะแรงงานของเมืองได้อย่างยั่งยืน  
แนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยดังกล่าวสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับคำประกาศของสหประชาชาติเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ประจำปี 2544 ที่กล่าวว่า เมืองต้องปราศจากสลัม / Cities without Slum” คำประกาศนี้ไม่ได้หมายความว่าให้กำจัดสลัมโดยการรื้อย้ายชุมชนไปนอกเมือง ( Slum Clearance ) หากแต่เป็นการเรียกร้องต่อประชาชาติต่างๆว่าต้องมีแผนปรับปรุงสภาพชุมชนให้พ้นความเป็นสลัม  ต้องแก้ไขปัญหาชุมชนบุกรุกด้วยการปรับเปลี่ยนสถานภาพให้ถูกต้องมั่นคง   และที่สำคัญต้องให้หลักประกันในสิทธิที่อยู่อาศัยระยะยาวแก่ชุมชน
          แนวทางแก้ไขปัญหาที่เน้นการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  เคยนำมาปฏิบัติใช้กับชุมชนเซ่งกี่  ในปี 2529 2530 โดยชาวชุมชนซึ่งในขณะนั้นประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย   เจรจาขอซื้อที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์  ในลักษณะของการแบ่งปันที่ดิน ( LAND SHARING ) ซึ่งเป็นการประนีประนอมระหว่างเจ้าของที่ดินกับชุมชน กล่าวคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ยินยอมขายที่ดินบางส่วนให้กับชาวชุมชนผ่อนซื้อในราคาต่ำกว่าท้องตลาด  เพื่อนำมาจัดผังที่อยู่อาศัยใหม่ให้เป็นระเบียบ   โดยลดขนาดที่อยู่อาศัยเหลือแปลงละ 5.4 ตารางวา และ 10 ตารางวา ผังชุมชนที่จัดใหม่ทำให้เหลือพื้นที่ส่วนหนึ่งคืนให้กับเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจพาณิชย์ได้   
นอกจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนเซ่งกี่แล้ว  ชุมชนแออัดที่ใช้แนวทางการแบ่งปันที่ดินมาพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคนั้น ก็เช่น ชุมชนวัดลาดบัวขาว ชุมชนหลังบ้านมนังคศิลา  และชุมชน 70 ไร่ คลองเตย   ชุมชนวัดลาดบัวขาวใช้วิธีขอซื้อที่ดินบางส่วนจากเจ้าของที่ดินเอกชน   ส่วนชุมชนหลังบ้านมนังฯ และชุมชน 70 ไร่ เนื่องจากอยู่ในที่ดินของหน่วยงานราชการ คือ กรมธนารักษ์ และการท่าเรือ จึงใช้วิธีขอเช่าที่จากหน่วยงานเจ้าของที่
          อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่โครงการตัวอย่างเหล่านี้  ซึ่งเน้นการปรับปรุงพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  เพื่อให้คนสลัมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเมือง   ไม่สามารถขยายผลไปเป็นกระแสหลักในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดได้  ทั้งนี้เพราะอุปสรรคเรื่องที่ดิน   หน่วยงานรัฐต่างๆไม่อยากแบ่งปันที่ดินของตนให้ชาวชุมชนเช่าอยู่อาศัยระยะยาว   เนื่องจากต้องการนำที่ดินไปใช้เชิงธุรกิจรวมทั้งพัฒนาโครงการต่างๆ   ภาคเอกชนก็เช่นกัน ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คือแรงจูงใจสำคัญในการเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาแบบรื้อย้ายชุมชน

4) ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ : การสานต่อยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของคนจน
          เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวสลัม   ด้วยการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม  เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงทำการรณรงค์ในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง   โดยผลักดันการเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี กับการรถไฟแห่งประเทศไทย
          การรถไฟฯ เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม   ที่ครอบครองที่ดินไว้กว่า 200,000 ไร่  ในจำนวนนี้มีที่ดินในเขตเมืองที่สามารถจัดหาประโยชน์ถึง 50,000 ไร่   อย่างไรก็ตามการรถไฟฯ มักนำเอาที่ดินที่จัดหาประโยชน์ได้ไปให้ภาคธุรกิจเอกชนเช่าทำโครงการแสวงหากำไร อาทิ ศูนย์การค้า  โรงแรม  สถานบันเทิง   ส่งผลให้เกิดการขับไล่ผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นชาวสลัมในที่ดินของการรถไฟฯอยู่เสมอ 
          นอกจากการเอาที่ดินให้คนรวยเช่าแล้ว  การรถไฟฯยังนำที่ดินออกเปิดประมูลให้นักลงทุนข้ามชาติเข้ามาสัมปทาน   ดังกรณีการให้บริษัทโฮปเวลล์จากฮ่องกง  ทำโครงการรถไฟฟ้าและพัฒนาที่ดินบริเวณ 2 ข้างทางรถไฟในปี 2538  แม้ในท้ายสุดโครงการจะล้มละลายแต่ก็ทำให้ชาวสลัมเกือบ 3,000 ครอบครัว   ต้องถูกขับไล่ไปอยู่ในที่ดินของการเคหะฯที่อยู่ห่างจากพื้นที่เดิมของชุมชนถึง 40 กิโลเมตร
          การแสวงประโยชน์จากมรดกที่ดินไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น   ปี 2541 การรถไฟฯ ได้ออกประกาศเชิญชวนให้นักลงทุนมาเช่าที่   โดยอ้างว่าประสบกับภาวะขาดทุนต่อเนื่องถึง 40,000 ล้านบาท  ดังนั้นจึงต้องหาเงินชดเชยจาการเปิดให้เช่าที่ดิน   นโยบายเปิดประมูลที่ดินในครั้งนั้นได้สร้างความหวั่นวิตกแก่ชาวสลัมในพื้นที่การรถไฟฯซึ่งมีอยู่ราว 110 ชุมชน ประชากรกว่า 17,000 ครัวเรือน   ทั้งนี้เพราะอีกนัยหนึ่ง  การเปิดซองประมูลโดยนายทุน   ก็คือการขับไล่ชุมชนนั่นเอง  เพราะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลงทุน  ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่ชาวสลัมบุกเบิกเป็นถิ่นอาศัย
          เพื่อเป็นการตอบโต้กับสถานการณ์ไล่รื้อดังกล่าว   เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงประสานงานชุมชนในที่ดินการรถไฟฯมาหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาเชิงรุก   กล่าวคือชุมชนต้องชิงทำสัญญาเช่าที่ดินในพื้นที่อยู่อาศัยเดิมก่อนไม่ต้องรอให้นายทุนมาประมูลเช่าที่แล้วขับไล่ชุมชนดังอดีต   โดยมีชุมชนเข้าร่วมการต่อสู้ภายใต้การนำของเครือข่ายสลัม 4 ภาค รวม 61 ชุมชน 9,139 ครอบครัว
          กระบวนการเจรจาต่อรองกับการรถไฟฯในประเด็นการขอเช่าที่ดินเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใช้เวลาถึง 22 เดือน   ครอบคลุมยุทธวิธีตั้งแต่  การเปิดเวทีสาธารณะร่วมกับนักวิชาการ และสื่อมวลชน   เพื่อวิพากษ์ถึงนโยบายการใช้ที่ดินของการรถไฟฯที่เอื้อต่อประโยชน์เฉพาะนายทุน   การส่งผู้แทนเข้าเจรจากับ รมต.คมนาคม   เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา   การสำรวจข้อมูลชุมชนร่วมกับการรถไฟฯ  การประสานกับสหภาพแรงงานรถไฟให้ช่วยล็อบบี้ฝ่ายบริหาร   ไปจนถึงการใช้วิธีขั้นเด็ดขาดเพื่อชี้ขาดชัยชนะของคนจน   ซึ่งก็คือการชุมนุมกดดันที่หน้ากระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 7 8 มิถุนายน  2543  ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน จนได้ข้อยุติในเชิงนโยบายการใช้เช่าที่ดินร่วมกับการรถไฟฯ


          อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวไม่มีมติจากคณะกรรมการรถไฟฯออกมารับรอง    เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องชุมนุมกดดันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน  2543  จนทำให้คณะกรรมการรถไฟฯต้องมีมติบอร์ดออกมารองรับการเช่าที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด 4 ประการดังนี้
          1. กรณีชุมชนที่อาศัยในพื้นที่การรถไฟในบริเวณที่ห่างจากรางรถไฟเกิน 40 เมตร  และที่ดินที่การรถไฟฯเลิกให้ในกิจการเดินรถ และยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์  ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว 30 ปี โดยให้การรถไฟฯ และชาวชุมชนร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนจะมีการทำสัญญาเช่า
          2. กรณีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมทางรถไฟในรัศมี 40 เมตร จากศูนย์กลางรางรถไฟ   ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบอายุสัญญาให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกครั้งละ 3 ปี จนกว่าการรถไฟฯจะมีโครงการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเดินรถ   ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วจึงไม่ต่อสัญญา และการรถไฟฯจะหาที่รองรับที่อยู่ห่างจากเดิมภายในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร
          ในระหว่างการเช่า การรถไฟฯจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้าบริการและพัฒนาชุมชนได้ เช่น การไฟฟ้าและการประปาสามารถปักเสาพาดสายและวางท่อเข้าชุมชนได้   ให้การเคหะแห่งชาติ หรือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้เข้าปรับปรุงชุมชนได้  ทั้งนี้ชุมชนต้องร่วมมือกับการรถไฟฯ  ในการจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
          3. กรณีชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่การรถไฟฯที่มีรัศมี 20 เมตร ถ้าการรถไฟฯเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยในระยะยาว  ให้การรถไฟฯจัดหาที่รองรับให้เช่าภายในรัศมี 5 กิโลเมตร  จากที่อยู่อาศัยเดิม   โดยมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการจัดพื้นที่รองรับ
          4. ให้ตัวแทน เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีส่วนร่วมกับการรถไฟฯในการยกร่างสัญญาเช่าที่ดินและพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมและเป็นธรรม
          แม้จะมีมติคณะกรรมการรถไฟฯ ปี 2543 เป็นใบเบิกทางในการเช่าที่ดิน   แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายดังคิด   เพราะถึงที่สุดแล้ว   การได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟฯเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่เดิม  หาใช่อะไรอื่นหากแต่คือ การต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างคนรวยกับคนจน โดยมีประเด็นที่ดินในเมืองเป็นเดิมพัน   ดังนั้นในทางปฏิบัติ  ผืนดินที่ชาวสลัมได้เช่าจึงต้องผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองกับการรถไฟฯ  ด้วยกระบวนการที่เหมือนๆกับเมื่อครั้งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค เจรจากับกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ได้นโยบายการเช่าที่ดินในปี 2543
          ปัจจุบัน (ปี 2543) มีชุมชนในที่ดินการรถไฟฯที่เป็นสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค  ประสบความสำเร็จในการเช่าที่ดินแล้ว 24 ชุมชน โดยเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี 11 ชุมชน   ส่วนที่เหลือเป็นการเช่าในอายุสัญญาครั้งละ 3 ปี    เมื่อชุมชนมีสัญญาเช่าก็สามารถนำสิทธิในสัญญาไปขอการสนับสนุนงบประมาณในการทำโครงการที่อยู่อาศัยจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  ซึ่งเป็นงบอุดหนุนในการจัดทำสาธารณูปโภคฟรี  ขณะนี้ชุมชนที่เช่าที่ดินการรถไฟฯแล้วได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลรวมเป็นเงิน 87,941,096 บาท และชุมชนกำลังอยู่ในกระบวนการจัดทำสาธารณูปโภค  ปรับปรุง  รวมถึงก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่

5) ผลสะเทือนจากการต่อสู้
          การเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เพื่อให้ชุมชนปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม   ดังที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ดำเนินการมานั้น  ถือเป็นการต่อสู้ซึ่งส่งผลสะเทือนในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายประชาชนในหลายประการ
          ประการแรก   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นโยบายการใช้ที่ดินในเมืองของรัฐ   ที่แต่เดิมใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจแต่ถ่ายเดียว   มาเป็นนโยบายการใช้ที่ดินที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางสังคมด้วย   ซึ่งในกรณีการรถไฟฯ   ก็คือการนำที่ดินมาแก้ปัญหาสลัมตามนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม โดยไม่ต้องรื้อย้ายไปนอกเมืองหรือขึ้นแฟลต   นอกจากนี้ยังก่อผลสะเทือนทางสังคมในแง่ที่ทำให้ชาวสลัมที่อาศัยอยู่ในที่ดินของหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น ราชพัสดุ  การท่าเรือ  กรมการศาสนา  รวมถึงที่สาธารณะของ กทม.     หันมาเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นมีนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม
          ประการที่สอง   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   ถือเป็นยุทธวิธีใหม่ในการต่อต้านการไล่รื้อ   คือเป็นการขจัดการไล่รื้อสลัมจากต้นตอ   เพราะการเจรจากับกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯจนมีมติบอร์ดเมื่อปี 2543 นั้น   ทำให้ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ทั้ง 61 ชุมชน   ถูกขึ้นทะเบียนในฐานะชุมชนที่การรถไฟฯจะต้องแก้ไขปัญหาโดยการให้เช่าที่ดิน   ดังนั้นการรถไฟฯจึงไม่สามารถเปิดให้ภาคธุรกิจเข้ามาประมูลเช่าที่ในพื้นที่ของชุมชนทั้ง 61 ชุมชนได้   ซึ่งต่างจากในอดีตที่ชาวสลัมมักถูกขับไล่โดยนายทุนที่มาประมูลหรือได้สัมปทานในที่ดินการรถไฟฯแล้วฟ้องขับไล่ชุมชน
          ประการที่สาม   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการจัดรูปองค์กรและขยายงานชุมชน   ทั้งนี้เพราะการเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว   ทำให้เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องเชื่อมประสานและจัดระบบชุมชนสมาชิกที่กระจายอยู่ในพื้นที่การรถไฟฯทั้ง 4 ภูมิภาค   ครอบคลุม 29 จังหวัด   โดยมีกระบวนการตั้งแต่สำรวจข้อมูลชุมชน ทำงานจัดตั้ง   ฝึกอบรมแกนนำ   เจรจาต่อรอง   รวมถึงชุมนุมกดดันทั้งในระดับพื้นที่จนถึงระดับนโยบาย   เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์การเช่าที่ดินดังกล่าว
          ประการสุดท้าย   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   ทำให้เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องทำงานในมิติการสร้างพื้นที่สาธารณะมากขึ้น   เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้ที่ดินในเมืองของรัฐให้มาเอื้อต่อประโยชน์ของคนจน   ต้องอาศัยความเข้าใจจากภาคประชาสังคมเป็นแรงหนุนช่วย   มีการจัดเวทีสาธารณะ   ประสานสื่อมวลชน   รวมถึงการคิดค้นกิจกรรมรณรงค์ วันที่อยู่อาศัยสากล ขึ้นในปี  2544  ทั้งนี้เพื่อให้กระแสงานสากล   ช่วยยกระดับการเคลื่อนไหวต่อสู้ในประเด็นการเช่าที่ดินการรถไฟฯ

          แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่มีความสำเร็จและผลสะเทือนค่อนข้างสูง   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำการโดยง่ายที่ใครๆก็สามารถจะทำได้   ทั้งนี้เพราะความสำเร็จดังกล่าว   เกิดจากการใช้กระบวนยุทธ์ของ ภาคประชาชน โดยแท้   ชุมชนในที่ดินการรถไฟฯอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เพราะขลาดกลัวต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของภาคประชาชน   ล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้สิทธิในสัญญาเช่าจากการรถไฟฯ     ชุมชนเหล่านั้นซึ่งคงเส้นคงวาอยู่กับแนวคิด ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยประสานงานให้   แม้ว่าจะอาศัยบุญบารมีของหน่วยงานรัฐอย่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) เป็นใบเบิกทางในการขอเช่า   แต่ชะตากรรมของพวกเขาก็ยังหนีไม่พ้นสถานะของการเป็น ผู้เฝ้ารอสัญญาเช่า   ก็เพราะอย่างที่บอกไว้   การต่อสู้เรื่องที่ดินในเมืองเป็นประเด็นในทางชนชั้น   ที่ชาวสลัมจะต้องสร้างดุลย์อำนาจขึ้นมาต่อรองกับฝ่ายเจ้าที่ดิน   หามีทางลัดอื่นใดไม่   หากคนจนจะต้องการทั้งที่ดินและศักดิ์ศรีในเวลาเดียวกัน.

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ย่างก้าวการต่อสู้ เพื่อที่อยู่อาศัย .... เครือข่ายสงขลาสามัคคี

ย่างก้าวการต่อสู้ เพื่อที่อยู่อาศัย .... เครือข่ายสงขลาสามัคคี

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในระหว่างการลงพื้นที่ชุมชนในจังหวัดตรัง และสงขลาซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย   แต่เดิมส่วนใหญ่มาบุกเบิกสองข้างทางรางรถไฟเป็นที่พักอาศัยเพื่อจะหางานทำในเมือง เป็นแรงงานราคาถูก  สำหรับการพัฒนาเมืองให้ใหญ่โตโดยเฉพาะในปัจจุบันการจะขยายตัวในกรุงเทพมหานครที่กำลังจะถึงจุดอิ่มตัว ขยายตัวไม่ค่อยจะออก  สังเกตได้จากการจัดทำหมู่บ้านจัดสรร ที่เริ่มก่อสร้างในพื้นที่ชานเมืองหรือไม่ก็เป็นจังหวัดปริมณฑล   ทิศทางการขยายเมืองเริ่มที่จะกระจายไปยังหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา , ขอนแก่น , อุดรธานี , อุบลราชธานี , เชียงใหม่ , สงขลา , ภูเก็ต , ชลบุรี เป็นต้น   เมืองเหล่านี้กำลังจะจำลองกรุงเทพมหานครมาไว้ที่จังหวัดของตัวเอง   และแน่นอนการจะทำให้เมืองเหล่านี้เติบโตขึ้นมาได้จำเป็นที่จะต้องมีแรงงานในทุกภาคส่วนมาช่วยกันก่อร่างสร้างเมือง   ซึ่งแรงงานราคาถูกหรือแรงงานนอกระบบ....แต่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะเพิ่มศักยภาพในการสร้างความเจริญของเมืองได้
หากจะย้อนไปสัก 10 – 20 ปี ที่แล้ว เมืองสงขลายังเป็นเมืองที่เงียบๆไม่มีความรุ่งเรืองทางวัตถุมากนัก มีการยกเลิกการเดินรถไฟในเส้นทางหาดใหญ่ ไปสู่ เมืองสงขลา ในปี 2521 ด้วยเหตุผลไม่คุ้มทุนกับการเดินรถเพราะยังมีประชาชนอาศัยอยู่น้อย    หากจะมีความครึกครื้นกันบ้างในเขตอำเภอหาดใหญ่   แต่ก็ไม่ถึงกับคึกคักมากมาย   แต่ก็เริ่มมีวี่แววความเจริญที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง   ดูได้จากการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำในตัวหาดใหญ่   การสร้างที่อยู่อาศัยมากขึ้นในตัวเมืองสงขลา   ที่ดินถูกจับจองมีเจ้าของเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดินโฉนด หรือจะเป็นการจองที่ดินรัฐ   ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าไม่ใช้ประโยชน์กัน   ที่เห็นเป็นจุดใหญ่สุดคือที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  ที่ยกเลิกการเดินรถในเส้นทางหาดใหญ่ – สงขลา ได้มีประชาชนที่อพยพมาทำมาหากินเข้าจับจอง บุกเบิก บ้างไปขอเช่า บ้างเข้าไปอยู่เลย  บ้างต้องไปเสียค่าหน้าดินให้กับผู้จับจองก่อน   และในปัจจุบันก็กลายเป็นชุมชนเมืองขึ้นมาหลายจุดตามแนวรางรถไฟเดิมที่ไม่ได้ใช้งานในตัวเมืองหาดใหญ่และสงขลา กว่า 5,000 หลังคาเรือน


จังหวัดสงขลาในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความเจริญมากและมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น   ทั้งนี้เพราะเมืองสงขลาเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว  เขตชายแดนการค้าระหว่างประเทศ จึงทำให้ผู้คนจากภูมิภาคทางใต้หรือจากภูมิภาคอื่น อพยพโยกย้ายเข้ามาหางานทำในเมืองสงขลาใครที่มีทุนก็สามารถที่จะซื้อที่ดินสร้างที่อยู่อาศัยได้ หากทุนน้อยหน่อยก็เช่าที่พักตามอพาทเม้นที่มีอยู่กลาดเกลื่อน (ซึ่งหาห้องว่างเริ่มยากแล้วในปัจจุบัน) หากใครไม่มีทุนในการหาที่อยู่อาศัยก็จะมาบุกเบิกถางพงในที่ดินรกร้างว่างเปล่าในที่ดิน เช่นที่ดินการรถไฟฯอย่างที่ได้กล่าวข้างต้น
หากจะมามองในมุมของขบวนการประชาชนที่เมืองสงขลาเองก็มีองค์ชาวบ้านอยู่หลากหลาย   มีหลายกลุ่มองค์กร   แต่ถ้าหากในเรื่องด้านสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยแล้วอยากจะขอกล่าวถึง “เครือข่ายสงขลาสามัคคี” ที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนในการผลักดันการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค กันมา
เครือข่ายสงขลาสามัคคี เป็นองค์กรชาวบ้านที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้ที่มีความเดือดร้อนในด้านที่ดินที่อยู่อาศัยในเมือง   มีความเป็นอยู่ราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองของจังหวัดสงขลา   เพราะยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่สามารถขอทะเบียนบ้านถาวรได้   ซึ่งจะนำไปสู่การขอประปา – ไฟฟ้า แบบถาวรไม่ได้เช่นกัน   ยกตัวอย่างที่ได้พบเห็นคือชุมชนเขารูปช้าง 2 มีท่อประปาของการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดสงขลา  วางแนวท่อผ่านหน้าบ้านที่เป็นที่ดินของการรถไฟฯแต่ชาวชุมชนไม่สามารถที่จะขออนุญาตติดตั้งมิตเตอร์ได้ เพราะการประปาฯอ้างว่าบุกรุกที่ดินรถไฟฯไม่สามารถดำเนินการให้ได้   ทั้งๆที่การประปาฯเองก็เป็นผู้บุกรุกการรถไฟฯเช่นเดียวกันในการวางท่อประปาเพื่อที่จะไปต่อให้กับบ้านที่อยู่ด้านหลังของชุมชนเขารูปช้าง 2  ที่เป็นที่ดินเอกชน  ทำให้ชาวชุมชนเขารูปช้าง 2 ต้องไปขอต่อพ่วงซื้อน้ำกับบ้านในที่ดินเอกชนราคาแพง (หน่วยละ 20 – 30 บาท)   นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่หน่วยงานรัฐปฏิบัติชาวชุมชนที่อยู่ในที่ดินของการรถไฟฯในยุคเก่าก่อน
สมาชิกของเครือข่ายอาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  เป็นสมาชิกของเครือข่ายสิทธิชุมชนใต้ และเข้าเป็นสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในปี 2552 ได้ร่วมผลักดันเชิงนโยบายที่จะแก้ปัญหาที่ดินรูปธรรมความสำเร็จคือ มีมติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ดังนี้
1.                  กรณีชุมชนที่อาศัยในพื้นที่การรถไฟในบริเวณที่ห่างจากรางรถไฟเกิน 40 เมตร  และที่ดินที่การรถไฟฯเลิกให้ในกิจการเดินรถ และยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์  ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว 30 ปี โดยให้การรถไฟฯ และชาวชุมชนร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนจะมีการทำสัญญาเช่า
2.                  กรณีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมทางรถไฟในรัศมี 40 เมตร จากศูนย์กลางรางรถไฟ   ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบอายุสัญญาให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกครั้งละ 3 ปี จนกว่าการรถไฟฯจะมีโครงการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเดินรถ   ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วจึงไม่ต่อสัญญา และการรถไฟฯจะหาที่รองรับที่อยู่ห่างจากเดิมภายในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร
          ในระหว่างการเช่า การรถไฟฯจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้าบริการและพัฒนาชุมชนได้ เช่น การไฟฟ้าและการประปาสามารถปักเสาพาดสายและวางท่อเข้าชุมชนได้   ให้การเคหะแห่งชาติ หรือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้เข้าปรับปรุงชุมชนได้  ทั้งนี้ชุมชนต้องร่วมมือกับการรถไฟฯ  ในการจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
3.                  กรณีชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่การรถไฟฯที่มีรัศมี 20 เมตร ถ้าการรถไฟฯเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยในระยะยาว  ให้การรถไฟฯจัดหาที่รองรับให้เช่าภายในรัศมี 5 กิโลเมตร  จากที่อยู่อาศัยเดิม   โดยมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการจัดพื้นที่รองรับ
4.                  ให้ตัวแทน เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีส่วนร่วมกับการรถไฟฯในการยกร่างสัญญาเช่าที่ดินและพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมและเป็นธรรม
มติดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่เป็นการตกลงกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เท่านั้น หากยังแต่มีกระทรวงคมนาคม ผู้แทนรัฐบาลรับรู้ในข้อตกลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน   จากมติบอร์ดดังกล่าวได้เป็นใบเบิกทางการเข้าถึงที่ดินในเมืองของชาวเครือข่ายสงขลาสามัคคี   ในปัจจุบันสมาชิกของเครือข่ายสงขลาสามัคคีได้ทำการเซ็นสัญญาเช่ากับทางการรถไฟฯแล้วจำนวน 10 ชุมชน คือ ชุมชนเกาะเสือ 1 , ชุมชนเขารูปช้าง 1 , ชุมชนเขารูปช้าง 2 , ชุมชนเขารูปช้างอิสระ , ชุมชนศาลาเหลือง , ชุมชนสมหวัง , ชุมชนกุโบร์ , ชุมชนศาลาหัวยาง , ชุมชนหัวป้อม 3 โซน 6 และชุมชนร่วมใจพัฒนา   โดยส่วนใหญ่ได้สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี เพราะเป็นเนื้อที่ที่การรถไฟฯยกเลิกการเดินรถไปแล้ว สมาชิกราว 2,000 ครอบครัว ทุกชุมชนกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค จัดสร้างปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ ให้ดีขึ้น   อีกทั้งยังมีแผนงานข้างหน้าในงานเชิงพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในที่ประชุม   ซึ่งเป็นอนุกรรมการที่ตั้งมาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ “คณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ที่มีเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นคณะกรรมการด้วยเช่นกัน   หนึ่งในวาระการหารืออนุกรรมการฯวันนั้นได้มีการหยิบยกเรื่องการฟื้นการเดินรถไฟเส้นทางหาดใหญ่ สู่ เมืองสงขลา อีกครั้ง เป็นระยะทาง 29 กิโลเมตร คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท  ด้วยเหตุผลจากทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การคมนาคมจากหาดใหญ่ไปเมืองสงขลาเกิดปัญหาการจราจรทางถนนติดขัดมากในชั่วโมงเร่งด่วน   จึงจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นระบบรางมาแก้ปัญหาดังกล่าว   อีกทั้งทางท้องถิ่นจังหวัดสงขลาเองก็มีความประสงค์ต้องการเช่นเดียวกันเพราะจะต้องรับมือการเป็นประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC) ที่เมืองหาดใหญ่ หรือจังหวัดสงขลา ถือเป็นประตูต้อนรับในส่วนของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคด้านทิศใต้ของไทย   โครงการฟื้นระบบการเดินรถไฟชานเมืองหาดใหญ่ – สงขลา จึงใกล้ความเป็นจริงที่จะกลับมาเดินรถใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ชาวเครือข่ายสงขลาสามัคคี ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากโครงการฟื้นการเดินรถไฟหาดใหญ่ – สงขลา   แต่ก็ไม่ได้จะคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าวเพราะเห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาการจราจรของเมืองสงขลา   หากแต่จะนำเสนอการแก้ปัญหาทางเลือกของการดำเนินโครงการดังกล่าวคือในเบื้องต้นจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน และเปิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดรูปแบบการก่อสร้าง  ขอบเขตการก่อสร้าง  อันที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน   อีกทั้งข้อสังเกตต่างๆในโครงการนี้ที่จะมาสร้างสถานีใหม่บริเวณชุมชนศาลาหัวยาง แต่จะไม่ไปต่อจนถึงสถานีเดิมเพราะเหตุว่ามีโรงแรมใหญ่มาบุกรุกเขตทางขวางไว้อยู่หรือไม่  หรือว่าเป็นเพราะสถานีในปัจจุบันได้ให้นายทุนใหญ่ได้เช่าบริหารที่ดินกำลังได้กำไรงดงาม   ทางการรถไฟฯและจังหวัดสงขลาจึงไม่กล้าที่จะทำการเดินรถไปถึงที่ทำการสถานีเดิม

สิ่งก่อสร้างของโรงแรมชื่อดังในสงขลารุกล้ำที่การรถไฟ

ส่วนการหาทางออกนั้นจะต้องมีทางออกที่ชุมชนรับได้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอทางออกทางเลือก   โดยที่ไม่ต้องย้ายที่อยู่อาศัยออกนอกเมือง   เพราะในตัวเมืองสงขลาเองมีที่ว่างเปล่ารกร้างอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐ หรือที่เอกชน ก็ตาม   แต่ข้อเสนอในเบื้องต้นของภาครัฐไม่ว่าทางจังหวัดสงขลาเอง หรือการรถไฟฯเอง   ที่มีพยายามจะโยกย้ายชาวชุมชนไปนอกเมืองไม่ว่าจะเอาไปไว้ที่บ้านคลองแห หรือบ้านฉลุง  ที่อยู่นอกตัวเมืองสงขลาหลายสิบกิโล
นี่คือบทพิสูจน์ของหน่วยงานรัฐและรัฐบาล   จากงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะผ่านสภาผู้แทนราษฎร   และคาดการณ์ว่าจะเป็นงบประมาณที่จะมาดำเนินงานโครงการรื้อฟื้นการเดินรถไฟหาดใหญ่ – สงขลา  ยังคงมีคำถามสำคัญอีกหลายคำถามที่จำเป็นต้องตอบสังคมก่อน   ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินกู้นั้นจะเป็นที่ไหน  และมีเงื่อนไขในการกู้อย่างไร เพราะเนื่องจากเป็นการกู้เงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศเท่าที่เคยกู้มา   เพราะเพียงแค่กู้ IMF จำนวนน้อยกว่านี้มากนักยังได้รับเงื่อนไขที่จะต้องถีบส่งคนจนออกจากการดูแลของรัฐบาลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนำมหาลัยออกนอกระบบ , การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น นโยบายผลักภาระให้กับประชาชนจะมีหรือไม่กับการกู้เงินก้อนยักษ์ครั้งนี้ 
ที่สำคัญการนำงบประมาณมาดำเนินโครงการจะมีการกล่าวถึงผลกระทบด้านชุมชนที่ได้กล่าวมาข้างต้นด้วยหรือไม่   การคุ้มทุนในการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นมองรอบด้านเพียงใด ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล


เครือข่ายสงขลาสามัคคี เครือข่ายสิทธิชุมชนภาคใต้ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงติดตามการดำเนินโครงการนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมขอแสดงความเห็นที่เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาต่อรัฐบาล   เพื่อจะให้คนจนเมืองมีพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมือง   ดังที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเมืองกันมาตั้งแต่ในอดีต


วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัย 6,000 ล้านบาท : บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลอภิสิทธิ์

อนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัย 6,000 ล้านบาท : บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลอภิสิทธิ์

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          ภาพข่าวการลงชุมชนคลองบางบัวและการแถลงถึงการสนับสนุนงบประมาณสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยแก่ชาวชุมชนแออัดจำนวน 1,000 ล้านบาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น   อาจทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้สึกได้ว่า   รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯนายกอภิสิทธิ์   มีความเห็นอกเห็นใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาชุมชนในเมือง
          แต่สำหรับขบวนการคนจนอย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี   สิ่งที่ได้รับภายหลังการฟังถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีวันนั้น   กลับเป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง  สงสัย  ไม่มั่นใจ  กระทั่งถึงกับผิดหวัง   ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?


          สลัมหรือชุมชนแออัด   เป็นปัญหาเชิงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ดำรงอยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน   รัฐบาลทุกยุคสมัยต่างต้องการที่จะขจัดสลัมให้หมดสิ้นไป   แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว   เพราะแนวทางกระแสหลักที่เน้นการย้ายสลัมไปไว้นอกเมืองหรือให้ขึ้นแฟลตตามโครงการของการเคหะแห่งชาติ  ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวชุมชนที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในเมือง   ซึ่งต้องฝากปากท้องไว้กับแหล่งงานที่ไม่ไกลจากแหล่งพักอาศัย
          แนวทางการแก้ปัญหาที่ชุมชนแออัดอยากเห็นก็คือ   การเอื้อโอกาสให้ชาวสลัมได้เป็นส่วนหนึ่งของเมือง   โดยการให้ชุมชนปรับปรุงพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิมหรือหาพื้นที่ใกล้เคียงรองรับผ่านรูปแบบการเช่าที่ดินของรัฐในระยะยาว 30 ปี
          ทิศทางดังกล่าวซึ่งเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นหัวหอกในการผลักดันโดยมีรูปธรรมนำร่องในที่ดินการรถไฟฯ   ได้ถูกรัฐบาลทักษิณที่ว่องไวในการจับกระแสความรู้สึกของคนจนนำไปเป็นนโยบาย “บ้านมั่นคง” ในปี 2546   โดยเน้นให้ชุมชนแออัดเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยการปรับปรุงชุมชนในที่เดิม   พร้อมทั้งอนุมัติงบสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคเฉลี่ย 68,000 บาท ต่อครัวเรือน   โครงการบ้านมั่นคงตั้งเป้าหมายไว้ที่ 300,000 หน่วย ในระยะเวลา 5 ปี มีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) เป็นผู้ดำเนินการ
          เมื่อทักษิณถูกรัฐประหาร   รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ซึ่งแม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง   ก็ยังอุตส่าห์สานต่อโครงการบ้านมั่นคง   โดยอนุมัติงบประมาณด้านสาธารณูปโภคตั้งแต่ปี 2550 – 2554 อีก 13,615 ล้านบาท   สำหรับการทำโครงการที่เหลือจำนวน 200,218 หน่วย
          แม้จะได้เม็ดเงินมาพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ทำถนน ถมดิน ทำทางเท้า ทางระบายน้ำ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาในชุมชน   แต่เมื่อเสาบ้านยังโย้เย้  ฝาบ้านยังปะต่อด้วยวัสดุหลากชนิด   แล้วมันจะเป็น “บ้านมั่นคง” ได้อย่างไร   ดังนั้นกองทุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น
          ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา   มีการอนุมัติการทำโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วถึง 79,464 ครัวเรือน   ในจำนวนนี้มีครัวเรือนที่จำเป็นต้องกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจาก พอช. 47,733 ครอบครัว   ซึ่ง พอช. ได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 17,028 ครัวเรือน  โดยใช้เงินกองทุนจำนวน 2,386.15 ล้านบาท   คิดอัตราดอกเบี้ยจากชุมชนร้อยละ 4 ต่อปี   ขณะนี้ยังเหลือผู้ตกค้างที่รอกู้สินเชื่ออีก 30,705 ครอบครัว   นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเป้าหมายอีก 200,218 ครัวเรือน ที่ พอช. ต้องดำเนินโครงการบ้านมั่นคงให้เสร็จในปี 2554    เบ็ดเสร็จแล้วรวมกว่า 230,000 ครอบครัว   ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อของกองทุนที่อยู่อาศัยของ พอช. 
          อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคือว่า    ความต้องการใช้สินเชื่อกับปริมาณเงินของกองทุนไม่สอดคล้องกัน   ขณะนี้เม็ดเงินของ พอช. กว่า 2,300 ล้านบาทได้หมดลงแล้ว และยอดเงินจ่ายคืนของชุมชนที่กู้ไปก็ได้กลับมาเพียงเดือนละ 150 ล้านบาท ซึ่งไม่พอต่อการหมุนเวียนสินเชื่อ   ดังนั้นถ้าไม่มีการเติมเม็ดเงินให้กับกองทุน พอช.   ก็ไม่มีทางที่ชุมชนที่รอคอยสินเชื่อจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่
          พอช. หาทางแก้สถานการณ์ด้วยการต่อเชื่อมกับระบบธนาคารพาณิชย์    โดยการทำข้อตกลงกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. )   เพื่อให้ชุมชนไปกู้ยืมสินเชื่อจาก ธอส. แทน    แต่แนวทางดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค   เพราะเป็นการผลักไสคนจนให้ไปเข้าระบบแบงค์ที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพงถึงร้อยละ 6 ต่อปี
          สิ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค เสนอก็คือ   การให้รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มเม็ดเงินให้กับกองทุน พอช. อีก 6,000 ล้านบาท   โดยเป็นเงินเร่งด่วนในปีนี้ 1,000 ล้านบาท  ส่วนอีก 5,000 ล้านบาทนั้น เป็นงบประมาณที่จะทยอยจ่ายให้แก่ พอช. ปีละ 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2553 – 2557    ทั้งนี้เพื่อให้ พอช. นำมาปล่อยกู้ให้แก่ชุมชนที่ต้องการทำโครงการบ้านมั่นคงในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี
          โดยการผลักดันวาระดังกล่าวผ่านทาง “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย”   รัฐบาลภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552  เห็นชอบในหลักการต่อข้อเสนอดังกล่าว   โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  และพอช.  ไปจัดทำแผนงบประมาณร่วมกับกระทรวงการคลัง
          ผลการหารือของหน่วยงานดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า    กรอบการอนุมัติเงินกองทุนที่อยู่อาศัยของ พอช. จะอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท    โดยรัฐบาลจะนำแผนงบประมาณเข้าโครงการกองทุนไทยเข้มแข็งวงเงิน 800,000 ล้านบาท ที่ขออนุมัติจากรัฐสภา   ทั้งนี้จะจ่ายเงิน 1,000 ล้านบาท ให้แก่ พอช. ในปี 2552 ส่วนในปี 2553 – 2554 จะจ่ายปีละ 2,000 ล้านบาท และในปี 2555 จะจ่ายให้อีก 1,000 ล้านบาท   ซึ่งเป็นไปตามกรอบการใช้เงินของกองทุนไทยเข้มแข็งที่มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 – 2555
          นี่คือสาระสำคัญของประเด็นกองทุนที่อยู่อาศัยที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานรัฐ   แต่ไฉนข้อสรุปเชิงสาระดังกล่าวจึงไม่ได้ออกจากปากท่านนายกอภิสิทธิ์ในวันที่ไปตรวจเยี่ยมชุมชนคลองบางบัว   นายกรัฐมนตรีพูดแต่เพียงว่าจะให้เงินด้านที่อยู่อาศัยแก่ชุมชนจำนวน 1,000 ล้านบาท   ซึ่งถ้อยแถลงอันนี้ได้นำไปสู่ความงุนงง  สับสน  ของชาวสลัม  รวมถึงสงสัยว่ารัฐบาลต้องการให้เงินแค่ 1,000 ล้านบาท เท่านั้นหรือไม่   ถ้าเป็นเช่นนั้นกรอบวงเงิน 6,000 ล้านบาท ที่เคยคุยร่วมกันจะถูกพับไปหรือ?
          ท่านนายกอภิสิทธิ์ที่เคารพ   รัฐบาลก่อนหน้าท่านทั้งรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลจากคณะทหาร   ต่างมีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงเพื่อจะทำให้ความฝันด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองเกิดขึ้นได้จริง   ดังนั้นในยุคของฯพณฯท่าน   เมื่อการทำโครงการของชาวบ้านเกิดอุปสรรคด้านเม็ดเงินกองทุนสินเชื่อที่ไม่เพียงพอ  ก็คงต้องเป็นภาระหน้าที่ของท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีคำขวัญสวยหรูว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” ที่จะต้องสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของคนจนตามที่ได้ตกลงไว้กับภาครัฐ   โดยการอนุมัติเม็ดเงินจำนวน 6,000 ล้านบาท ให้กับ พอช.    เพื่อให้ชุมชนกู้ยืมไปสร้างบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
          โปรดอย่าให้คนยากคนจนเข้าใจว่า   รัฐบาลภายใต้การนำของท่านกำลังทรยศ  บิดเบือน  หรือเบี้ยว ต่อข้อตกลงที่ให้ไว้กับภาคประชาชน   เพียงเพราะเม็ดเงินก้อนนี้นักการเมืองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดซื้อจัดจ้าง   เปิดประมูล  รวมถึงล็อกสเป็ค   เหมือนกับโครงการชุมชนพอเพียงที่กำลังฉาวโฉ่วอยู่ในขณะนี้.

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์ ขึ้นดอกเบี้ยคนจน พอช. ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

ผลักชาวบ้านไปกู้แบงค์    ขึ้นดอกเบี้ยคนจน
พอช.  ยังเป็นองค์กรเพื่อชุมชนอยู่หรือไม่ ?

อัภยุทย์   จันทรพา   ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.    เป็นองค์กรของรัฐแนวใหม่ในลักษณะองค์การมหาชน   ที่เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีการพัฒนาต่างๆ   โดยมีวิสัยทัศน์อยู่ที่   การเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานรากด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม
          ภายหลังการก่อตั้งในปี 2543    พอช. มีบทบาทการทำงานอย่างกว้างขวางครอบคลุมหลายเนื้องานของการพัฒนา  เป็นต้นว่า   การทำโครงการที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง     การฟื้นฟูชุมชนและจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น   การจัดสวัสดิการชาวบ้าน    รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทชุมชน  
          อย่างไรก็ตามในระยะหลัง   พอช.  มักถูกองค์กรประชาชนและเครือข่ายประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการทำงานว่า   มุ่งเน้นในเชิงปริมาณมากกว่าจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงให้กับภาคประชาชนเพื่อสร้างสรรค์งานพัฒนาในเชิงคุณภาพ   อันเป็นทิศทางที่ถูกบรรจุอยู่ในวิสัยทัศน์ของ พอช. เอง
          ตัวอย่างอันชัดเจนของข้อวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองดังกล่าวก็คือ   เรื่องราวฉาวโฉ่ของการคัดสรรคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของ พอช.     ที่มีการกระทำอย่างเร่งรีบ   รวบรัด   และไม่เปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางให้กับองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆที่อยู่นอกโครงสร้างและกลไกการทำงานของ พอช.
          นอกจากเรื่องการสรรหาบอร์ดที่ถูกตีแผ่จนกลายแป็นประเด็นสาธารณะแล้ว   ยังมีรูปธรรมการทำงานอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่า   พอช. ได้ละเลยหลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขององค์กรประชาชน  ซึ่งเป็นผู้รับผลโดยตรงจากการกำหนดนโยบายของ พอช.    เรื่องที่ว่าก็คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจากร้อยละ 4 ไปเป็นร้อยละ 6 ต่อปี    โดยการกำหนดให้ชุมชนไปกู้ยืมสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. ) แทนการกู้ยืมจากกองทุนของ พอช.


          สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนจะมีกรอบวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ต่อครอบครัว   ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งเป็นเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินและเงินกู้สร้างบ้านอย่างละครึ่ง    มีระยะเวลาผ่อนชำระคืน 15 ปี   โดย พอช. จะคิดดอกเบี้ยจากชุมชนในอัตราคงที่ร้อยละ 4 ต่อปี    ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุน พอช. ไปราว 2,300 ล้านบาท   เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ชุมชนแออัดในการทำโครงการบ้านมั่นคงประมาณ 70,000 หน่วย จากจำนวนที่ พอช. ตกลงไว้กับรัฐบาล 300,000 หน่วย
          แม้จะเหลือเป้าหมายในการทำโครงการบ้านมั่นคงกว่าอีก 200,000 หน่วย   แต่ พอช. อ้างว่าเม็ดเงินของกองทุนใกล้หมดแล้ว   ดังนั้นจึงมีมติบอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการ   ไปขอใช้สินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่ง พอช. ได้ไปทำข้อตกลงไว้กับธนาคารแล้ว   โดยจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ย 4 เปอร์เซนต์ ใน 2 ปีแรก   จากนั้นในปีที่ 3 ถึง ปีที่ 15 จะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 6 เปอร์เซนต์ ต่อปี
          การตัดสินใจของ พอช. ที่จะลอยแพชาวบ้าน   โดยปล่อยให้ชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคงต้องไปเผชิญกับกระแสอัตราดอกเบี้ยตามกลไกตลาดของธนาคาร   จึงเป็นการกำหนดนโยบายทางสังคมที่ขาดซึ่งความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง    ดังเหตุผลหลายประการ
          ประการแรก   แทนการผลักดันให้ชาวบ้านไปกู้เงินแบงค์แล้วต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น    พอช. ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคม  ควรต้องแสดงความเข็งขันและยืนหยัดที่จะขอเงินเพิ่มจากรัฐบาลเพื่อนำมาใส่กองทุน   รวมถึงแสวงหาความร่วมมือจากเครือข่ายภาคประชาชนในการผลักดันให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระทางสังคมที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจ   ทั้งนี้เพราะเงินกองทุนของ พอช. ที่ไม่พอปล่อยกู้นั้น  มีสาเหตุโดยตรงมาจากนโยบายบ้านมั่นคงของภาครัฐ  ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดไม่ให้อยู่ในสภาพสลัม   ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกำหนดเป้าหมายปริมาณของโครงการไว้มาก   รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณในการทำโครงการเพิ่มขึ้น   ซึ่งหากรัฐบาลให้เงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท โดยการทยอยจ่ายปีละ 1,000 ล้านบาท    กองทุนของ พอช. ก็น่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะหมุนเวียนสินเชื่อให้กับชุมชนที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง
          ประการที่สอง    การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วเปลี่ยนให้ระบบธนาคารมาคอยดูแลชะตากรรมของคนจน   ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลทางตรงต่อภาวะรายจ่ายในครัวเรือนของครอบครัวผู้ใช้สินเชื่อ   คาดการณ์กันว่าผู้กู้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 100 บาท ในช่วงตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 15    คำถามคือว่าแล้วไฉนประเด็นสำคัญที่กระทบต่อค่าครองชีพของผู้คนกว่า 200,000 ครอบครัวที่ยังไม่ได้ทำโครงการบ้านมั่นคง   จึงขาดกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ   เครือข่ายสลัม 4 ภาค   องค์กรที่เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน   ไม่เคยรับรู้ต่อการเกิดขึ้นของนโยบายนี้   ไม่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ตามชุมชนที่ประสงค์จะทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อฟังทัศนะของชาวบ้านต่อประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย    บอร์ด 3 คน ที่เป็นตัวแทนสายชุมชนก็ไม่เห็นทุกข์ร้อนที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาถกเถียงพูดคุยกับเครือข่ายต่างๆที่มีอยู่ทั่วประเทศ   ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า   แท้จริงแล้ว พอช. ซึ่งเป็นองค์กรแนวใหม่ของรัฐ  ให้ความเคารพต่อหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือไม่เพียงใด
          ประการที่สาม   นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายดอกเบี้ยที่สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบัน   ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำ   เพื่อกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างและวงการอสังหาริมทรัพย์   เช่นออกมาตรการให้ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์  ปล่อยเงินกู้ร้อยละ 2.75 ต่อปี ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 30 ปี   เพื่อให้ข้าราชการกู้ยืมไปซื้อบ้าน   แต่คนจนในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. กลับต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยถึงร้อยละ 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   ทั้งๆที่ชาวชุมชนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสวัสดิการต่างๆที่กลุ่มข้าราชการได้รับ
          นโยบายทางสังคมอันผิดพลาดดังที่กล่าว   สมควรที่จะต้องได้รับการทบทวนการแก้ไขโดยเร่งด่วน   เครือข่ายสลัม 4 ภาค  ในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่มีจุดยืนปกป้องสิทธิที่อยู่อาศัยของคนยากจนในเมือง   ขอเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ที่กำกับดูแล พอช. ดำเนินการดังต่อไปนี้
          หนึ่ง   ให้มีนโยบายให้ พอช. แก้ไขมติบอร์ดที่ให้ชุมชนไปใช้สินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในอัตราดอกเบี้ย 6 เปอร์เซนต์ต่อปี   โดยให้กลับมาใช้สินเชื่อจากกองทุน พอช. ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี   เพราะกองทุนของ พอช. ยังพอมีเงินเหลืออยู่และเมื่อนำมารวมกับเงินผ่อนชำระเฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านบาทของชุมชนที่กู้ไปก่อนหน้านี้    จึงทำให้ในระหว่างนี้ พอช. ยังมีศักยภาพที่จะปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปีได้
          สอง   ให้มีนโยบายเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อแก่กองทุน พอช. อีก 5,000 ล้านบาท   โดยเสนอของบจากรัฐบาลปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี    เพื่อให้ พอช. มีเงินทุนหมุนเวียนที่จะปล่อยเงินกู้แก่ชุมชนที่อยู่เป้าหมายโครงการบ้านมั่นคงแต่ยังไม่ได้ทำโครงการอีกกว่า 200,000 ครอบครัวในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 เปอร์เซนต์   นอกจากนี้เงินที่รัฐบาลอนุมัติเพิ่มปีละ 1,000 ล้านบาทนั้น   ยังถือเป็นงบที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง   เพราะเป็นเงินที่ชุมชนกู้ไปใช้ซื้อที่ดินหรือสร้างบ้านซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มเม็ดเงินให้กับวงการธุรกิจก่อสร้าง
          สาม   ให้มีนโยบายให้ พอช. ปฏิรูปการทำงานขององค์กรให้มีธรรมมาภิบาลขึ้น   และเปิดการมีส่วนร่วมให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทุกหมู่เหล่า   ไม่ใช่เน้นเฉพาะการทำงานกับแกนนำและชาวบ้านที่อยู่ภายใต้กลไกการจัดตั้งของ พอช.    โดยการปฏิรูปควรจะเริ่มต้นจากการเริ่มกระบวนการสรรหาคณะกรรมการบริหารกันใหม่    ไม่ใช่ยอมรับบอร์ดชุดล่าสุดที่ภาคประชาสังคมกำลังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของกระบวนการคัดสรร

          ห้วงเวลานี้จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสม   ที่จะยกเครื่องสถาบันอันมีรากฐานการก่อเกิดมาจากแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม    ทั้งนี้เพื่อให้ พอช. เป็นองค์กรที่มีบุคลิก  เปิดเผย  โปร่งใส  ยอมรับความเห็นต่าง   และเคารพต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายประชาชนในการกำหนดนโยบายองค์กร   ไม่ใช่ปล่อยให้ พอช. เดินหนีห่างจากปรัชญาและวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของตนเหมือนอย่างทุกวันนี้.

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เที่ยวปนงานและการเมืองใหม่

เที่ยวปนงานและการเมืองใหม่

อัพยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          1.. สองสัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 7 ตุลาคม 2551   ผมถือโอกาสเอาช่วงที่ เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยสากล   หลบหนีบรรยากาศแห่งความเคร่งเดรียดทางการเมืองในกรุงเทพฯไปรับลมชมงานและสืบสานมิตรภาพผ่านความเมากับพี่น้องสลัมที่ขอนแก่น  
            เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้บรรลุผลทุกประการ   กระท่อมไม้ไผ่ริมทางรถไฟต้อนรับการมาของผมด้วยสายลมหนาวยามดาวพราวฟ้า   ความเป็นพี่น้องลูกหลานระหว่างเอ็นจีโอกับชาวบ้านถูกตอกย้ำด้วยประเพณีงานบุญทั้งงานกฐินและงานบวชที่ผมมีโอกาสได้ร่วมกุศล   นี่ยังไม่นับสายสัมพันธ์และเรื่องราวชีวิตที่กระชับแน่นผ่านสายน้ำแห่งเมรัยหลายสิบขวด   ส่วนในเชิงหน้าที่การงานนั้น   ชาวสลัมขอนแก่นร่วม 300 คน ได้ลุกขึ้นมาประกาศศักดิ์ศรีกลางเมืองด้วยริ้วขบวนรณรงค์สิทธิของคนยากคนจน
            ถือเป็นครั้งแรกที่คนสลัมขอนแก่นในนาม เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์   ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนที่สังกัดอยู่กับเครือข่ายสลัม 4 ภาค   มีความมั่นใจพอที่จะจัดกิจกรรมสาธารณะเชิงมวลชนของตนขึ้น   ความเชื่อมั่นของพวกเขามาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกเพศวัย   เด็กๆราว 50 คน เดินอยู่ในขบวนแถวหน้า   ถัดมาเป็นกลุ่มก้อนของบรรดาเจ้าของรถซาเล้ง รถสามล้อถีบ ที่แปลงสภาพเครื่องมือทำมาหากินให้เป็นที่ประดับประดาคำขวัญบนธงทิว   คนหนุ่มคนสาวต่างจับถือป้ายผ้ารณรงค์   บนรถเครื่องเสียงแกนนำและโฆษกช่วยกันขับเคลื่อนกิจกรรมที่ไล่ตั้งแต่พิธีกรรมไหว้ศาลขอพรเจ้าพ่อหลักเมือง   การป่าวประกาศจุดประสงค์การรณรงค์ที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้   ไปจนถึงการเคลื่อนพลไปที่ทำการเทศบาลและศาลากลางจังหวัดเพื่อพบปะกับผู้มีอำนาจ   นอกจากบนท้องถนนแล้ว   การมีส่วนร่วมยังเกิดขึ้นในโรงครัว   แม่หญิงแม่ใหญ่ที่เดินไม่ไหว   พร้อมใจกันเป็นกองกำลังหุงหาข้าวปลาอาหารเตรียมไว้สำหรับผู้เดินขบวน


            การเจรจาได้ผลพอควร   นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นกล่าวประกาศจุดยืนต่อหน้าผู้ชุมนุมว่า  เทศบาลเข้าใจการดำรงอยู่ของชาวสลัมอันมีสาเหตุมาจากการล่มสลายของภาคชนบท   ดังนั้นจะพยายามแก้ไขปัญหาตามที่พี่น้องนำเสนอ  ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนปรนกฏระเบียบในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย  การออกเลขที่บ้านถาวรให้กับชุมชนที่มีสิทธิในที่ดินแล้ว    พร้อมทั้งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนข้าราชการฝ่ายทะเบียนในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าเรียกเก็บเงินค่าสมุดสำเนาทะเบียนบ้านฉบับละ 200 บาท   หากพบว่ามีการทำผิดจริงจะดำเนินการตามกฏหมาย   สำหรับทางจังหวัด   มีรองผู้ว่าราชการเป็นตัวแทนออกมารับข้อเรียกร้องและยืนยันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นจะเปิดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ภายใน 30 วัน
          นอกจากปฏิบัติการในเชิงอำนาจการต่อรอง   ขวัญพลังที่มาจากรูปธรรมความสำเร็จของชุมชน   ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในขนบธรรมเนียมการเคลื่อนไหวของขบวนสลัม   ดังนั้นในช่วงบ่ายเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์จึงจัดให้มีพิธีส่งมอบพื้นที่เช่าของการรถไฟฯให้กับชุมชนพัฒนาเทพารักษ์โซน 3   เพื่อที่ชุมชนจะได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงต่อไป   และจากรายงานของเครือข่ายฯ   ขณะนี้มีชุมชนในขอนแก่นที่มีสิทธิในที่ดินการรถไฟฯด้วยการทำสัญญาเช่าแล้ว 6 ชุมชน มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 200 ครอบครัว   โดยเป็นสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี 1 ชุมชน   ส่วนที่เหลือเป็นการเช่าในอายุสัญญาครั้งละ 3 ปี    การมีสิทธิในที่ดินการรถไฟฯในลักษณะดังกล่าว   จึงเป็นหลักประกันว่าถิ่นฐานที่พี่น้องสลัมขอนแก่นบุกเบิกมาจะไม่ถูกขับไล่ไหวคลอนโดยซองประมูลของนายทุน
          การงานเสร็จสรรพลงด้วยบทสรุปร่วมกันว่า   จากนี้ไปพลังของเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์  จะเป็นส่วนหนึ่งของพลังภาคประชาชนในขอนแก่นอย่างแน่นอน   เพราะพวกเขาพร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นมาประกอบกิจกรรมทั้งในเชิงสิทธิที่อยู่อาศัยและสิทธิด้านอื่นๆนับจากนี้
2..ทีแรกกะว่าจะไปเที่ยวไปเมาไปร่วมงานรณรงค์    แต่ในที่สุดกิจกรรมของชาวบ้านก็ทำให้ผมอดครุ่นคิดถึงเรื่องการเมืองไม่ได้   เราจะเรียกการเคลื่อนไหวในขอนแก่นครั้งนี้ว่าอะไรถ้าไม่ใช่   การเมืองของคนจนที่มีฐานประชาธิปไตยจากข้างล่าง   ซึ่งเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ได้ช่วยกันสร้างทำมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี    แล้วการเมืองแบบที่ว่านี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไรกับ การเมืองใหม่ ที่กำลังพูดถึงกันอยู่
          ตามความเข้าใจของผม   ประวัติศาสตร์งานสลัมแยกไม่ออกจากการเมืองแบบประชาธิปไตย   คนสลัมเริ่มเรียนรู้ประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญในปี 2526 2527   ซึ่งในช่วงนั้นเกิดการไล่รื้อสลัมในกรุงเทพฯด้วยความรุนแรง   สลัมริมคลองบางอ้อถูกคอมมานโดบุกเข้ารื้อ   จับกุมและสลายการชุมนุม   ส่วนสลัมตรอกไผ่สิงโตต้องเผชิญกับสภาพบ้านเรือนถูกกวาดไถโดยแทรคเตอร์   ในยุคนั้นระบบการปกครองทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางยังไม่เป็นประชาธิปไตย   กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง  ปู่เทียม  คือฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้กับพลเรือเอกเทียม   มกรานนท์  ผู้ว่าฯของคนกรุงในขณะนั้นที่ไม่มีผลงานอะไรเลย   ขณะที่ในระดับรัฐบาลพลเอกเปรม   ติณสูลานนท์ ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร   ดังนั้นในยามถูกขับไล่ที่   ชาวสลัมจึงไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรกับใครได้เพราะผู้บริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งย่อมไม่สนใจฟังเสียงของคนจน
           เหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะทำให้สลัมทั้งสองแห่งต้องแตกพ่าย   แต่ก็เกิดคุณูปการจากความสูญเสียเช่นกัน   ชาวสลัมเริ่มรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรเพื่อต่อต้านการไล่รื้อในชื่อ ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน     นอกจากจะต่อสู้ในเรื่องไล่ที่แล้ว   องค์กรสลัมในยุคนั้นยังเคลื่อนไหวในประเด็นประชาธิปไตย   พวกเขาสนับสนุนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2528   และรณรงค์เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งในปี 2529 มีนโยบาย บริการน้ำไฟ ไม่ไล่ที่ มีทะเบียนบ้าน  
         ปี 2533 สมัยพลเอกชาติชาย   ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง   เกิดการไล่รื้อสลัมพร้อมใจแถวพระโขนงโดยเจ้าของที่เอกชน   ฉากการไล่รื้อใกล้เคียงกับการขับไล่ในอดีตที่มีการจับกุมและสลายการชุมนุม   แต่ในครั้งนี้เมื่อมีรัฐบาลที่นายกฯมาจากการเลือกตั้งซึ่งอย่างน้อยก็เป็นประชาธิปไตยเต็มใบในทางรูปแบบ    ทำให้คนสลัมมีเป้าหมายในการเรียกร้องที่ชัดเจนขึ้น   พวกเขาพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนจนในท้ายสุดนายบรรหาร  ศิลปอาชา  รัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้นต้องเข้ามาเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าของที่ดิน   มีการหยุดการไล่รื้อ   ชาวบ้านได้รับค่ารื้อถอน   และการเคหะแห่งชาติจัดที่ดินบริเวณเขตประเวศไว้รองรับ   นอกจากจะคลี่คลายปัญหาชุมชนพร้อมใจได้แล้ว   รัฐบาลชาติชาย ยังอนุมัติเงิน 250 ล้านบาทเพื่อเป็นงบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแก่ชาวสลัมโดยรวม
         การไล่รื้อสลัมด้วยความรุนแรงในทั้งสองช่วงเหตุการณ์   ทำให้ขบวนการสลัมค้นพบว่า   ในการต่อสู้เรื่องไล่รื้อนั้น    การสู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมกว่าซึ่งพิสูจน์ได้จากกรณีชุมชนพร้อมใจ   เพราะถึงอย่างไรนักการเมืองก็ยังต้องฟังเสียงชาวบ้าน   พวกเขาต้องอาศัยประชาชนในฤดูหาเสียง   ผิดกับผู้บริหารที่มาจากรัฐราชการที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคะแนนจากใคร   และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมเมื่อเกิดการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534   องค์กรสลัมจึงเข้าร่วมคัดค้านเผด็จการทหาร   มีผู้นำชาวบ้าน 2 คน ร่วมอดข้าวประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์และมีผู้แทนสลัมราว 500 คน อยู่ในเหตุการณ์การต่อสู้พฤษภาคม 2535
        อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐบาลของนักการเมืองจะต้องฟังเสียงของประชาชนอยู่บ้างอย่างน้อยก็ในช่วงเลือกตั้ง   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านโยบายต่างๆของพวกเขาจะตอบสนองต่อสิทธิประโยชน์ของคนยากจน   ดังนั้นการนำเสนอ  ติดตาม  กดดันให้รัฐบาลเลือกตั้งมีและปฏิบัติตามแนวนโยบายที่เอื้อต่อคนจน   จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ขบวนสลัมใช้ในการเคลื่อนไหว   ประสบการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการผลักดันให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดการรื้อย้ายชุมชนแออัดพร้อมทั้งให้มีนโยบายแบ่งปันที่ดินของการรถไฟฯมาให้ชุมชนเช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อทำโครงการที่อยู่อาศัย   การชุมนุมกดดันของเครือข่ายสลัม 4 ภาคทำให้การรถไฟฯต้องมีมติออกมาในปี 2543 เพื่อรับรองสิทธิการเช่าของชุมชน    ถือเป็นครั้งแรกนับแต่ก่อตั้งกิจการรถไฟที่คนจนมีสิทธิในการเช่าที่ดิน 30 ปี  เสมอเหมือนตระกูลคนร่ำรวย   หากมองจากตัวอย่างนี้   ประชาธิปไตยของคนสลัมจึงไม่ใช่แค่การไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทน  หากแต่ยังเป็นเครื่องมือในการใช้บรรลุถึงสิทธิบางอย่างของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม
         นอกจากนี้การตรวจสอบนโยบายของนักการเมืองที่ให้สัญญาประชาคมไว้แต่ไม่ปฏิบัติตาม   ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ชาวสลัมสั่งสมขึ้นเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย   สมัยนายพิจิตต   รัตกุล   เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร   ในตอนหาเสียงมีนโยบายด้านการศึกษาไว้ว่า มาตัวเปล่าเข้าเรียนได้เลย   ซึ่งหมายถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่สังกัดกรุงเทพหมานครจะต้องเรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ   ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม  ค่าชุดนักเรียน  ค่าอุปกรณ์  ค่านม  ค่าอาหาร   แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่พบก็คือ   สโลแกนเย้ยหยันของชาวสลัมที่ว่า มาตัวเปล่ากลับบ้านได้เลย  ทั้งนี้เพราะผู้ปกครองต่างต้องเสียค่าโน่นค่านี่จิปาถะ   ดังนั้นเพื่อให้คำสัญญาของผู้อาสาทางการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการปฏิบัติ   กลุ่มแม่บ้านชาวสลัมจึงรวมตัวกันไปเจรจากดดันกับผู้ว่าฯพิจิตต   จนทำให้นโยบายการเรียนฟรีกลายเป็นความจริงในท้ายสุด
3..ประชาธิปไตยในความคิดและประสบการณ์ของขบวนสลัมนั้น   หากมองในเชิงรัฐศาสตร์แล้วจะมีทั้งมิติประชาธิปไตยแบบตัวแทนและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม   ประชาธิปไตยแบบตัวแทนคือการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   ซึ่งถือเป็นฐานความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจการปกครองอย่างสันติ   แต่เนื่องจากในระบอบเสรีประชาธิปไตย   นักการเมืองไว้ใจไม่ได้เพราะมักมีวาระของกลุ่มทุนซ่อนเร้นอยู่ในนโยบายสาธารณะเสมอ   ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเชิงการกำกับ  ตรวจสอบ และผลักดันให้ภาครัฐมีนโยบายทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้คนส่วนใหญ่
        ที่ผ่านมาผลของการปฏิรูปการเมืองอันอวดโฉมอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540   ได้มุ่งเน้นไปที่การตั้งกลไกตรวจสอบนักการเมือง   การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอกฏหมายและการขยายขอบข่ายสิทธิเสรีภาพของภาคพลเมือง   แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มพื้นที่ทางอำนาจให้แก่ฝ่ายบริหารด้วยเช่นกัน   จนทำให้รัฐบาลทักษิณกลายมาเป็นระบอบทักษิณอันแข็งแกร่งที่สามารถใช้ความเข้มแข็งมากีดกันด้านอื่นๆของการปฏิรูปการเมือง   ทั้งในเชิงการเข้าแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ   การแทรกแซงสื่อ   การนำเอานโยบายประชานิยมในภาคชนบทมาสยบมิติด้านสิทธิเสรีภาพ   เป็นต้นว่า   การฆ่าตัดตอนในประเด็นยาเสพติด   การใช้ความรุนแรงกับผู้คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐดังกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย   รวมทั้งการรวบอำนาจเพื่อเปิดทางสู่การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจพลังงาน   การแก้ไขกฏหมายสรรพสามิตรเพื่อเอื้อต่อธุรกิจครอบครัวและการขายหุ้นด้านกิจการโทรคมนาคมแก่บริษัทต่างชาติ
         สภาพการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการส่อถึงการปฏิรูปการเมืองที่ล้มเหลว   เพราะสิ่งที่ถูกปฏิรูปไม่ใช่สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมการเมืองของภาคประชาชน   หากแต่กลายเป็นประสิทธิภาพในเชิงการบริหารอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลในลักษณะของเผด็จการรัฐสภา   และนี่คือมูลเหตุที่นำไปสู่การคัดค้านต่อต้านระบอบทักษิณจากหลายภาคส่วนตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนถึงการเรียกร้องให้เกิด การเมืองใหม่ ในปัจจุบัน
          แต่อะไรคือความ ใหม่ ของการเมือง    อันนี้คงต้องขึ้นอยู่กับจินตนาการและทัศนะทางชนชั้นที่ใช้ในการมอง    สำหรับขบวนการชาวสลัมอย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค  ประเด็นในเรื่องการเมืองใหม่นอกจากจะต้องยืนยันที่มาของรัฐบาลว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งอันถือเป็นฐานที่มาอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว   อีกประเด็นที่สำคัญคือการเร่งเครื่องปฏิรูปการเมืองเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองของภาคประชาชนรวมถึงการสร้างพลังอำนาจการต่อรองของคนยากคนจนเพื่อเข้าถึงสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ    ผมเห็นคนสลัมพูดถึงการปฏิรูปที่ดิน  การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมด้วยระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า   พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อที่ต้องเปิดทางให้ผู้เสียเปรียบมีช่องทางในการสื่อสารสาธารณะมากขึ้น   พูดถึงเรื่องสิทธิของชุมชนในการตั้งถิ่นฐานอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษาที่รัฐต้องจัดการศึกษาฟรีโดยชุมชนมีส่วนร่วม
         มิติทางการเมืองเหล่านี้   หากพูดอย่างตรงไปตรงมา   มันก็คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่เข้มข้นขึ้น   เป็นประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้น   เพื่อที่คนยากจนจะได้เข้าไปกำหนดโครงสร้างกฏหมายรวมทั้งนโยบายที่จะเอื้อต่อชีวิตของพวกเขา   ซึ่งถือเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยของขบวนการสากล   ภาคประชาชนในละตินอเมริกามีการริเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมที่จะสถาปนาระบบประชาธิปไตยทางตรงเพื่อให้เป็นกลไกคู่ขนานในการตรวจสอบถ่วงดุลย์การทำงานของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน    ดังเช่นตัวอย่างการสร้างเขตปกครองตนเองของขบวนการซาปาติสต้าในเม็กซิโก   การมีส่วนร่วมกำหนดงบประมาณเพื่อการจัดการชีวิตสาธารณะของชุมชนในเมืองปอร์โตอเลเกร  ประเทศบราซิล

        นี่คือเนื้อหาการเมืองใหม่ของคนจนกลุ่มหนึ่งที่ผมได้สัมผัสรับรู้มา   คิดว่าคงแตกต่างอย่างแน่นอนกับกระแสการเมืองแบบชนชั้นนำที่ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังพูดกันอยู่   เพราะมันเป็น การเมืองใหม่ ที่อยู่บนเส้นทางของ...  การปฏิรูปการเมืองไทยสู่ประชาธิปไตยทางตรง   มิใช่ทางลัดที่นำการเมืองกลับคืนสู่ระบอบอมาตยาธิปไตย.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...