วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การพัฒนาประเทศ : การรับผิดชอบผลกระทบต่อคนจนของรัฐบาล (ตอนที่ 1)

การพัฒนาประเทศ : การรับผิดชอบผลกระทบต่อคนจนของรัฐบาล
(ตอนที่ 1)

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          ในช่วงเวลานี้ผู้เขียนได้ร่วมเวทีการสมัชชาใหญ่ของเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน “เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่น และเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค   ในเวทีสมัชชาใหญ่นี้เองเป็นเวทีที่ต้องมาสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาตลอดปีของเครือข่ายเอง   พร้อมทั้งมาร่วมวางแผนการทำงานในปีถัดไป   เครือข่ายฟื้นฟูฯเองมีความพิเศษตรงที่ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมดจำนวน 14 ชุมชน ดังนี้

ลำดับ
ชุมชน
จำนวนครอบครัว
เทศบาลตำบล
1
รอบเมือง 2
38
เมืองเก่า
2
รอบเมือง 2 โซน 2
51
เมืองเก่า
3
พัฒนาเทพารักษ์ 1
20
นครขอนแก่น
4
พัฒนาเทพารักษ์ 2
21
นครขอนแก่น
5
พัฒนาเทพารักษ์ 3
40
นครขอนแก่น
6
เทพารักษ์ 2
68
นครขอนแก่น
7
เทพารักษ์ 5
85
นครขอนแก่น
8
โนนหนองวัด 2 (ริมราง)
41
นครขอนแก่น
9
พรสวรรค์
30
นครขอนแก่น
10
หลักเมือง
70
นครขอนแก่น
11
เหล่านาดี 12
151
นครขอนแก่น
12
หนองแวงตาชู (ใหม่)
148
ศิลา
13
หลังศูนย์พัฒนาที่ดิน โซน 3
40
ศิลา
14
หลังศูนย์พัฒนาที่ดิน โซน 1
20
ศิลา


 

          จากสถานการณ์ที่มีความต้องการพัฒนาประเทศในปัจจุบันนี้เองทำให้เครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องระดมมันสมองกันอย่างเข้มข้น   เนื่องจากการพัฒนาในด้านระบบคมนาคมระบบรางกำลังเป็นที่จับตาและเป้าหมายแรกๆที่รัฐบาลจะดำเนินการก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วง จิระ – ขอนแก่น หรือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางมาตรฐาน (ความเร็วสูงเดิม) จาก กรุงเทพฯ – หนองคาย ทั้ง 2 โครงการนี้เองเป็นเหคุผลที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องมาร่วมออกแรงทั้งทางความคิด และพละกำลังกาย
          หากจะย้อนเวลากลับไป เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ ได้ร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในการผลักดันการปฏิรูปที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนได้สำเร็จ   จากที่คณะกรรมการรถไฟฯได้มีมติในวันที่ 13 กันยายน 2543 ซึ่งมีเนื้อหาถึงพื้นที่การรถไฟฯที่ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆสามารถนำมาให้คนจนเช่าราคาถูกเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้พ้นจากความเป็นชุมชนแออัด หรือสลัมได้   โดยเครือข่ายฟื้นฟูฯ ก็ได้นำมติดังกล่าวมาขับเคลื่อนจนสามารถนำพาสมาชิกชุมชนในจังหวัดขอนแก่นและที่ไม่ใช่สมาชิกบางส่วน รวม 15 สัญญาเช่าแปลงที่ มีชาวบ้านได้รับประโยชน์กว่า 500 ครอบครัว  โดยการเช่าที่ดินชาวชุมชนจะเช่าในพื้นที่ที่วัดจากกึ่งกลางรางออกมา 20 เมตร ซึ่งเว้นไว้สำหรับการพัฒนาในอนาคต  ถัดจากพื้นที่ดังกล่าวก็จะพัฒนาที่อยู่อาศัยตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง  อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นสองอีกต่อไป


ภาพการสมัชชาใหญ่เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ จ.ขอนแก่น

          แต่สถานการณ์การพัฒนาระบบรางในปัจจุบันนี้เองที่ทำให้ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯต้องกลับมาอกสั่นขวัญหายกันอีกครั้ง เพราะมีข่าวจากทางการรถไฟฯถึงการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการว่า อาจจะต้องใช้เนื้อที่ที่วัดออกจากกึ่งกลางรางไปข้างละ 40 เมตร รวม 2 ข้างเป็น 80 เมตร  ส่งผลให้ชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ตามสองข้างทางต้องได้รับผลกระทบทั้งหมดไม่ว่าจะได้เช่าที่ดิน หรือยังไม่ได้เช่าแล้วก็ตาม


ภาพโครงการบ้านมั่นคงชุมชนหลักเมือง จ.ขอนแก่น หลักจากเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ

          ที่ผ่านมาเครือข่ายฟื้นฟูฯและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เจรจาถึงแนวทางการแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในรัฐบาลที่แล้ว  ซึ่งได้ข้อยุติเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายคือ ชาวบ้านสามารถอาศัยอยู่ในที่ดินเดิมในระยะที่ห่างออกมาจากกึ่งกลางราง 20 เมตร ได้ หากมีบ้านเรือนที่ล้ำไปในเขต 20 เมตรแรกก็จะทำการรื้อขยับปรับเข้ามาอยู่ในเขต 20 เมตรหลัง ทำให้การก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น สามารถดำเนินการไปต่อได้  โดยรูปแบบการก่อสร้างที่จะมีการยกระดับรางขึ้นในช่วงที่เข้าตัวเมืองขอนแก่น  ต้องใช้งบประมาณการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จะสร้างในรูปแบบเลียบบนดินตามรางเดิมไปอีก 2,000 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ถือว่าเยอะเกินไปหากจะต้องมีการขับไล่ชาวบ้านให้ไปอยู่ที่ใหม่ที่ไกลออกไปจากตัวเมืองกว่า 2,000 ครอบครัว ถ้าหากต้องดูจากด้านต่างๆที่ชาวบ้านต้องสูญเสียไป และรัฐต้องอุดหนุนช่วยเหลือทดแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การหาที่ดินแห่งใหม่ , ระบบคมนาคมในพื้นที่แห่งใหม่ , การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ หรือการลงทุนระบบสาธารณูปโภคในที่ดินแห่งใหม่ด้วยนั้น อีกทั้งยังต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับรางรถไฟหลายจุดอีกด้วย ยังไม่รวมผลที่จะเกิดตามมาของชาวบ้านที่จะต้อง หางานใหม่ , หาที่เรียนให้ลูกใหม่ , ต้องเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ใหม่ หากดูผลกระทบที่ตามมาเหล่านี้ จำนวนเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากการก่อสร้างที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนเดิมนั้นจึงถือว่ารัฐบาลคุ้มมากนัก
          สิ่งที่ตรงกันเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะขัดขวางการพัฒนาของประเทศ หรือจังหวัดขอนแก่น แต่อย่างใด   เพราะที่ผ่านมาการรับผิดชอบต่อผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่วนมากคนจนที่เป็นผู้เสียสละให้กับคนกลุ่มต่างๆ  กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลมาก่อน  จะดูได้จากงบประมาณโครงการการก่อสร้างขนาดใหญ่ในหลายโครงการส่วนใหญ่จะไม่มีงบประมาณในด้านที่ช่วยเหลือ ทดแทน ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ หรือถ้ามีก็ไม่เคยที่จะจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ
แต่นั้นก็เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเพราะโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่จะก่อสร้างด้านฝั่งขวามือเท่านั้น (หันหน้าไปทางหนองคาย) ส่วนฝั่งซ้ายยังคงสงวนไว้สำหรับการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานซึ่งรูปแบบการก่อสร้างยังไม่มีข้อยุติว่าจะใช้พื้นที่การก่อสร้างขนาดไหน นี่คือจุดเริ่มต้นอีกครั้งที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจะต้องระดมสมองในการหาแนวทางการแก้ปัญหากันอีกครั้ง
โครงการก่อสร้างทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน ๑.๔๓๕ เมตร ซึ่งจะนำรถไฟความเร็วระหว่าง ๑๖๐-๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือกึ่งความเร็วสูง (Medium-Speed Rail) มาใช้วิ่งในเส้นทางดังกล่าว ส่วนอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงสามารถนำรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ที่มีความเร็วกว่า ๒๕๐ กิโลเมตรมาวิ่งในรางรถไฟได้เช่นกัน 

แผนผังภาพรวมชุมชนในที่ดินการรถไฟฯในจังหวัดขอนแก่น

ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยเสนอรูปแบบการก่อสร้างไว้เป็นโมเดลเดิม  ซึ่งมีการคัดค้านในหลายภาคส่วน  ในหลายความเห็นที่ยังไม่พร้อมจะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของศาลระหว่างการสืบคดีการขอกู้งบประมาณในการก่อสร้างที่ว่า ควรจะดำเนินการพัฒนาระบบคมนาคมด้านอื่นให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาสร้างระบบความเร็วสูงนี้  หรือกลุ่มองค์กรภาคประชาชนกลุ่มต่างๆที่สะท้อนถึงความไม่คุ้มในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในช่วงนั้น
โครงการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานในครั้งนี้ จึงจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่ารัฐมีความใส่ใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด   ในช่วงเวลาที่กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการศึกษาการก่อสร้างโครงการนี้  การสร้างการมีส่วนร่วมในทุกส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบยิ่งควรจะต้องเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้มีพื้นที่ในการแสดงความเห็น และเสนอแนวทางเลือกอื่นๆด้วย
แต่ที่ผ่านมาบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลราว 200 ล้านบาท ที่จะต้องสร้างกระบวนการเหล่านี้กลับไม่ทำให้เกิดความมีส่วนร่วมจากทุกส่วน จะเห็นได้จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา การสื่อสารบอกกล่าวถึงการจัดเวทีประชาชนในจังหวัดขอนแก่นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบกลับไม่ได้รับการติดต่อให้ร่วมเวทีแต่อย่างใด เครือข่ายฟื้นฟูฯหลังจากที่ได้ทราบข่าวการจัดเวทีดังกล่าวก่อนล่วงหน้า 1 วัน จึงเร่งรีบประสานผู้แทนชุมชนต่างๆไปเข้าร่วมเวทีนั้นเพื่อแสดงจุดยืนในการหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน ฉะนั้นความจริงใจที่จะเปิดโอกาสรับฟังความเห็นอย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงที่ศึกษา   ไม่เช่นนั้นแล้วความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการก่อสร้างก็เป็นได้
การพัฒนาที่มีความจริงใจและโปร่งใส  พร้อมที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี   หากแต่การพัฒนาโครงการใดๆที่ไม่มีความจริงใจและไม่โปร่งใสก็ย่อมที่จะเห็นประชาชนออกมาสร้างเวทีแสดงความเห็นของตนเอง   นี่คืออีกหนึ่งบททดสอบความจริงใจของรัฐที่มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดกับประชาชน ............


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สมการสังคมไทย รัฐ บวก ทุน เท่ากับ ลืมคนจน

สมการสังคมไทย
รัฐ บวก ทุน เท่ากับ ลืมคนจน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค
         
ในห้วงเวลาที่ผู้เขียนกำลังพิมพ์บทความนี้  เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์สภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มคนจนเมืองอยู่ในภาวะต้องดิ้นรนรักษาที่อยู่อาศัยในเมืองของพวกเขาไว้ให้ได้  นั้นคือช่วงนี้เริ่มมีการไล่ที่ชุมชนแออัด หรือ สลัม หลายพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของรัฐ ที่ดินของเอกชน หรือแม้แต่ที่ดินของพระสงฆ์ ที่คนใจบุญบริจาคทานให้เพื่อทำประโยชน์แก่ศาสนา ก็ไม่วายที่จะต้องอยู่ในสถานการณ์ถูกไล่เช่นกัน
          ดังที่จะเห็นจากที่มีชุมชนต่างๆเข้ามาขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา เพื่อหาแนวทาง วิธีการ ต่างๆในการหยุดการไล่รื้อช่วงนี้กับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เท่าที่ข้าพเจ้าได้ทราบข้อมูลและได้ลงพื้นที่ร่วมกับทีมทำงานหยุดการไล่รื้อเร่งด่วนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค พบเห็นชุมชนที่ประสบปัญหาไล่ที่ คือ
          - ชุมชนตลาดบ่อบัว จ.ฉะเชิงเทรา การรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกับบริษัท  ฟ้องขับไล่ชาวบ้าน ทั้งที่มีมติบอร์ดรถไฟปี47 ให้มีการแบ่งปันที่ดินกัน และต้องไม่มีการดำเนินคดีความใดๆ
- ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง กทม. ชุมชนกำลังรับมอบโฉนดชุมชน แต่รัฐร่วมกับเจ้าของที่ข้างเคียงมารังวัดที่ใหม่ทำที่สาธารณะหายไป เตรียมจะสร้างแนวกำแพงและรื้อบ้านชาวบ้านที่อ้างว่ารุกล้ำที่ดิน   ทั้งที่ที่ดินตรงนั้นก่อนมาอยู่คือที่ดินลำรางสาธารณะ
- ชุมชนวัดใต้ เขตสวนหลวง กทม. เจ้าอาวาสวัดใต้ให้บริษัทเอกชนเช่าที่ดินที่มีบ้านผู้อยู่อาศัยรอบๆวัด ไปทำธุรกิจคอนโด   ขณะนี้เตรียมที่จะฟ้องขับไล่ชาวชุมชน
- ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี กทม. กำลังจะได้รับผลกระทบสร้างสวนสาธารณะ แต่พร้อมจะขับไล่คนที่มาอยู่ก่อนหลายชั่วอายุคน
- ชุมชนหลังหมู่บ้านสหกรณ์ เขตบึงกุ่ม กทม. ถูกอำนาจเถื่อนของนายทุน ไถบ้านพังเสียหาย สำนักงานเขตรับลูกต่อพร้อมจะไข่ลับอีกทอดห้ามพักชั่วคราวในที่สาธารณะ เคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง

 
ภาพการปักป้ายไล่รื้อชุมชนเสีรีไทย 57

นี่เป็นเพียงกลุ่มชุมชนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อน ราว 350 หลังคาเรือน ที่มาขอความช่วยเหลือกับทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค แต่ยังคงมีอีกหลายชุมชนที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้อยู่อีกจำนวนมากที่กำลังจะไร้ที่ดินที่จะอยู่อาศัย ไร้ที่ทำมาหากิน
จากภาพเหตุการณ์ดังข้อมูลข้างต้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสที่จะเข้าไปเจรจาเพื่อแก้ปัญหาชุมชนตลาดบ่อบัว ชุมชนนี้อยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นชุมชนเก่าแก่อาศัยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยและค้าขายของสดเปรียบเสมือนเป็นโรงครัวของเมืองแปดริ้วก็ว่าได้ บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ เคยเสียค่าเช่ากับการรถไฟฯมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ ย่า แต่มารุ่นปัจจุบันไม่ได้มีการเก็บค่าเช่า ได้เป็นสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งอยู่ในกระบวนการการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) กับรัฐบาล  เป็นชุมชนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในการแก้ปัญหาชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ 13 กันยายน 2543 ที่จะมีการแบ่งปันที่ดินของการรถไฟฯ ให้กับชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ได้เช่าที่ดิน แล้วพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ตามโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาล  จนกระทั่งเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับกลุ่มทุนใหญ่ในท้องถิ่น  ซึ่งพอจะลำดับเหตุการณ์คราวๆได้ดังนี้
ปี 2539 บริษัททำสัญญาปลูกสร้าง 5 ปี สัญญา ปี 2539 – 2544 ท่ามกลางการคัดค้านของชาวชุมชนตลาดบ่อบัว  ซึ่งเคยปิดรางรถไฟให้หยุดการเดินรถมาแล้วเพื่อขอเจรจาเรื่องที่อยู่อาศัยของชุมชน
ปี 2541 บริษัทเริ่มฟ้องร้องชาวชุมชน
ปี 2544 การรถไฟฯบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญาจะหมด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือความเห็นของสำนักราชเลขาธิการ ที่ทางชุมชนตลาดบ่อบัวได้ร้องขอความเป็นธรรม
ปี 2547 บริษัทฟ้องศาลขอความเป็นธรรมขอทำสัญญาใหม่กับการรถไฟฯ
ปี 2547 มีมติบอร์ดการรถไฟฯให้บริษัททำสัญญาต่อได้แต่ต้องถอนฟ้องชาวบ้าน และแบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน คือ ให้บริษัท ส่วนที่หนึ่ง ส่วนที่สอง ให้เป็นที่อยู่อาศัยชุมชน ส่วนที่สาม ให้จัดทำเป็นตลาดของชุมชน ซึ่งในส่วนที่ สอง และ สาม จะดำเนินการโดยเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา
ปี 2550 มีการทำสัญญากับทางบริษัทใหม่อีกครั้ง  แต่บริษัทผิดสัญญา การรถไฟฯจึงฟ้องเพื่อยกเลิกสัญญา
ปี 2553 ไกล่เกลี่ยกันที่ศาล ตกลงกัน 2 ฝ่าย คือ การรถไฟฯกับบริษัท
ปี 2557 ทำสัญญาเช่า เพื่อปลูกสร้าง 1 เม.ย. 57 – 31 มี.ค. 62 และสัญญาเพื่อทำประโยชน์ ปี 2562 – 2592 และคดีความข้อพิพาทกับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวยังคงอยู่
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นสิ่งที่หายไปก็คือ “หัวคนจน” ทั้งๆที่ข้อพิพาทเป็นการพิพาทโดยชาวชุมชนตลาดบ่อบัว กับ บริษัทนายทุน ระหว่างผู้อยู่มาก่อนแต่ดั่งเดิม กับ ผู้มีเงินมหาศาล ต้องการที่ดินไปทำธุรกิจ   แต่การรถไฟฯกลับกระทำในสิ่งที่หน่วยงานรัฐที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงของคนจนกลับกลายเป็นเห็นใจ อย่างฉ้อฉล โดยการทำข้อตกลงกันใหม่ละทิ้งมติคณะกรรมการรถไฟฯ ปี 2547 ที่เจตนาจะยุติคดีความข้อพิพาท และแบ่งปันที่ดินกัน    จากการกระทำดังกล่าวทำให้บริษัทนายทุนได้สิทธิ์ในการเช่าเต็มพื้นที่ บริเวณสถานีรถไฟแปดริ้ว  ส่งให้ชุมชนตลาดบ่อบัว  ชาวบ้านจำนวนกว่า 300 ครอบครัว กลายเป็นผู้บุกรุกโดยทันที และดำเนินการฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย จากชาวบ้าน จำนวน 11 ราย
ตลอดระยะเวลา 10 ปี  ตั้งแต่ ปี 25472557  ทางเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเองก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆเพื่อจัดทำที่อยู่อาศัย และตลาด จนกลายเป็นโอกาสของกลุ่มนายทุนฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน เกิดการข่มขู่ คุกคาม จากนักเลง ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านและเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงร้องเรียนไปยังกระทรวงคมนาคม และ ได้มีการประชุมร่วมกับกระทรวงฯในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556  โดยมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน  ซึ่งผลการของประชุม เฉพาะหน้า ให้การรถไฟฯ ซึ่งเป็นโจทย์ ร่วม กับ บริษัท ให้ชะลอการบังคับคดี ทั้งหมด และให้มีการประชุมร่วมกัน ระหว่าง ผู้แทนชาวบ้าน การรถไฟ ห้างหุ้นส่วน เทศบาล เพื่อหาทางออกและแนวทางแก้ไข ก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558  กระทั่งเช้าในวันถัดมา กรมบังคับดีพร้อมด้วยคนงานของบริษัท เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ  เข้าทำการรื้อถอน บ้านเรือนชุมชนตลาดบ่อบัว โดยไม่ฟังคำทักท้วงของชาวบ้าน   หลังจากทราบว่าเข้ารื้อทำลายผิดหลังจากคำสั่งศาล จึงได้ยุติการรื้อแล้วกลับไปไร้ความรับผิดชอบใดๆ



ภาพการเข้ารื้อบ้านผิดหลังในการบังคับคดี ชุมชนตลาดบ่อบัว จ.ฉะเชิงเทรา 
กรณีข้อพิพาทของชุมชนตลาดบ่อบัวเห็นความเชื่อมโยงอย่างชัดเจน ระหว่างหน่วยงานรัฐ (หลายหน่วยงาน) และบริษัทกลุ่มทุนท้องถิ่น ร่วมไม้ร่วมมือสอดประสานรับลูกต้อนคนจนให้จนมุม  ไมว่าจะเป็นการรถไฟฯ เพิกเฉยต่อมติคณะกรรมการรถไฟฯ ปี 2543 ที่จะต้องจัดที่ดินอยู่อาศัยให้กับชุมชนตลาดบ่อบัวโดยให้เช่าที่ระยะยาว อีกทั้งยังไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ ปี 2547 คือบริษัทยังไม่ถอนฟ้องคดีความชาวบ้าน แต่กลับซ้ำยังทำสัญญาฉบับใหม่ให้กับบริษัท เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราที่ต้องดำเนินการจัดที่อยู่อาศัยและตลาดให้ชาวชุมชนก็ทำนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใดๆ   ข้อเรียกร้องของชาวชุมชนดูไร้เหตุผลหากถูกตัดตอนความเป็นมา เพราะสิทธิ์การเช่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปอยู่ในมือนายทุนหมดเสียแล้ว
การต่อสู้เรียกร้องของพี่น้องคนจนเมืองเหล่านี้ยังคงไม่จบลงเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน  หากหยุด ยุติ การเรียกร้อง เสมือนกับว่าพวกเขาพร้อมจะเป็นคนที่ไร้ที่อยู่อาศัย อาจจะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ บางคนอาจต้องหาที่อยู่ใหม่นอกเมือง ต้องหางานใหม่  บางคนไม่มีทุนก็คงต้องปรับสภาพมาใช้ที่สาธารณะมาเป็นที่หลับนอน  ผันตัวเองเป็นคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน  สิ่งที่เคยสะสมมาในอดีตอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย
โจทย์ปัญหาเหล่านี้คงไม่จบได้ด้วยระเบียบ กฎหมาย ที่ตราขึ้นมาโดยไร้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  ยังคงมีอีกหลายชุมชน หลายกรณี ที่กำลังปะทุความเดือดร้อนขึ้นมาในห้วงรัฐบาลทหารที่เปรย จั่วหัว การปกครองถึง “การคืนความสุข” ให้กับคนไทย  พยายาม “ลดความเหลื่อมล้ำ” ในสังคม สุดท้ายกลุ่มคนจนเองยังคงต้องรวมกลุ่ม  รวมตัวกันเพื่อสร้างความสุข “ด้วยตัวเอง” เครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงยึดมั่นในการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมในแนวทางขบวนการภาคประชาชน  

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ ประสบการณ์การต่อสู้ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ
ประสบการณ์การต่อสู้ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

 อัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

1) ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย : ใจกลางของปัญหาสลัม
          สลัมหรือชุมชนแออัด   เป็นผลพวงมาจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล   ซึ่งเริ่มต้นมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับแรก    ทิศทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ   การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมือง   โดยละเลยการพัฒนาระบบเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในชนบท   ได้ทำให้ผู้คนที่ล้มละลายจากภาคการเกษตรเข้ามาแสวงหาแหล่งงานและโอกาสของชีวิตในเมือง   ทั้งในกรุงเทพมหานครและตามหัวเมืองภูมิภาค   ผู้อพยพเหล่านี้   เมื่อไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้  เพราะที่ดินมีราคาแพง  ประกอบกับภาครัฐขาดมาตรการรองรับด้านที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียง   จึงจำเป็นต้องบุกเบิกที่ดินว่างเปล่าใกล้แหล่งงานเป็นที่อยู่อาศัย  ซึ่งได้ขยายกลายเป็นชุมชนแออัดในที่สุด
          จากฐานที่มาดังกล่าว  คนสลัมจึงเป็น ผู้บุกเบิกถิ่นฐานในเมือง   พวกเขาลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาต่ำ   แม้จะแออัดและดูไม่เป็นระเบียบ   แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐบาลอย่างมหาศาล   นอกจากนี้  การดำรงอยู่ของชาวสลัมยังเกี่ยวพันอย่างมากกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง  ภาคการผลิต  พาณิชยกรรม  การก่อสร้างและธุรกิจบริการ  ต่างต้องพึ่งพาแรงงานจากชุมชน   งานหนักและอาชีพที่ไม่มีใครอยากทำ เป็นต้นว่า เก็บขยะ  กวาดถนน  ขับรถเมล์ ฯลฯ ก็ล้วนแต่คนสลัมทำ  
          ปัจจุบันมีชุมชนแออัดทั่วประเทศประมาณ 3,750 ชุมชน 1.14 ล้านครอบครัว ประชากร 5.13 ล้านคน   นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ รายได้ ปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว  กล่าวได้ว่าปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยหรือปัญหาการไล่รื้อ   คือปัญหาหัวใจสำคัญของชาวสลัม   ตัวเลขของทางการระบุว่า   ขณะนี้มีชุมชนที่มีปัญหาเรื่องการรื้อย้าย 445 ชุมชน  กำลังอยู่ในระหว่างการไล่ที่ 180 ชุมชน  และที่มีกระแสข่าวว่าจะไล่ประมาณ 265 ชุมชน ทั้งสองส่วนมีประชากรที่จะได้รับผลกระทบจากการไล่รื้อราว 2 แสนคน


2) ที่ดินชานเมืองและแฟลต : การแก้ปัญหาที่ไม่เข้าใจวิถีชุมชน
          ที่ผ่านมา  แนวทางกระแสหลักที่ภาครัฐใช้ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนมีอยู่ 2 แนวใหญ่ๆคือ การย้ายชุมชนไปอยู่นอกเมือง  และการย้ายขึ้นแฟลต   สำหรับแนวทางแรกทำได้ 2 ลักษณะ คือ การไปเช่าซื้อที่ดินแปลงโล่งขนาด 19.5 ตารางวา ของการเคหะแห่งชาติ ที่จัดโครงการรองรับไว้ตามย่านชานเมือง   แล้วชาวชุมชนปลูกบ้านเอง หรืออีกแบบหนึ่งคือ  ชุมชนอาจรวมตัวกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์  แล้วกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ( ปัจจุบันพัฒนามาเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ) ไปเลือกหาซื้อที่เอง   อย่างไรก็ตามที่ดินที่ชุมชนสามารถซื้อได้ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่นอกเมือง  เพราะระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่เปิดให้มีการกักตุนและเก็งกำไรที่ดินได้ทำให้ราคาที่ดินในเมืองแพงเกินกว่ากำลังซื้อของชาวสลัม     ส่วนแนวทางที่สองคือ  การทำโครงการสร้างแฟลตโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น การเคหะฯ การท่าเรือ กรุงเทพมหานคร แล้วให้ชาวสลัมเช่าหรือเช่าซื้อ
          อย่างไรก็ตาม   ทั้งสองแนวทางเป็นการแก้ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหา   การย้ายชุมชนออกนอกเมือง  หากพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ  การพาคนไปอยู่ห่างไกลแหล่งงานเดิมของชาวสลัม   ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบในเมือง เช่น กรรมกร ลูกจ้าง คนเก็บของเก่า แม่ค้าหาบเร่ ฯลฯ   คนที่ยึดอาชีพเหล่านี้  ครั้นจะกลับมาทำงานในเมืองที่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางที่แพงขึ้น  อีกทั้งยังต้องเสียเงินผ่อนชำระค่าที่ดิน  สินเชื่อปลูกบ้าน  และเมื่อรายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ชุมชนใหม่ไม่ได้  ก็ต้องเซ้งสิทธิกลับเข้ามาบุกเบิกชุมชนในเมืองอีก  
ส่วนแฟลตแม้จะเป็นที่อยู่อาศัยดูเป็นระเบียบ สวยงาม  แต่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนสลัมที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บ้านเป็นที่ประกอบอาชีพด้วย   เช่น  เป็นที่ตัดเย็บเสื้อผ้าของแม่บ้านที่รับงานมาทำที่บ้าน  เป็นที่คัดแยกขยะของคนหาของเก่า   เป็นที่ประกอบอาหารของพวกแม่ค้าหาบเร่ต่างๆ   นอกจากนี้ลักษณะครอบครัวแบบกึ่งชนบทของชาวสลัม   ที่เป็นครอบครัวขยายมีคนในครอบครัวมากทำให้ไม่สามารถอยู่ในห้องแคบๆแบบแฟลตที่มีเนื้อที่ขนาด 24 ตารางเมตร ได้   รูปแบบการอยู่อาศัยในอาคารสูงแบบแฟลตจึงเหมาะสมกับวิถีชีวิตคนชั้นกลาง และครอบครัวรายได้น้อยทั่วไป   ที่เป็นครอบครัวเดี่ยวและใช้พื้นที่บ้านเพียงที่อยู่อาศัยอย่างเดียวมากกว่า

3) ปรับปรุงชุมชน  ให้สิทธิในที่ดิน : ยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวสลัม
          แนวทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการของชาวสลัม คือ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  หรือหากในกรณีที่จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชนจริงๆ ก็ต้องจัดหาพื้นที่รองรับในละแวกใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่เดิม   เพื่อให้คนสลัมมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและสามารถดำรงชีวิตในฐานะแรงงานของเมืองได้อย่างยั่งยืน  
แนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยดังกล่าวสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับคำประกาศของสหประชาชาติเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ประจำปี 2544 ที่กล่าวว่า เมืองต้องปราศจากสลัม / Cities without Slum” คำประกาศนี้ไม่ได้หมายความว่าให้กำจัดสลัมโดยการรื้อย้ายชุมชนไปนอกเมือง ( Slum Clearance ) หากแต่เป็นการเรียกร้องต่อประชาชาติต่างๆว่าต้องมีแผนปรับปรุงสภาพชุมชนให้พ้นความเป็นสลัม  ต้องแก้ไขปัญหาชุมชนบุกรุกด้วยการปรับเปลี่ยนสถานภาพให้ถูกต้องมั่นคง   และที่สำคัญต้องให้หลักประกันในสิทธิที่อยู่อาศัยระยะยาวแก่ชุมชน
          แนวทางแก้ไขปัญหาที่เน้นการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  เคยนำมาปฏิบัติใช้กับชุมชนเซ่งกี่  ในปี 2529 2530 โดยชาวชุมชนซึ่งในขณะนั้นประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย   เจรจาขอซื้อที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์  ในลักษณะของการแบ่งปันที่ดิน ( LAND SHARING ) ซึ่งเป็นการประนีประนอมระหว่างเจ้าของที่ดินกับชุมชน กล่าวคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ยินยอมขายที่ดินบางส่วนให้กับชาวชุมชนผ่อนซื้อในราคาต่ำกว่าท้องตลาด  เพื่อนำมาจัดผังที่อยู่อาศัยใหม่ให้เป็นระเบียบ   โดยลดขนาดที่อยู่อาศัยเหลือแปลงละ 5.4 ตารางวา และ 10 ตารางวา ผังชุมชนที่จัดใหม่ทำให้เหลือพื้นที่ส่วนหนึ่งคืนให้กับเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจพาณิชย์ได้   
นอกจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนเซ่งกี่แล้ว  ชุมชนแออัดที่ใช้แนวทางการแบ่งปันที่ดินมาพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคนั้น ก็เช่น ชุมชนวัดลาดบัวขาว ชุมชนหลังบ้านมนังคศิลา  และชุมชน 70 ไร่ คลองเตย   ชุมชนวัดลาดบัวขาวใช้วิธีขอซื้อที่ดินบางส่วนจากเจ้าของที่ดินเอกชน   ส่วนชุมชนหลังบ้านมนังฯ และชุมชน 70 ไร่ เนื่องจากอยู่ในที่ดินของหน่วยงานราชการ คือ กรมธนารักษ์ และการท่าเรือ จึงใช้วิธีขอเช่าที่จากหน่วยงานเจ้าของที่
          อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่โครงการตัวอย่างเหล่านี้  ซึ่งเน้นการปรับปรุงพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม  เพื่อให้คนสลัมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเมือง   ไม่สามารถขยายผลไปเป็นกระแสหลักในการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดได้  ทั้งนี้เพราะอุปสรรคเรื่องที่ดิน   หน่วยงานรัฐต่างๆไม่อยากแบ่งปันที่ดินของตนให้ชาวชุมชนเช่าอยู่อาศัยระยะยาว   เนื่องจากต้องการนำที่ดินไปใช้เชิงธุรกิจรวมทั้งพัฒนาโครงการต่างๆ   ภาคเอกชนก็เช่นกัน ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คือแรงจูงใจสำคัญในการเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาแบบรื้อย้ายชุมชน

4) ปฏิรูปที่ดินเมืองในพื้นที่การรถไฟฯ : การสานต่อยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของคนจน
          เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวสลัม   ด้วยการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม  เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงทำการรณรงค์ในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง   โดยผลักดันการเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี กับการรถไฟแห่งประเทศไทย
          การรถไฟฯ เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม   ที่ครอบครองที่ดินไว้กว่า 200,000 ไร่  ในจำนวนนี้มีที่ดินในเขตเมืองที่สามารถจัดหาประโยชน์ถึง 50,000 ไร่   อย่างไรก็ตามการรถไฟฯ มักนำเอาที่ดินที่จัดหาประโยชน์ได้ไปให้ภาคธุรกิจเอกชนเช่าทำโครงการแสวงหากำไร อาทิ ศูนย์การค้า  โรงแรม  สถานบันเทิง   ส่งผลให้เกิดการขับไล่ผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นชาวสลัมในที่ดินของการรถไฟฯอยู่เสมอ 
          นอกจากการเอาที่ดินให้คนรวยเช่าแล้ว  การรถไฟฯยังนำที่ดินออกเปิดประมูลให้นักลงทุนข้ามชาติเข้ามาสัมปทาน   ดังกรณีการให้บริษัทโฮปเวลล์จากฮ่องกง  ทำโครงการรถไฟฟ้าและพัฒนาที่ดินบริเวณ 2 ข้างทางรถไฟในปี 2538  แม้ในท้ายสุดโครงการจะล้มละลายแต่ก็ทำให้ชาวสลัมเกือบ 3,000 ครอบครัว   ต้องถูกขับไล่ไปอยู่ในที่ดินของการเคหะฯที่อยู่ห่างจากพื้นที่เดิมของชุมชนถึง 40 กิโลเมตร
          การแสวงประโยชน์จากมรดกที่ดินไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น   ปี 2541 การรถไฟฯ ได้ออกประกาศเชิญชวนให้นักลงทุนมาเช่าที่   โดยอ้างว่าประสบกับภาวะขาดทุนต่อเนื่องถึง 40,000 ล้านบาท  ดังนั้นจึงต้องหาเงินชดเชยจาการเปิดให้เช่าที่ดิน   นโยบายเปิดประมูลที่ดินในครั้งนั้นได้สร้างความหวั่นวิตกแก่ชาวสลัมในพื้นที่การรถไฟฯซึ่งมีอยู่ราว 110 ชุมชน ประชากรกว่า 17,000 ครัวเรือน   ทั้งนี้เพราะอีกนัยหนึ่ง  การเปิดซองประมูลโดยนายทุน   ก็คือการขับไล่ชุมชนนั่นเอง  เพราะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลงทุน  ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่ชาวสลัมบุกเบิกเป็นถิ่นอาศัย
          เพื่อเป็นการตอบโต้กับสถานการณ์ไล่รื้อดังกล่าว   เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงประสานงานชุมชนในที่ดินการรถไฟฯมาหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาเชิงรุก   กล่าวคือชุมชนต้องชิงทำสัญญาเช่าที่ดินในพื้นที่อยู่อาศัยเดิมก่อนไม่ต้องรอให้นายทุนมาประมูลเช่าที่แล้วขับไล่ชุมชนดังอดีต   โดยมีชุมชนเข้าร่วมการต่อสู้ภายใต้การนำของเครือข่ายสลัม 4 ภาค รวม 61 ชุมชน 9,139 ครอบครัว
          กระบวนการเจรจาต่อรองกับการรถไฟฯในประเด็นการขอเช่าที่ดินเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใช้เวลาถึง 22 เดือน   ครอบคลุมยุทธวิธีตั้งแต่  การเปิดเวทีสาธารณะร่วมกับนักวิชาการ และสื่อมวลชน   เพื่อวิพากษ์ถึงนโยบายการใช้ที่ดินของการรถไฟฯที่เอื้อต่อประโยชน์เฉพาะนายทุน   การส่งผู้แทนเข้าเจรจากับ รมต.คมนาคม   เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา   การสำรวจข้อมูลชุมชนร่วมกับการรถไฟฯ  การประสานกับสหภาพแรงงานรถไฟให้ช่วยล็อบบี้ฝ่ายบริหาร   ไปจนถึงการใช้วิธีขั้นเด็ดขาดเพื่อชี้ขาดชัยชนะของคนจน   ซึ่งก็คือการชุมนุมกดดันที่หน้ากระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 7 8 มิถุนายน  2543  ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน จนได้ข้อยุติในเชิงนโยบายการใช้เช่าที่ดินร่วมกับการรถไฟฯ


          อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวไม่มีมติจากคณะกรรมการรถไฟฯออกมารับรอง    เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องชุมนุมกดดันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน  2543  จนทำให้คณะกรรมการรถไฟฯต้องมีมติบอร์ดออกมารองรับการเช่าที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด 4 ประการดังนี้
          1. กรณีชุมชนที่อาศัยในพื้นที่การรถไฟในบริเวณที่ห่างจากรางรถไฟเกิน 40 เมตร  และที่ดินที่การรถไฟฯเลิกให้ในกิจการเดินรถ และยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์  ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว 30 ปี โดยให้การรถไฟฯ และชาวชุมชนร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนจะมีการทำสัญญาเช่า
          2. กรณีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมทางรถไฟในรัศมี 40 เมตร จากศูนย์กลางรางรถไฟ   ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบอายุสัญญาให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกครั้งละ 3 ปี จนกว่าการรถไฟฯจะมีโครงการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเดินรถ   ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วจึงไม่ต่อสัญญา และการรถไฟฯจะหาที่รองรับที่อยู่ห่างจากเดิมภายในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร
          ในระหว่างการเช่า การรถไฟฯจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้าบริการและพัฒนาชุมชนได้ เช่น การไฟฟ้าและการประปาสามารถปักเสาพาดสายและวางท่อเข้าชุมชนได้   ให้การเคหะแห่งชาติ หรือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้เข้าปรับปรุงชุมชนได้  ทั้งนี้ชุมชนต้องร่วมมือกับการรถไฟฯ  ในการจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
          3. กรณีชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่การรถไฟฯที่มีรัศมี 20 เมตร ถ้าการรถไฟฯเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยในระยะยาว  ให้การรถไฟฯจัดหาที่รองรับให้เช่าภายในรัศมี 5 กิโลเมตร  จากที่อยู่อาศัยเดิม   โดยมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการจัดพื้นที่รองรับ
          4. ให้ตัวแทน เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีส่วนร่วมกับการรถไฟฯในการยกร่างสัญญาเช่าที่ดินและพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมและเป็นธรรม
          แม้จะมีมติคณะกรรมการรถไฟฯ ปี 2543 เป็นใบเบิกทางในการเช่าที่ดิน   แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายดังคิด   เพราะถึงที่สุดแล้ว   การได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟฯเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่เดิม  หาใช่อะไรอื่นหากแต่คือ การต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างคนรวยกับคนจน โดยมีประเด็นที่ดินในเมืองเป็นเดิมพัน   ดังนั้นในทางปฏิบัติ  ผืนดินที่ชาวสลัมได้เช่าจึงต้องผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองกับการรถไฟฯ  ด้วยกระบวนการที่เหมือนๆกับเมื่อครั้งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค เจรจากับกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ได้นโยบายการเช่าที่ดินในปี 2543
          ปัจจุบัน (ปี 2543) มีชุมชนในที่ดินการรถไฟฯที่เป็นสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค  ประสบความสำเร็จในการเช่าที่ดินแล้ว 24 ชุมชน โดยเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี 11 ชุมชน   ส่วนที่เหลือเป็นการเช่าในอายุสัญญาครั้งละ 3 ปี    เมื่อชุมชนมีสัญญาเช่าก็สามารถนำสิทธิในสัญญาไปขอการสนับสนุนงบประมาณในการทำโครงการที่อยู่อาศัยจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  ซึ่งเป็นงบอุดหนุนในการจัดทำสาธารณูปโภคฟรี  ขณะนี้ชุมชนที่เช่าที่ดินการรถไฟฯแล้วได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลรวมเป็นเงิน 87,941,096 บาท และชุมชนกำลังอยู่ในกระบวนการจัดทำสาธารณูปโภค  ปรับปรุง  รวมถึงก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่

5) ผลสะเทือนจากการต่อสู้
          การเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เพื่อให้ชุมชนปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม   ดังที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ดำเนินการมานั้น  ถือเป็นการต่อสู้ซึ่งส่งผลสะเทือนในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายประชาชนในหลายประการ
          ประการแรก   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นโยบายการใช้ที่ดินในเมืองของรัฐ   ที่แต่เดิมใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจแต่ถ่ายเดียว   มาเป็นนโยบายการใช้ที่ดินที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางสังคมด้วย   ซึ่งในกรณีการรถไฟฯ   ก็คือการนำที่ดินมาแก้ปัญหาสลัมตามนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม โดยไม่ต้องรื้อย้ายไปนอกเมืองหรือขึ้นแฟลต   นอกจากนี้ยังก่อผลสะเทือนทางสังคมในแง่ที่ทำให้ชาวสลัมที่อาศัยอยู่ในที่ดินของหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น ราชพัสดุ  การท่าเรือ  กรมการศาสนา  รวมถึงที่สาธารณะของ กทม.     หันมาเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นมีนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม
          ประการที่สอง   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   ถือเป็นยุทธวิธีใหม่ในการต่อต้านการไล่รื้อ   คือเป็นการขจัดการไล่รื้อสลัมจากต้นตอ   เพราะการเจรจากับกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯจนมีมติบอร์ดเมื่อปี 2543 นั้น   ทำให้ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ทั้ง 61 ชุมชน   ถูกขึ้นทะเบียนในฐานะชุมชนที่การรถไฟฯจะต้องแก้ไขปัญหาโดยการให้เช่าที่ดิน   ดังนั้นการรถไฟฯจึงไม่สามารถเปิดให้ภาคธุรกิจเข้ามาประมูลเช่าที่ในพื้นที่ของชุมชนทั้ง 61 ชุมชนได้   ซึ่งต่างจากในอดีตที่ชาวสลัมมักถูกขับไล่โดยนายทุนที่มาประมูลหรือได้สัมปทานในที่ดินการรถไฟฯแล้วฟ้องขับไล่ชุมชน
          ประการที่สาม   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   เป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการจัดรูปองค์กรและขยายงานชุมชน   ทั้งนี้เพราะการเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว   ทำให้เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องเชื่อมประสานและจัดระบบชุมชนสมาชิกที่กระจายอยู่ในพื้นที่การรถไฟฯทั้ง 4 ภูมิภาค   ครอบคลุม 29 จังหวัด   โดยมีกระบวนการตั้งแต่สำรวจข้อมูลชุมชน ทำงานจัดตั้ง   ฝึกอบรมแกนนำ   เจรจาต่อรอง   รวมถึงชุมนุมกดดันทั้งในระดับพื้นที่จนถึงระดับนโยบาย   เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์การเช่าที่ดินดังกล่าว
          ประการสุดท้าย   ยุทธศาสตร์ผลักดันการเช่าที่ดินการรถไฟฯ   ทำให้เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องทำงานในมิติการสร้างพื้นที่สาธารณะมากขึ้น   เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้ที่ดินในเมืองของรัฐให้มาเอื้อต่อประโยชน์ของคนจน   ต้องอาศัยความเข้าใจจากภาคประชาสังคมเป็นแรงหนุนช่วย   มีการจัดเวทีสาธารณะ   ประสานสื่อมวลชน   รวมถึงการคิดค้นกิจกรรมรณรงค์ วันที่อยู่อาศัยสากล ขึ้นในปี  2544  ทั้งนี้เพื่อให้กระแสงานสากล   ช่วยยกระดับการเคลื่อนไหวต่อสู้ในประเด็นการเช่าที่ดินการรถไฟฯ

          แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่มีความสำเร็จและผลสะเทือนค่อนข้างสูง   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำการโดยง่ายที่ใครๆก็สามารถจะทำได้   ทั้งนี้เพราะความสำเร็จดังกล่าว   เกิดจากการใช้กระบวนยุทธ์ของ ภาคประชาชน โดยแท้   ชุมชนในที่ดินการรถไฟฯอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เพราะขลาดกลัวต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของภาคประชาชน   ล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้สิทธิในสัญญาเช่าจากการรถไฟฯ     ชุมชนเหล่านั้นซึ่งคงเส้นคงวาอยู่กับแนวคิด ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยประสานงานให้   แม้ว่าจะอาศัยบุญบารมีของหน่วยงานรัฐอย่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) เป็นใบเบิกทางในการขอเช่า   แต่ชะตากรรมของพวกเขาก็ยังหนีไม่พ้นสถานะของการเป็น ผู้เฝ้ารอสัญญาเช่า   ก็เพราะอย่างที่บอกไว้   การต่อสู้เรื่องที่ดินในเมืองเป็นประเด็นในทางชนชั้น   ที่ชาวสลัมจะต้องสร้างดุลย์อำนาจขึ้นมาต่อรองกับฝ่ายเจ้าที่ดิน   หามีทางลัดอื่นใดไม่   หากคนจนจะต้องการทั้งที่ดินและศักดิ์ศรีในเวลาเดียวกัน.

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ย่างก้าวการต่อสู้ เพื่อที่อยู่อาศัย .... เครือข่ายสงขลาสามัคคี

ย่างก้าวการต่อสู้ เพื่อที่อยู่อาศัย .... เครือข่ายสงขลาสามัคคี

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในระหว่างการลงพื้นที่ชุมชนในจังหวัดตรัง และสงขลาซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย   แต่เดิมส่วนใหญ่มาบุกเบิกสองข้างทางรางรถไฟเป็นที่พักอาศัยเพื่อจะหางานทำในเมือง เป็นแรงงานราคาถูก  สำหรับการพัฒนาเมืองให้ใหญ่โตโดยเฉพาะในปัจจุบันการจะขยายตัวในกรุงเทพมหานครที่กำลังจะถึงจุดอิ่มตัว ขยายตัวไม่ค่อยจะออก  สังเกตได้จากการจัดทำหมู่บ้านจัดสรร ที่เริ่มก่อสร้างในพื้นที่ชานเมืองหรือไม่ก็เป็นจังหวัดปริมณฑล   ทิศทางการขยายเมืองเริ่มที่จะกระจายไปยังหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา , ขอนแก่น , อุดรธานี , อุบลราชธานี , เชียงใหม่ , สงขลา , ภูเก็ต , ชลบุรี เป็นต้น   เมืองเหล่านี้กำลังจะจำลองกรุงเทพมหานครมาไว้ที่จังหวัดของตัวเอง   และแน่นอนการจะทำให้เมืองเหล่านี้เติบโตขึ้นมาได้จำเป็นที่จะต้องมีแรงงานในทุกภาคส่วนมาช่วยกันก่อร่างสร้างเมือง   ซึ่งแรงงานราคาถูกหรือแรงงานนอกระบบ....แต่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะเพิ่มศักยภาพในการสร้างความเจริญของเมืองได้
หากจะย้อนไปสัก 10 – 20 ปี ที่แล้ว เมืองสงขลายังเป็นเมืองที่เงียบๆไม่มีความรุ่งเรืองทางวัตถุมากนัก มีการยกเลิกการเดินรถไฟในเส้นทางหาดใหญ่ ไปสู่ เมืองสงขลา ในปี 2521 ด้วยเหตุผลไม่คุ้มทุนกับการเดินรถเพราะยังมีประชาชนอาศัยอยู่น้อย    หากจะมีความครึกครื้นกันบ้างในเขตอำเภอหาดใหญ่   แต่ก็ไม่ถึงกับคึกคักมากมาย   แต่ก็เริ่มมีวี่แววความเจริญที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง   ดูได้จากการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำในตัวหาดใหญ่   การสร้างที่อยู่อาศัยมากขึ้นในตัวเมืองสงขลา   ที่ดินถูกจับจองมีเจ้าของเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดินโฉนด หรือจะเป็นการจองที่ดินรัฐ   ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าไม่ใช้ประโยชน์กัน   ที่เห็นเป็นจุดใหญ่สุดคือที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  ที่ยกเลิกการเดินรถในเส้นทางหาดใหญ่ – สงขลา ได้มีประชาชนที่อพยพมาทำมาหากินเข้าจับจอง บุกเบิก บ้างไปขอเช่า บ้างเข้าไปอยู่เลย  บ้างต้องไปเสียค่าหน้าดินให้กับผู้จับจองก่อน   และในปัจจุบันก็กลายเป็นชุมชนเมืองขึ้นมาหลายจุดตามแนวรางรถไฟเดิมที่ไม่ได้ใช้งานในตัวเมืองหาดใหญ่และสงขลา กว่า 5,000 หลังคาเรือน


จังหวัดสงขลาในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความเจริญมากและมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น   ทั้งนี้เพราะเมืองสงขลาเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว  เขตชายแดนการค้าระหว่างประเทศ จึงทำให้ผู้คนจากภูมิภาคทางใต้หรือจากภูมิภาคอื่น อพยพโยกย้ายเข้ามาหางานทำในเมืองสงขลาใครที่มีทุนก็สามารถที่จะซื้อที่ดินสร้างที่อยู่อาศัยได้ หากทุนน้อยหน่อยก็เช่าที่พักตามอพาทเม้นที่มีอยู่กลาดเกลื่อน (ซึ่งหาห้องว่างเริ่มยากแล้วในปัจจุบัน) หากใครไม่มีทุนในการหาที่อยู่อาศัยก็จะมาบุกเบิกถางพงในที่ดินรกร้างว่างเปล่าในที่ดิน เช่นที่ดินการรถไฟฯอย่างที่ได้กล่าวข้างต้น
หากจะมามองในมุมของขบวนการประชาชนที่เมืองสงขลาเองก็มีองค์ชาวบ้านอยู่หลากหลาย   มีหลายกลุ่มองค์กร   แต่ถ้าหากในเรื่องด้านสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยแล้วอยากจะขอกล่าวถึง “เครือข่ายสงขลาสามัคคี” ที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนในการผลักดันการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค กันมา
เครือข่ายสงขลาสามัคคี เป็นองค์กรชาวบ้านที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้ที่มีความเดือดร้อนในด้านที่ดินที่อยู่อาศัยในเมือง   มีความเป็นอยู่ราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองของจังหวัดสงขลา   เพราะยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่สามารถขอทะเบียนบ้านถาวรได้   ซึ่งจะนำไปสู่การขอประปา – ไฟฟ้า แบบถาวรไม่ได้เช่นกัน   ยกตัวอย่างที่ได้พบเห็นคือชุมชนเขารูปช้าง 2 มีท่อประปาของการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดสงขลา  วางแนวท่อผ่านหน้าบ้านที่เป็นที่ดินของการรถไฟฯแต่ชาวชุมชนไม่สามารถที่จะขออนุญาตติดตั้งมิตเตอร์ได้ เพราะการประปาฯอ้างว่าบุกรุกที่ดินรถไฟฯไม่สามารถดำเนินการให้ได้   ทั้งๆที่การประปาฯเองก็เป็นผู้บุกรุกการรถไฟฯเช่นเดียวกันในการวางท่อประปาเพื่อที่จะไปต่อให้กับบ้านที่อยู่ด้านหลังของชุมชนเขารูปช้าง 2  ที่เป็นที่ดินเอกชน  ทำให้ชาวชุมชนเขารูปช้าง 2 ต้องไปขอต่อพ่วงซื้อน้ำกับบ้านในที่ดินเอกชนราคาแพง (หน่วยละ 20 – 30 บาท)   นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่หน่วยงานรัฐปฏิบัติชาวชุมชนที่อยู่ในที่ดินของการรถไฟฯในยุคเก่าก่อน
สมาชิกของเครือข่ายอาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  เป็นสมาชิกของเครือข่ายสิทธิชุมชนใต้ และเข้าเป็นสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในปี 2552 ได้ร่วมผลักดันเชิงนโยบายที่จะแก้ปัญหาที่ดินรูปธรรมความสำเร็จคือ มีมติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ดังนี้
1.                  กรณีชุมชนที่อาศัยในพื้นที่การรถไฟในบริเวณที่ห่างจากรางรถไฟเกิน 40 เมตร  และที่ดินที่การรถไฟฯเลิกให้ในกิจการเดินรถ และยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์  ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว 30 ปี โดยให้การรถไฟฯ และชาวชุมชนร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนจะมีการทำสัญญาเช่า
2.                  กรณีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมทางรถไฟในรัศมี 40 เมตร จากศูนย์กลางรางรถไฟ   ให้ชุมชนได้ทำสัญญาเช่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบอายุสัญญาให้ต่อสัญญาเช่าได้อีกครั้งละ 3 ปี จนกว่าการรถไฟฯจะมีโครงการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเดินรถ   ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนแล้วจึงไม่ต่อสัญญา และการรถไฟฯจะหาที่รองรับที่อยู่ห่างจากเดิมภายในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร
          ในระหว่างการเช่า การรถไฟฯจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้าบริการและพัฒนาชุมชนได้ เช่น การไฟฟ้าและการประปาสามารถปักเสาพาดสายและวางท่อเข้าชุมชนได้   ให้การเคหะแห่งชาติ หรือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนได้เข้าปรับปรุงชุมชนได้  ทั้งนี้ชุมชนต้องร่วมมือกับการรถไฟฯ  ในการจัดการพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
3.                  กรณีชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่การรถไฟฯที่มีรัศมี 20 เมตร ถ้าการรถไฟฯเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยในระยะยาว  ให้การรถไฟฯจัดหาที่รองรับให้เช่าภายในรัศมี 5 กิโลเมตร  จากที่อยู่อาศัยเดิม   โดยมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการจัดพื้นที่รองรับ
4.                  ให้ตัวแทน เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีส่วนร่วมกับการรถไฟฯในการยกร่างสัญญาเช่าที่ดินและพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมและเป็นธรรม
มติดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่เป็นการตกลงกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เท่านั้น หากยังแต่มีกระทรวงคมนาคม ผู้แทนรัฐบาลรับรู้ในข้อตกลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน   จากมติบอร์ดดังกล่าวได้เป็นใบเบิกทางการเข้าถึงที่ดินในเมืองของชาวเครือข่ายสงขลาสามัคคี   ในปัจจุบันสมาชิกของเครือข่ายสงขลาสามัคคีได้ทำการเซ็นสัญญาเช่ากับทางการรถไฟฯแล้วจำนวน 10 ชุมชน คือ ชุมชนเกาะเสือ 1 , ชุมชนเขารูปช้าง 1 , ชุมชนเขารูปช้าง 2 , ชุมชนเขารูปช้างอิสระ , ชุมชนศาลาเหลือง , ชุมชนสมหวัง , ชุมชนกุโบร์ , ชุมชนศาลาหัวยาง , ชุมชนหัวป้อม 3 โซน 6 และชุมชนร่วมใจพัฒนา   โดยส่วนใหญ่ได้สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี เพราะเป็นเนื้อที่ที่การรถไฟฯยกเลิกการเดินรถไปแล้ว สมาชิกราว 2,000 ครอบครัว ทุกชุมชนกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค จัดสร้างปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ ให้ดีขึ้น   อีกทั้งยังมีแผนงานข้างหน้าในงานเชิงพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในที่ประชุม   ซึ่งเป็นอนุกรรมการที่ตั้งมาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ “คณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ที่มีเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นคณะกรรมการด้วยเช่นกัน   หนึ่งในวาระการหารืออนุกรรมการฯวันนั้นได้มีการหยิบยกเรื่องการฟื้นการเดินรถไฟเส้นทางหาดใหญ่ สู่ เมืองสงขลา อีกครั้ง เป็นระยะทาง 29 กิโลเมตร คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท  ด้วยเหตุผลจากทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การคมนาคมจากหาดใหญ่ไปเมืองสงขลาเกิดปัญหาการจราจรทางถนนติดขัดมากในชั่วโมงเร่งด่วน   จึงจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นระบบรางมาแก้ปัญหาดังกล่าว   อีกทั้งทางท้องถิ่นจังหวัดสงขลาเองก็มีความประสงค์ต้องการเช่นเดียวกันเพราะจะต้องรับมือการเป็นประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC) ที่เมืองหาดใหญ่ หรือจังหวัดสงขลา ถือเป็นประตูต้อนรับในส่วนของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคด้านทิศใต้ของไทย   โครงการฟื้นระบบการเดินรถไฟชานเมืองหาดใหญ่ – สงขลา จึงใกล้ความเป็นจริงที่จะกลับมาเดินรถใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ชาวเครือข่ายสงขลาสามัคคี ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากโครงการฟื้นการเดินรถไฟหาดใหญ่ – สงขลา   แต่ก็ไม่ได้จะคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าวเพราะเห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาการจราจรของเมืองสงขลา   หากแต่จะนำเสนอการแก้ปัญหาทางเลือกของการดำเนินโครงการดังกล่าวคือในเบื้องต้นจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน และเปิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดรูปแบบการก่อสร้าง  ขอบเขตการก่อสร้าง  อันที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน   อีกทั้งข้อสังเกตต่างๆในโครงการนี้ที่จะมาสร้างสถานีใหม่บริเวณชุมชนศาลาหัวยาง แต่จะไม่ไปต่อจนถึงสถานีเดิมเพราะเหตุว่ามีโรงแรมใหญ่มาบุกรุกเขตทางขวางไว้อยู่หรือไม่  หรือว่าเป็นเพราะสถานีในปัจจุบันได้ให้นายทุนใหญ่ได้เช่าบริหารที่ดินกำลังได้กำไรงดงาม   ทางการรถไฟฯและจังหวัดสงขลาจึงไม่กล้าที่จะทำการเดินรถไปถึงที่ทำการสถานีเดิม

สิ่งก่อสร้างของโรงแรมชื่อดังในสงขลารุกล้ำที่การรถไฟ

ส่วนการหาทางออกนั้นจะต้องมีทางออกที่ชุมชนรับได้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอทางออกทางเลือก   โดยที่ไม่ต้องย้ายที่อยู่อาศัยออกนอกเมือง   เพราะในตัวเมืองสงขลาเองมีที่ว่างเปล่ารกร้างอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐ หรือที่เอกชน ก็ตาม   แต่ข้อเสนอในเบื้องต้นของภาครัฐไม่ว่าทางจังหวัดสงขลาเอง หรือการรถไฟฯเอง   ที่มีพยายามจะโยกย้ายชาวชุมชนไปนอกเมืองไม่ว่าจะเอาไปไว้ที่บ้านคลองแห หรือบ้านฉลุง  ที่อยู่นอกตัวเมืองสงขลาหลายสิบกิโล
นี่คือบทพิสูจน์ของหน่วยงานรัฐและรัฐบาล   จากงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะผ่านสภาผู้แทนราษฎร   และคาดการณ์ว่าจะเป็นงบประมาณที่จะมาดำเนินงานโครงการรื้อฟื้นการเดินรถไฟหาดใหญ่ – สงขลา  ยังคงมีคำถามสำคัญอีกหลายคำถามที่จำเป็นต้องตอบสังคมก่อน   ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินกู้นั้นจะเป็นที่ไหน  และมีเงื่อนไขในการกู้อย่างไร เพราะเนื่องจากเป็นการกู้เงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศเท่าที่เคยกู้มา   เพราะเพียงแค่กู้ IMF จำนวนน้อยกว่านี้มากนักยังได้รับเงื่อนไขที่จะต้องถีบส่งคนจนออกจากการดูแลของรัฐบาลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนำมหาลัยออกนอกระบบ , การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น นโยบายผลักภาระให้กับประชาชนจะมีหรือไม่กับการกู้เงินก้อนยักษ์ครั้งนี้ 
ที่สำคัญการนำงบประมาณมาดำเนินโครงการจะมีการกล่าวถึงผลกระทบด้านชุมชนที่ได้กล่าวมาข้างต้นด้วยหรือไม่   การคุ้มทุนในการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นมองรอบด้านเพียงใด ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล


เครือข่ายสงขลาสามัคคี เครือข่ายสิทธิชุมชนภาคใต้ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงติดตามการดำเนินโครงการนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมขอแสดงความเห็นที่เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาต่อรัฐบาล   เพื่อจะให้คนจนเมืองมีพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมือง   ดังที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเมืองกันมาตั้งแต่ในอดีต


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...