วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ระบบหลักประกันสุขภาพ ก้าวสำคัญสู่รัฐสวัสดิการ

ระบบหลักประกันสุขภาพ ก้าวสำคัญสู่รัฐสวัสดิการ

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

จากปรากฎการณ์ที่มีขบวนภาคประชาชนหลากหลายกลุ่มเคลื่อนไหวการคัดค้านการแก้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. ......  เนื่องจากมีความกังวลต่อเนื้อหาหัวใจหลักสำคัญของเดิมจะถูกเปลี่ยนแปลงไป   และที่สำคัญเวทีการรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นที่ผ่านมานั้นไม่ได้คำนึงถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง   เห็นได้จากการจัดเวทีเพียง 5 ครั้ง ในจังหวัดใหญ่ของแต่ละภูมิภาค   แล้วที่เหลือให้ถือการรับฟังความเห็นทางช่องทางอินเตอร์เน็ตเป็นที่รับรู้กันนั้น  เป็นการดำเนินการที่ไม่ให้ความสำคัญกลุ่มคนราว ๔๘ ล้านคน ที่บางส่วนไม่มีความสามารถในการเดินทางไปยังเวที  หรือบางส่วนไม่มีศักยภาพในการเข้าถึงทางระบบอินเตอร์เน็ต  เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง

การแสดงความเห็นการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพฯ ที่จังหวัดขอนแก่น

นั้นคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนไม่มีความจริงใจต่อการรับฟังเสียงประชาชน  อีกทั้งเนื้อหาที่จะแก้ไขซึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในระบบการรักษาสุขภาพของประชาชนไทย  คือ การจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง  (ขอเรียกคำนี้แทนคำว่าร่วมจ่ายซึ่งทำให้สับสนและดูดีเกินจริง)  นี่เองคือประเด็นที่ใหญ่โตที่สุดในการคัดค้านการแก้เนื้อหากฎหมายสุขภาพครั้งนี้   ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นกลุ่มประชาชนที่มาจากคนจนเมือง  รายได้เข้าเกณฑ์ในการลงทะเบียนคนจนบ้าง ไม่เข้าเกณฑ์บ้าง  เพราะกรอบรายได้ในเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีคนจนเมืองสักเท่าไหร่นัก  เพราะแม้นรายได้คนจนเมืองจะสูงเกินเกณฑ์ที่ทางรัฐบาลตั้งไว้  แต่รายจ่ายที่รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงนั้นก็สูงเป็นเงาตามตัวมาด้วยเช่นกัน   ดังนั้นหากแนวโน้มการช่วยเหลืออุดหนุนการรักษาพยาบาลฟรีจะมีเพียงคนที่ผ่านเกณฑ์การลวทะเบียนคนจนเท่านั้น  จึงเป็นสิ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งมาก
ไม่เพียงแต่กลุ่มคนจนรากหญ้าที่กังวลเท่านั้น   กลุ่มชนชั้นกลางเองหากประสบปัญหาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  หรือต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการรักษา  ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มขึ้นสามารถก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นมา หรืออาจจะถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลายจากการรักษาพยาบาลตัวเองก็เป็นได้
เราต้องชื่นชมว่านโยบายหลักประกันสุขภาพที่ผ่านมา   ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ ทั้งองค์การอนามัยโลก สหประชาชาติ ธนาคารโลก ยกย่องให้ไทยเป็นต้นแบบการสร้างหลักประกันสุขภาพของโลก   ผลสำเร็จของไทยพิสูจน์ว่า  การทำให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าช่วยขจัดความยากจนได้  ไม่เกิดการล้มละลาย  ขายที่ขายนา เพื่อรักษาพยาบาล  อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับหลายๆ ประเทศ ขณะที่ในระดับประเทศนั้น การบริหารกองทุนได้รับรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่นจากกระทรวงการคลังทุกปี มาตั้งแต่ปี 2551 และได้รับรางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศในปี 2556 และ 2559
อีกทั้ง ณ ขณะนี้เราได้มีรัฐธรรมนูญใหม่  อยู่ในห้วงเวลาที่รัฐบาลที่ควรต้องจดจ่อในการออกกฎหมายเลือกตั้ง  เพื่อให้เกิดความโปร่งใส  เป็นธรรมมากที่สุด  และเตรียมกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นไปตามโรดแมฟที่รัฐบาลได้วางไว้  ส่วนกฎหมายอื่นๆที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายกลุ่มควรจะชะลอออกไปก่อน  และเมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจึงค่อยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลนั้นจัดกระบวนการรับฟังอย่างเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง  จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า
โดยแท้จริงแล้วเรื่องงบประมาณการสนับสนุนด้านสุขภาพนั้นถูกขีดเส้นแบ่งทางชนชั้นมาอย่างยาวนานแล้ว ถ้าจะแบ่งกลุ่มใหญ่ๆจะมี ๓ กลุ่ม ดังนี้คือ
กลุ่มแรกคือกลุ่มข้าราชการ มีกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ มีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ในกลุ่มนี้ครอบคลุมข้าราชการประมาณ 5 ล้านคน ใช้งบประมาณจากภาษี มีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 14,123.01 บาทต่อหัว ใช้งบประมาณรวม 618,44.27 ล้านบาทต่อปี
กองทุนประกันสังคม มีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นผู้ดูแล ครอบคลุมลูกจ้างบริษัทเอกชนจำนวนประมาณ 9.9 ล้านคน โดยแหล่งเงินมาจากการสมทบของ 3 ฝ่ายคือ นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐบาล 2.5% ใช้การจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัวโดยไม่มีการปรับอัตราเหมาจ่ายตามความเสี่ยง และให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกโรงพยาบาลคู่สัญญาหลักได้อย่างเสรี มีค่าใช้จ่ายต่อหัวแบบเหมาที่ 2,504 บาทต่อหัว ใช้งบประมาณ 24,476.28 ล้านบาท
กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ครอบคลุมประชากรราว 48 ล้านคน โดยมีแหล่งที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลจากภาษี มีค่าใช้จ่ายรายหัวอยู่ที่ 2,755.60 บาทต่อหัว มีการใช้งบประมาณไป 101,057.91 ล้านบาท
จะเห็นว่ากลุ่มคนประมาณ ๕ ล้านคน ใช้งบประมาณด้านสุขภาพต่อหัวเฉลี่ยมากกว่าคน ๕๘ ล้านคน ถึงเกือบ ๕ เท่าตัว “ความเท่าเทียม” อยู่ตรงไหน ? นี่คือคำถามคำโตๆ ตะโกนดังๆ หากดูตัดตอนมาหลังจากมีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๕ ความต่างทางสังคมที่มีอยู่แล้วเริ่มเห็นชุดเจนขึ้นเมื่อมองผ่านการอุดหนุนช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนแต่ละกลุ่ม



แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อของผู้แทนรัฐบาลแต่ละท่านเกี่ยวกับการเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชนกลับเสมือนว่านโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นภาระทางงบประมาณของรัฐบาล   พยายามโยงการแก้ปัญหาชาวเกษตรกรรมที่พืชผลราคาตกต่ำที่แก้ปัญหาไม่ได้  มาจากงบประมาณส่วนหนึ่งต้องมาอุดหนุนให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน  หรือแม้แต่การไม่รักษาสุขภาพของประชาชนที่ดื่มเหล้า  สูบบุหรี่  ไม่ออกกำลังกาย มาเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมารักษาพยาบาลจำนวนมาก  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง  แต่มันเป็นพฤติกรรมของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการ หรือนักการเมือง 
และหากกล่าวถึงงบประมาณทางทหารที่รัฐบาลใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์การรบไปกว่า ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท นั้นกลับใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นก่อนหลังการขับเคลื่อนประเทศ  ยังไม่รวมถึงงบประมาณกว่าแสนล้านที่จะเตรียมสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ไม่มีความจำเป็นที่จะรีบเร่งในการก่อสร้างในช่วงนี้  ความด่วนรีบใช้งบประมาณเหล่านี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจสักเท่าไหร่นัก  เนื่องจากยังมีอีกหลายกลุ่มที่สำคัญที่ยังขาดงบประมาณในการแก้ไข และขับเคลื่อน เช่น การแก้ปัญหาราคาข้าว ราคายางพารา  การใช้งบประมาณที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นที่ผ่านมาของรัฐบาลนี่เองที่เป็นการสร้าง “ความไม่ชอบธรรม” ในการจัดสรรงบประมาณ
นอกเหนือจากงบประมาณที่รอการจัดสรรอย่างพอเหมาะ พอเพียง กับการดำเนินการของกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ  อีกอย่างที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นจุดเด่นนั้นคือ  การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่มีพื้นที่การแสดงความคิดเห็น กำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงาน  พร้อมทั้งเสนอแนวทางต่างๆสร้างความเท่าเทียม ในเวทีคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ที่มีสัดส่วนของภาคประชาชน ประชาสังคม ถึงแม้ปัจจุบันสัดส่วนยังดูน้อย  แต่หากถ้ามีการปรับแก้ไขใหม่จนทำให้สัดส่วนของภาคประชาชนที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วจะกลายเป็นไร้ค่าในเวทีนั้นไปโดยปริยาย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดระบบการรักษาพยาบาลควรจะก้าวหน้าไปกว่าเดิม มิใช่ถดถอยหลัง  ล้าหลังไปกว่าเก่าที่มีมา จึงจะถือว่าเกิดการปฎิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างแท้จริง   ดังนั้นเครือข่ายสลัม ๔ ภาค เห็นว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะสร้างความเท่าเทียมทางสังคม  โดยเฉพาะในด้านสุขภาพนั้น  แนวความคิดที่จะต้องให้ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกควรไม่มีอีกต่อไป   และสำคัญอย่างยิ่งหากจะให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยมีความสง่างามเท่าเทียมถ้วนหน้า   ประชาชนทุกคนควรที่จะได้รับการบริการ   ได้รับการสนับสนุน  จากรัฐบาลที่เท่ากันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงานในระบบ  กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือแม้แต่ข้าราชการ  นักการเมือง ทั้งหมดนี้ควรจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม เช่นเดียวกัน 

อย่างน้อยความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในประเทศไทยก็จะหายไป  นี่คืออีกหนึ่งเสียงที่พยายามบอกถึงทิศทางในการปรับปรุงระบบการรักษาสุขภาพที่ดีของประเทศไทย จะเป็นหนึ่งก้าวที่สำคัญที่ไทยเราจะมีสวัสดิการด้านสุขภาพโดยรัฐ หรือรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพ อย่างยั่งยืน  แก้แล้วแย่อย่าแก้ดีกว่านะครับ

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คนจน เหยื่อของการพัฒนาเมือง

คนจน เหยื่อของการพัฒนาเมือง

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม ๔ ภาค

จากเหตุการณ์ที่ฝ่ายโยธา กรุงเทพมหานคร นำโดยนายจักรพันธุ์  ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าปฏิบัติการรื้อบ้านในชุมชนบางกอกน้อย ๒  เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ นั้น  สะท้อนให้เห็นวิธีคิดการทำงานของ กทม. ได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก


รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ดูการรื้อย้ายชุมชนบางกอกน้อย ๒

ชุมชนบางกอกน้อย ๒ ตั้งอยู่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีสมาชิกชุมชนอยู่ ๕๓ ครอบครัว ชุมชนตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และได้ทำการเช่ากับทาง รฟท. มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ หลังจากที่ชุมชนได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้ของบประมาณสนับสนุนจากทางรัฐบาลตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง นำมาดำเนินการคือ ส่วนที่หนึ่ง การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน , ระบบระบายน้ำ , ไฟฟ้า , ประปา หรืออื่นๆ ที่เป็นในส่วนจะใช้ร่วมกันในชุมชน   ส่วนที่ สอง ใช้สนับสนุนในการสร้างที่อยู่อาศัย  ส่วนที่ สาม ใช้ในการบริหารโครงการ  และส่วนที่ สี่ ใช้สำหรับการสร้างบ้านพักชั่วคราว เนื่องจากชุมชนเดิมอยู่ไม่เป็นระเบียบ จึงจำเป็นต้องรื้อบ้านเรือนบางส่วนในการปรับผังชุมชนใหม่  และพื้นที่ที่ก่อสร้างบ้านพักชั่วคราวนั้น เป็นพื้นที่อีกฝั่งทางรถไฟซึ่งได้ขออนุญาตทาง รฟท. ในการใช้พื้นที่แล้ว



แผนที่ผังชุมชนบางกอกน้อย ๒ โดยสังเขป

โครงการบ้านมั่นคงของชุมชนบางกอกน้อย ๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านพักชั่วคราวให้กับสมาชิกจำนวน ๔๓ หลัง  แล้วเสร็จ และการก่อสร้างทางข้ามเข้าพื้นที่โครงการอีกส่วนหนึ่ง   ขณะที่จะเริ่มก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ  ทางกระทรวงคมนาคมมีโครงการก่อสร้างรถไฟสายสีแดงช่วง ตลิ่งชัน – ศิริราช  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งหมดของชุมชนบางกอกน้อย ๒ อีกทั้งยังมีชุมชนบางกอกน้อย ๑ , ชุมชนบางกอกน้อย วงเวียน , ชุมชนบางระมาด ๒ , กลุ่มชุมชนบ้านศิลป์ และชุมชนตลิ่งชัน กว่า ๒๕๐ ครอบครัว   เครือข่ายสลัม ๔ ภาค จึงได้มีการเจรจากับทางกระทรวงคมนาคมเพื่อหาพื้นที่รองรับแห่งใหม่ให้กับชุมชน  จนกระทั่งได้พื้นที่รองรับร่วมกันเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีหยุดรถบางระมาด เขตตลิ่งชัน พื้นที่ ๑๗,๘๓๑.๖๖ ตารางเมตร
ชุมชนทั้ง ๕ จึงได้เตรียมการขยับที่อยู่อาศัยไปพื้นที่รองรับแห่งใหม่  โดยการทำผังชุมชนร่วมกันเพื่อเสนอเช่าที่ดินกับทาง รฟท. ให้ถูกต้อง และได้ทำสัญญาเช่าในปี ๒๕๕๗ จ่ายค่าเช่ามาทุกปีจนถึงปัจจุบัน  แต่ติดปัญหาคือพื้นที่ที่ รฟท. และ กระทรวงคมนาคม เสนอให้เป็นที่รองรับนั้นมีผู้อยู่อาศัยเดิมอยู่ (อาศัยอยู่แบบไม่ได้เช่า) ทางชุมชนทั้ง ๕ จึงได้ออกแบบผังชุมชนเผื่อผู้อยู่อาศัยทั้งหมดครอบครับละแปลง เพื่ออาศัยอยู่ร่วมกันในคราวเดียว   แต่ทางกลุ่มผู้อาศัยเดิมไม่ยินยอมเพราะเนื่องจากครองพื้นที่เยอะจำนวนมาก บ้างทำที่จอดรถ บ้างทำร้านอาหาร บ้างทำร้านคาราโอเกะ เป็นกลุ่มทุนที่มีอำนาจในท้องถิ่น
กระบวนการแก้ปัญหานำผู้อยู่อาศัยเดิมออกจากพื้นที่ใช้ระยะเวลามากว่า ๓ ปีแล้ว ทาง รฟท. เองที่ประสานทั้งตำรวจ ทหาร เพื่อขอความร่วมมือในการย้ายออกแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ   ทำให้ชุมชนทั้ง ๕ จึงยังไม่สามารถเข้าพื้นที่รองรับแห่งใหม่นั้นได้   และระหว่างกระบวนการส่งมอบพื้นที่ของ รฟท. ให้กับชุมชนทั้ง ๕ นั้น อยู่ๆ กรุงเทพมหานครมาปักป้ายเตรียมทำโครงการ  ไม่มีการประชุมทำความเข้าใจ  ไม่มีการให้ดูแบบการก่อสร้าง  ไม่มีระยะเวลาแผนงานการก่อสร้าง  ที่สำคัญ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบไม่มีส่วนร่วมรับฟังข้อมูลใดๆทั้งสิ้น   ซึ่งต่างจากโครงการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน – ศิริราช ที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น  เสนอแบบการก่อสร้าง เห็นแนวก่อสร้าง และสิ่งที่จะเกิดผลกระทบชุมชน  พร้อมทั้งมีเวทีเสนอแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน มีกลไกระดับกระทรวงในการติดตามการแก้ปัญหา   ต่างจากโครงการขยายถนนเลียบทางรถไฟของ กทม. โดยสิ้นเชิง ที่ไม่มีกระบวนการอะไรเลย
แหละนี่คือที่เกริ่นไว้ในช่วงแรก   การปฏิบัติการเข้ารื้อบ้านเรือนในชุมชนบางกอกน้อย ๒ เป็นกระบวนการ “วิชามาร” ที่รัฐสมัยโบราณใช้กัน คือการลงให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน  การรับปากอย่างไม่มีเอกสารผูกมัด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเองในหมู่ชาวชุมชนด้วยกันปล่อยข่าวหลังนั้นได้เท่านั้น  หลังนี้ได้เท่านี้ ส่วนเกณฑ์การพิจารณาค่าชดเชย ไม่เคยได้เห็น   และในอีกด้านที่รองผู้ว่าราชการ กทม. ท่านนี้แสดงออกอย่างชัดเจนคือ  ไม่ยอมรับความเป็นองค์กรชุมชน   ไม่ยอมรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  ถืออำนาจตัวเองเป็นหลัก   แต่เนื่องจากกรณีนี้ ไม่ได้เป็นดั่งเช่นรองผู้ว่าฯได้คิดไว้  เพราะกรณีนี้   ความชอบธรรมของชุมชนนั้นมีเกินร้อย
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เห็นเพียงท่าที  และมุมมอง ของผู้บริหาร กทม. แล้ว  ยังคงเห็นการทำงานของสื่อที่ไม่กระทำตามวิธีขั้นตอนการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน   อย่างเช่นรายการครอบครัวข่าว ๓
หลังจากที่ได้อ่าน ศึกษาโครงการถนนเลียบทางรถไฟสายธนบุรี ตามพระราชดำริ  ที่ได้ข้อมูลมาจาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) http://km.rdpb.go.th/Project/View/6646 ซึ่งได้เล่ารายละเอียด ดังนี้

พระราชดำริ
            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะจากการย้ายที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ไปบุกรุกที่ของการรถไฟ ดังพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า “...ต่อไป โครงการที่ 3 คือ สร้างทางในที่ที่ยังไม่มีทาง. อันนี้เกิดขึ้นที่ใกล้สถานีบางกอกน้อย ระหว่างสถานีบางกอกน้อย คือ ปลายถนนอิสรภาพ เชื่อมกับถนนจรัญสนิทวงศ์. ตรงนั้นเป็นที่ของการรถไฟ เป็นที่ลุ่มมีทางเดินเข้าไป ไม่ทะลุแล้วก็ขลุกขลัก. ทางกรุงเทพมหานครได้ไปจัดการ. มีบ้านคนที่บุกรุกที่ของรถไฟบ้าง. แต่ก็ได้ย้ายบ้านเหล่านั้น เข้าใจว่าเป็นที่พอใจของผู้บุกรุก ให้ที่เขาอยู่ ไม่เดือดร้อน. ทางกำลังสร้างยังไม่เสร็จ. ต้องถมทราย เดี๋ยวนี้ได้กรุยมาเรียบร้อย เป็นระยะ 600 เมตร ยังไม่ได้มีการถม ยังไม่ครบ. แต่เมื่อครบแล้วก็จะเป็นทางที่จะทะลุ จากถนนอิสรภาพซึ่งตัน. ถนนอิสรภาพนี่ ต้องเลี้ยวขวามาเข้าที่ถนนอรุณอมรินทร์. จากตรงนั้นก็จะสามารถเชื่อมกับจรัญสนิทวงศ์. เข้าใจว่าจะช่วยการสัญจรขึ้นเล็กน้อย...

ถนนสุทธาวาส  (Thanon Sutthawat) เป็นถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ (สายธนบุรี) ในเขตทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย ใกล้สถานีรถไฟธนบุรี พื้นที่แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นจากปลายถนนอิสรภาพ จุดบรรจบถนนรถไฟ เลียบทางรถไฟสายใต้ด้านขวาทาง ผ่านวัดสุทธาวาส มาสิ้นสุดที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ บริเวณป้ายหยุดรถไฟจรัญสนิทวงศ์ ตรงข้ามกับจุดเริ่มต้นของถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ใกล้แยกบางขุนนนท์  ถนนสายนี้เป็นหนึ่งในโครงการในพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งช่วยลดปริมาณการจราจรบนถนนจรัญสนิทวงศ์บริเวณสามแยกไฟฉาย และเป็นเส้นทางลัดเชื่อมต่อไปยังย่านสำคัญ ได้แก่สถานีรถไฟธนบุรี โรงพยาบาลศิริราช และตลาดพรานนก


โครงการถนนเลียบทางรถไฟสายธนบุรี ตามพระราชดำริ

            แต่ถ้าหากมาดูการให้ข้อมูลหน้าสื่อ https://www.matichon.co.th/news/557904  การก่อสร้างที่ทางนายจักรพันธุ์  ผิวงาม รองผู้ว่าราชการ กทม. อ้างว่าเป็นโครงการที่ทำต่อจากโครงการพระราชดำริ นั้นมีรายละเอียดดังนี้
1.      โครงการก่อสร้างขยายผิวจราจรของถนนสุทธาวาส และสะพานข้ามถนนจรัญสนิทวงศ์
2.      โครงการขยายสะพานอรุณอมรินทร์ พร้อมทางขึ้น-ลง และทางยกระดับศิริราช
3.      โครงการเชื่อมต่อสะพานพระราม 8 กับถนนพรานนก และถนนกาญจนาภิเษก
จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างจากโครงการพระราชดำริ  ที่มีแจ้งประกาศไว้กับสำนักงาน กปร. หากแต่เป็นเจตนาที่ทางกรุงเทพมหานครอยากจะทำโครงการต่อเนื่องมาจากโครงการถนนเลียบทางรถไฟสายธนบุรี ตามพระราชดำริ นั้นเอง  และที่สำคัญการทำโครงการถนนเลียบทางรถไฟสายธนบุรี  ได้ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก   แต่โครงการใหม่ที่ กทม. จะต่อเติมมากจากโครงการพระราชดำริ  ไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด   หากจะดูจากใบที่ทางเจ้าหน้าที่ กทม. เอามาให้ชาวบ้านรายหลังเซ็น เพื่อเป็นหลักฐานว่าเต็มใจในการรื้อย้าย  เพราะได้ฟังข้อมูลไม่ครบถ้วนบ้าง  ได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน
และที่น่ารังเกียจต่อมาจากความพยายามที่ต้องการจะรื้อบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของ กทม. นั้น คือการเรียกตัวเข้าพบรายคนสำหรับลูกจ้างเขตบางกอกน้อย ซึ่งเป็นคนอาศัยอยู่ในชุมชนบางกอกน้อย ๒ จำนวนมาก ใช้อำนาจหน้าที่พูดเกลี่ยกล่อมแกมบังคับให้ลูกน้องระดับล่างรื้อบ้านตัวเองเพื่อเปิดทางให้ทางโครงการ  อีกทั้งในเอกสารยินยอมรื้อบ้าน  ไม่ได้ระบุถึงจำนวนเงินค่าชดเชย  ไม่ได้ระบุถึงจะจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้  ไม่ได้ระบุถึงความรับผิดชอบของ กทม. อย่างชัดเจนแต่อย่างใด ซึ่งหากดูตามเหตุการณ์ บ้านส่วนใหญ่ที่รื้อไปนั้น  ส่วนใหญ่ทำงานเป็นลูกจ้างในสำนักงานเขตบางกอกน้อย


เอกสารเซ็นยินยอมรื้อที่อยู่อาศัยของกรุงเทพมหานคร

นี่คือบทบาทของกรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติสืบกันมาอย่างช้านานกับคนจน ชนชั้นล่าง ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร   กรณีการรื้อย้ายชุมชนบางกอกน้อย ๒ ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น  แต่ที่ผ่านมาชุมชนที่อยู่ในที่ดินที่ กทม. ดูแล  ส่วนใหญ่แล้วจะพบกับภาพท้ายสุดคือ กทม. จะไม่มีการรับผิดชอบช่วยเหลือแต่อย่างไร   ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ หรือ ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่   ซึ่งที่ดินสาธารณะใน กทม. มีจำนวนมาก ส่วนหนึ่งจัดทำเป็นสวนสาธารณะ  และยังมีอีกหลายส่วนที่ปล่อยทิ้งร้าง หรือเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนสร้างเมือง กทม.
ชาวชุมชนไม่ได้คิดที่จะขัดขวางโครงการพัฒนาของรัฐแต่อย่างใด  เพียงแต่การกระทำของรัฐที่ปฎิบัติต่อคนจนกลายเป็นเหยื่อทางสังคม ให้ดูเป็นกลุ่มคนที่ฉุดดึงความเจริญของเมือง  แต่แท้จริงแล้วกลุ่มคนจนเมืองเหล่านี้ต่างหาก  ที่สร้างความเจริญให้กับเมืองเรื่อยมา  แต่ไม่ได้รับการดูแล   หากโครงการพัฒนาจริงใจ ไม่หมกเม็ด มีกระบวนการตามหลักทั่วไป เปิดเผยข้อมูล โปร่งใส แนวทางการแก้ปัญหามีการพูด เจรจาร่วมกัน  การพัฒนาคงไม่มีอุปสรรคใดๆ  ตรงข้ามจะได้แรงสนับสนุนจากประชาชนอีกแรงด้วยซ้ำ
จึงใคร่ขอให้หน่วยงานกรุงเทพมหานคร  ได้ทบทวนการฎิบัติตัวที่ล้าหลัง  เปิดใจรับฟังประชาชนให้มาก  หยุดการสร้างภาพคนจนเป็นเหยื่อทางสังคม  ร่วมกันพัฒนาสังคมเมืองร่วมกัน  “เมืองจะเจริญไม่ได้  หากปราศจากคนจน”


วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

เขตพื้นที่พัฒนาชุมชนพิเศษ ทางเลือกลดความเหลื่อมล้ำ โดยภาคประชาชน

เขตพื้นที่พัฒนาชุมชนพิเศษ
ทางเลือกลดความเหลื่อมล้ำ โดยภาคประชาชน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

เวลาก็ผ่านไปจะเข้าครึ่งปีแล้ว  โปรโมชั่นที่รัฐบาลได้มอบไว้เมื่อปลายปี 2559 จากการแจกเงิน ๑,๕๐๐ ๓,๐๐๐ บาท สำหรับผู้มีรายได้น้อย การช๊อปปิ้งช่วยห้างร้านและนำมาลดภาษีตนเอง สำหรับกลุ่มชนชั้นกลาง มาถึง ณ เวลานี้ ความสุขที่รัฐบาลมอบให้คงหมดไปไม่หลงเหลือกลิ่นไอใดๆแล้ว เพราะเปิดศักราชใหม่มาพร้อมกระแสข่าวรัฐบาลถังแตก
จากกระแสข่าวเงินคงคลังลดลงจนเกิดภาวะวิกฤตส่งผลให้ประชาชนเกิดความกังวลขึ้นมาว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาแก้ปัญหานี้  ส่วนรัฐบาลเองยังคงให้การปฎิเสธต่อสังคมว่าไม่ได้เกิดวิกฤตถึงขั้นที่เป็นกระแสข่าว   แต่กระนั้นรัฐบาลเริ่มที่จะออกมาตรการรัดเข็มขัดขึ้นมาเช่น การเพิ่มค่าการเก็บขยะมูลฝอยรายครัวเรือน  การไม่เพิ่มเพดานสนับสนุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพ การเก็บภาษีน้ำมันเครื่องบินส่งผลต่อสายการบินโลวคอสอาจจะต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น  หรือแม้กระทั่งการไม่สนับสนุนแบบเรียนในระดับประถมโดยเปลี่ยนเป็นการให้ยืมแทน   ตามมาติดๆกับการเตรียมขึ้นค่าไฟฟ้า  มาตรการดังกล่าวล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อชนชั้นล่าง ชนชั้นรากหญ้า เหมือนกับการ “เอาคืน”
หากอีกมุมหนึ่งขณะอยู่สถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่รัฐบาลกลับกล้าหาญที่จะอนุมัติงบประมาณในการสั่งซื้อเรือดำน้ำราคาราว ๓6,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมทั้งอนุมัติซื้อรถถังมาให้กับกองทัพรวมสองระยะเป็นงบประมาณราว ๗,๐๐๐ ล้านบาท อ้างถึงความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อน  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
หากจะเทียบกันกับในส่วนที่รัฐบาลเคยแจก เคยให้ไว้กับกลุ่มคนชั้นล่างคือการแจกเงิน ๑,๕๐๐ ๓,๐๐๐ บาท นั้น ใช้งบประมาณแล้วอยู่ราว ๑๒,๗๕๐ ล้านบาท แต่เมื่อมาดูงบประมาณที่สนับสนุนให้กับกองทัพอยู่ที่ราว 43,๐๐๐ ล้านบาท   ยังไม่นับมาตรการที่รัฐบาลออกมา “เอาคืน” กับประชาชนที่กล่าวไว้ข้างต้นอีกจำนวนมาก  สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าน้ำหนักที่คณะรัฐบาลชุดนี้เน้นไปในทิศทางใด????
และยิ่งหนักไปกว่านั้นคล้ายดังเป็นการ “ตบหน้าประชาชน” ฉาดใหญ่ ด้วยการปูนบำเหน็ญให้กับคณะทำงาน คสช. 721 คน ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่สอดคล้องจากการเข้ามาควบคุมอำนาจ  ที่ว่าอาสามาช่วยปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  แต่กลับมาเรียกร้องค่าแรงที่เหนื่อย ที่เสี่ยง ในการยึดอำนาจ  ในห้วงสถานการณ์สภวะเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มติ ครม. ๑๑ เม.ย. ๖๐ ที่เห็นชอบ ร่าง พรบ.เขตเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาคตะวันออกอีก ๓ จังหวัด ร้อนแรงเป็นอย่างมาก  สังคมคัดค้านอย่างวงกว้างพอสมควร แต่ถ้าหากได้ติดตามเส้นทางการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว จะเห็นว่าแท้จริงแล้วนี่คือหนึ่งในโรดแมฟของทางคณะรัฐประหารชุดนี้ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากการเข้าคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เพียงเดือนเดียวก็ได้ออกคำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๗ เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ในเดือน มิถุนายน ๒๕๕๗  เพื่อเป็นคณะกรรมการในการขับเคลื่อนโรดแมฟเขตเศรษกิจให้เป็นรูปธรรม  ซึ่งถัดมาอีกหนึ่งปี กนพ. ได้ประชุมสองครั้ง เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ สองระยะ ๑๐ จังหวัด ดังนี้
ระยะที่ หนึ่ง คือ จังหวัดตาก , สระแก้ว , ตราด , มุกดาหาร และ สงขลา
ระยะที่ สอง คือ จังหวัดเชียงราย , หนองคาย , นครพนม , นราธิวาส และ กาญจนบุรี
โดยสำทับตามด้วยคำสั่ง คสช. ที่ ๑๗/๒๕๕๘ เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตอกย้ำการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ  เพื่อพยายามสร้างความมั่นใจให้กลุ่มทุนที่จะมาลงทุน 
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ( P-Move)  เป็นกลุ่มประชาชนที่รวมกลุ่มกันเพื่อจะสร้างนโยบายต่างๆให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม   กิจกรรมที่เห็นเด่นชัดนั้นจะเป็นเรื่องการผลักดันให้เกิดนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินที่พยายามเสนอแนวทางเลือกของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยกลุ่มองค์กรชุมชนเอง   ได้เริ่มปฏิบัติกันเองโดยประชาชนอย่างเช่น
พื้นที่บ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน รวมกลุ่มกันจัดการที่ดินเอกชนที่ปล่อยทิ้งรกร้าง เข้ามาทำประโยชน์ภายใต้ปรัชญาที่ดินควรต้องเป็นของผู้ถือคันไถ  และนี่คือจุดเริ่มต้นโฉนดชุมชน ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันทำอย่างง่ายๆ แต่มีคุณค่าความหมายยิ่งสำหรับ ชาวบ้านไร่ดง มีการจัดทำระบุข้อมูล ชื่อ-นามสกุลผู้ถือครอง จำนวน 1 ไร่ 1 งาน พร้อมด้วยแผนที่แบ่งกั้นอาณาเขตอย่างชัดเจน  ที่น่าสนใจก็คือ ในแผ่นโฉนดที่ดินชุมชนแต่ละฉบับนั้น จะมีลายมือชื่อของผู้ถือครอง กรรมการและพยานกำกับ พร้อมข้อระเบียบให้รับรู้อย่างชัดเจน ซึ่งสิทธิในที่ดินมีดังนี้
1.เป็นมรดกตกทอด ห้ามซื้อขายที่ดิน
2.ปฏิบัติตามกฎระเบียบของคณะกรรมการและชุมชน
3.ขอให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตลอดไป
ข้อความสั้นๆ ชัดเจน เข้าใจง่าย แต่ครอบคลุมถึงชีวิตและวิถีการดำรงอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด ทั้งชีวิต ทั้งปัจจุบันและอนาคต


     

 ชุมชนคลองไทรพัฒนา อยู่ที่ หมู่ 2 ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551  เป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านเข้าตรวจสอบพื้นที่ซึ่งบริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด ครอบครองปลูกปาล์มน้ำมันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินมาจัดสรรให้กับเกษตรกร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และต่อมาทางกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นพื้นที่ปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม มีชาวบ้านที่ร่วมกันตรวจสอบและตั้งชุมชน มาตั้งแต่ปี 2546-2551 ดำเนินการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เพื่อให้ สปก. ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล   แต่กลับถูกกดดันข่มขู่ คุกคาม ลอบสังหาร จากกลุ่มอิทธิพลที่ดูแลจัดการผลประโยชน์ให้บริษัทฯตลอดมา 
ชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู เขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.ตรังและพัทลุง โดยบ้านทับเขือ ตั้งอยู่บริเวณ หมู่1 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง และบ้านปลักหมู" ตั้งอยู่บริเวณ หมู่1 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง มีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวน 38ครัวเรือน สมาชิก 193คน เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เป็นชุมชนจัดการทรัพยากรที่ดินโดยประชาชนเอง  ที่นี่อยู่อาศัยกันมาอย่างยาวนาน จนเกิด “ธรรมนูญชุมชน” ขึ้นมา
   

ชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายสลัม ๔ ภาค ได้ผลักดันมติคณะกรรมการรถไฟฯเพื่อขอเช่าที่ดินมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศักว่า 50 ชุมชน ทั่วประเทศ บ้างได้เช่าระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง ๓ ปีต่อครั้ง บ้างได้เช่าระยะยาว ๓๐ ปี ที่สำคัญเป็นการเช่าแบบแปลงรวม  การจัดการที่ดินโดยชุมชน  มีระบบ ระเบียบ ชุมชนเพื่อดูแลรัษาที่ดินไม่ให้หลุดมือ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างชุมชนที่มีการจัดการที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล  ตรงข้ามรัฐบาลกลับมีนโยบายซ้ำเติมลงมาชาวบ้านกลุ่มเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่เน้นทวงคืนกับชาวบ้านคนจน  บุกกวาดจับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในผืนป่ามายาวนาน   ฉะนั้นรัฐบาลไม่ต้องแปลกใจทำไมประชาชนรากหญ้าถึงมีความรู้สึกรับไม่ได้กับการออกกฎหมายให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง ๙๙ ปี  ทั้งๆนี่คือ “เขตพื้นที่พัฒนาชุมชนพิเศษ” ที่รัฐบาลมองข้าม
เครือข่ายสลัม 4 ภาค และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ยังคงต้องผลักดันนโยบายเพื่อให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมทั้งในพื้นที่ชุมชนดังที่กล่าวข้างต้น และระดับนโยบายที่ยังคงต้องผลักดัน  ติดตาม กันอย่างใกล้ชิด
กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า  ต้องกระจายการถือครองที่ดินโดยใช้ระบบภาษีครองที่ดินมากจ่ายภาษีมากในอัตราที่ก้าวหน้า  เพื่อให้เหล่าเจ้าที่ดินทั้งหลายได้ปล่อยที่ดินมา
ธนาคารที่ดิน ที่คาดหวังจะให้เป็นที่เก็บที่ดินไว้สำหรับให้คนจนไร้ที่ดินได้มาหาที่ดินเพื่อไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการทำกิน หรือที่อยู่อาศัย  การได้มาของที่ดินส่วนหนึ่งจะเชื่อมโยงจากการกระจายการถือครองที่ดินโดยภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า  เพื่อเป็นที่รองรับสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะครองที่ดินไว้จำนวนมาก  รวมถึงการได้มาของที่ดินจากที่ดินที่เป็น NPL ตามบรรษัทต่างๆ หรือกรมบังคับคดี เป็น Land Bank ชั้นยอดสำหรับผู้ยากไร้
การจัดการที่ดินโดยชุมชน หรือ “โฉนดชุมชน” สร้างเขตพื้นที่ชุมชนเป็น เขตพื้นที่พัฒนาชุมชนพิเศษ ขึ้นมาเพื่อการบริหารจัดการที่ดินเป็นกลุ่มองค์กรชุมชน  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดที่ดินหลุดมือออกไปอยู่กับกลุ่มทุนอีก  สร้างระบบรักษาที่ดินโดยชุมชน

กองทุนยุติธรรม การพิพาทที่ดินจำนวนมากไม่ว่ารัฐ กับ ประชาชน หรือ กลุ่มทุน กับชนชั้นรากหญ้า สร้างคดีมากมายให้กับประชาชน การที่ประชาชนคนจนมีกองทุนไว้เพื่อประกันตัวมาสู้คดีนอกคุก  สร้างการมีศักดิ์ศรีในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมกับรัฐ หรือกลุ่มทุนได้
นี่คือนโยบายสำคัญที่ภาคประชาชนพยายามผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม  และสามารถนำไปใช้ได้จริง   แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นคือไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาล  การปรับแก้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเล็กน้อย เพื่อลดกระแสการเคลื่อนไหวภาษีที่ดินแบบอัตราก้าวหน้าลง  การปรับแก้เจตนารมณ์ธนาคารที่ดินจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  การเข้าถึงกองทุนยุติธรรมอย่างยากลำบาก เกิดการตัดสินตั้งแต่กระบวนการขอการสนับสนุนเงินประกันตัว  และโฉนดชุมชนที่กลุ่มชาวบ้านคาดหวังจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่  สร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอีกทางหนึ่ง  นอกจากรัฐบาลนี้จะไม่ให้ความสำคัญโดยการไม่แต่งตั้งประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.)  ซ้ำเติมด้วยการดำเนินปราบปราม จับกุม ดำเนินคดี กับชาวบ้านที่อยู่ใน “เขตพื้นที่พัฒนาชุมชนพิเศษ” ในรูปแบบโฉนดชุมชน

ดังนั้นมาตรการต่างๆที่เพิ่มภาระให้กับประชาชน  รัฐบาลควรทบทวนยกเลิกไปเสีย  อย่าได้สร้างแรงกดดันประชาชนจนหลังพิงฝาหมดทางเลือก  แล้วต้องลุกฮือขึ้นมาทวงสิทธิ เสรีภาพ ที่หายไป !!!  และให้หยิบแนวทางการพัฒนาโดยชุมชน  ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพัฒนาประเทศขึ้นมาพิจารณา  จึงจะเป็นทิศทาง ยุทธศาสตร์ของประชาชนโดยแท้จริง.

วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

ปฎิรูปประเทศ เพื่อลดความเหลือมล้ำ หรือซ้ำเติมประชาชนรากหญ้า

ปฎิรูปประเทศ เพื่อลดความเหลือมล้ำ
หรือซ้ำเติมประชาชนรากหญ้า

คมสันติ์  จันทร์อ่อน   กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา  มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. เพื่อวางรากฐานระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทยในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ก่อนจะขยายไปยังภาคอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ประเด็นที่น่าติดตามคือ การขยายสิทธิการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 ปี เป็น 99 ปี
จากความเดิม เมื่อคราวปีที่แล้ววันที่ 30 ม.ค. 59  “พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงกรณีกระแสข่าวรัฐบาลจะเอาที่ดินของรัฐไปให้เอกชนและนักธุรกิจต่างชาติเช่าเป็นเวลา 99 ปี จนถูกมองว่าเป็นการเอาที่ดินไปขายให้ต่างชาติว่า รัฐบาลยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องนี้ และยังไม่ได้กำหนดนโยบายใดๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว” นี่เป็นคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเพื่อดับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ประชาชนได้ยินกระแสที่รัฐบาลจะวางแผนหานักลงทุนต่างชาติมาลงทุนเพื่อเป็นรายได้อีกทางของรัฐ  โดยการให้สิทธิ์พิเศษในเรื่องการเช่าที่ดินได้ระยะยาวขึ้นเพื่อให้คุ้มค่าการลงทุนถึง 99 ปี   แต่แล้วการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Department) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดทำแผนการดำเนินโครงการ อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง ผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดินแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิการเช่าที่ดิน สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ฯลฯ เสนอต่อ ครม.   ถัดมาอีก 4 เดือน การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ. ศ.
และล่าสุดการประชุมชนคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ได้มีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานำไปแก้ไขประเด็นต่างๆ ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อนำกลับมาให้ ครม. พิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป
ถือเป็นคำ “โกหกคำโต” ของโฆษกรัฐบาลที่ออกมาแก้ตัวให้พ้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพียงเท่านั้น  ไม่กล้าที่จะออกมายอมรับในโครงการที่รัฐบาลกำลังวางแผนจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ  โดยการมอบสิทธิพิเศษหลายอย่างให้โดยเฉพาะ “กรรมสิทธิ์ที่ดิน”  แน่นอนว่าเนื้อหาสาระสำคัญที่คณะรัฐมนตรีขอแกไข้เนื้อหาเพิ่มเติมนั้นจำต้องมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงทุน  และกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้นั้นคือกลุ่มทุนจากต่างชาติ
มติ ครม. เมื่อ 11 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา  ที่มอบสิทธิ์ให้กับชาวต่างด้าวที่ทุนหนา เงินเยอะ สามารถยึดครองที่ดินประเทศได้ยาวนานถึง 99 ปี ในขณะที่สถานการณ์ที่ดินในประเทศไทยเองยังมีกลุ่มทุนไม่กี่ตระกูลครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศไว้   แต่ประชาชนกว่า 4.3 ล้านคน ยังมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย  ฉะนั้น มติ ครม. ดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงได้แล้ว  ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่ดินให้มีสถานการณ์ที่หนักขึ้นอีกด้วย
แท้จริงแล้วยังมีพื้นที่ในหลายจังหวัดที่กำลังแต่งตัวรับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ว่าจะเป็น ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย และ ตาก  ภาคอีสาน จังหวดหนองคาย , นครพนม และมุกดาหาร ภาคใต้ จังหวัดสงขลา และนราธิวาส ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี และภาคตะวันออก เดิมมี จังหวัดสระแก้ว และตราด ( ข้อมูลจาก http://www.industry.go.th/industry/index.php/th/knowledge/item/10593-2016-05-23-05-01-57 ) ส่วนมติ ครม. 11 เม.ย. 60 เป็นการเห็นชอบพื้นที่เพิ่มเติม 3 จังหวัด ตะวันออกคือ จังหวัดชลบุรี , ระยอง และฉะเชิงเทรา ดังที่กล่าวข้างต้น



พื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิมหลายหมู่บ้าน หลายตำบล  ราคาที่ดินที่พุ่งขึ้นสูงลิ่ว เกิดการกว้านซื้อที่ดินรอบๆหรือใกล้เคียงกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ  ชาวบ้านที่อาศัยในที่ดินที่จะนำไปทำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ  ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย   ซึ่งปัญหาข้อพิพาทเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อยุติอยู่ระหว่างการเจรจาการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกับรัฐบาลค้างอยู่
สิทธิพิเศษ นอกเหนือที่เห็นปรากฏหน้าข่าวในด้านระยะเวลาการเช่าที่ดิน 99 ปี ได้นั้น ยังมีสิทธิพิเศษต่างๆที่กลุ่มทุนเหล่านั้นจะได้รับ เช่น
-          นอกจากจะได้ระยะเวลาเช่าที่ดินในระยะยาวนานแล้ว  ราคาค่าเช่านั้นยังแสนถูกมากจากข้อมูลก่อนที่จะมี มติเห็นชอบเขตเศรษฐกิจ 3 จังหวัดภาคตะวันออก เมื่อ 11 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา ทางกรมธนารักษ์ได้คิดค่าเช่าที่ดินที่จะทำนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวดสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอัตราค่าเช่าราคาแพงที่สุด อยู่ในราคา 220,000 บาทต่อไร หรือคิดเป็น 550 บาทต่อตารางวา หรือเพียง 137.5 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นอัตราค่าเช่ารายปี  (ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432959904 )
-          สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 13 ปี ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และจะได้รับการยกเว้นและหรือลดหย่อนภาษีตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตประกอบการเสรี
-          ได้รับการอำนวยความสะดวกโดยรัฐ จัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ทั้งที่อยู่ในเขตและนอกเขตพัฒนาพิเศษ
นี่เป็นเพียงสิทธิพิเศษบางอย่างที่กลุ่มทุนว่าจะเป็นทุนใหญ่ในประเทศ หรือกลุ่มทุนข้ามชาติ  ที่จะมาหาประโยชน์ในแผ่นดินประเทศไทย  ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ   แต่ที่น่าละอายไปกว่านั้นนโยบายการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ระยะเวลายาว 99 ปี ไม่ใช่รัฐบาลนี่เป็นผู้ต้นคิด กล่าวโดยย่อที่มาที่ไปนั้นมาจากกลุ่มทุนที่เคยมีอำนาจวางรากฐานสยายปีกตอนกลุ่มทุนเหล่านั้นเข้ามาเป็นรัฐบาลตั้งแต่สมัย ทักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี  แต่ก็ถูกประชาชนคัดค้าน และเป็นหนึ่งในเหตุผลในการ “ขับไล่” กลุ่มทุนเหล่านั้นออกจากอำนาจจนเป็นที่มาการรัฐประหารในปัจจุบัน


( เครดิตภาพจาก นิตยสาร WAY)

จะว่าไปเครือข่ายสลัม 4 ภาค ผลักดันการปฎิรูปที่ดินเมืองเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนใช้ระยะเวลายาวนานไม่ว่าจะเป็นที่ดินรัฐ หรือเอกชน และไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวมาโดยตลอด  เครือข่ายสลัม 4 ภาค พยายามเสนอแนวทางการแก้ปัญหาในเชิงนโยบายจนเกิดรูปธรรมกับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยขึ้นคือ มติคณะกรรมการรถไฟฯเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 ที่ชุมชนสามารถเช่าที่ดินการรถไฟฯได้เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  ทั้งนี้ระยะสัญญาที่ชาวชุมชนสามารถเช่าได้ยาวนานที่สุดอยู่ที่ 30 ปี ซึ่งก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจบ 30 ปีแล้ว จะสามารถเช่าต่อได้หรือไม่  ยังคงเป็นคำถามของชาวชุมชนอยู่



ภาพการชุมนุมเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่หน้ากระทรวงคมนาคม

กระนั้นเองชุมชนริมทางรถไฟหลังวัดช่องลม-หลังฉาง เช่าที่ดินการรถไฟฯอายุสัญญาเช่า 30 ปี ซึ่งผ่านมาแล้ว 10 ปี กระทรวงคมนาคมมีความประสงค์ต้องการใช้ที่ดินย่านนั้น 270 ไร่ ที่เป็นที่ดินของการรถไฟฯ และส่วนหนึ่งนั้นคือพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟหลังวัดช่องลมฯด้วยนั้นเอง  การใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นโครงการหารายได้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของการรถไฟฯเอง และหารายได้เข้ารัฐที่อยู่สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก โดยให้เอกชนมาลงทุนและสร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษย่านสถานีแม่น้ำ เขตยานนาวา กทม. และพยายามส่งบริษัทที่ปรึกษาโครงการมาเพื่อเจรจาให้ชาวชุมชนในการยกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ให้ปรับการใช้พื้นที่ให้ลดลง และนั้นเองคำตอบที่ได้จากชุมชนคือจะไม่ยอมยกลิกสัญญาเช่า หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่เช่าใดๆทั้งสิ้น   แน่นอนโครงการระดับอภิมหาโปรเจคนี่เองก็คาดหวังจะได้นักลงทุนจากต่างประเทศนั้นเอง 
ดังนั้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงไม่เห็นด้วยในทุกประการทั้งปวงในการผ่อนปรนให้กลุ่มทุนต่างๆสามารถเป็นผู้ครอบครองที่ดินรัฐได้อย่างยาวนาน  ขณะที่คนจนอีกหลายล้านชีวิตยังขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย   อีกทั้งข้อเสนอของภาคประชาชน “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ในการขอสิทธิ์ในการจัดการที่ดินรัฐในรูปแบบแปลงรวมโดยชุมชนจัดการตนเอง  กลับไม่ได้รับการตอบสนอง
นโยบายที่ประกาศไว้หลังจากการเข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศที่จะ “ปฏิรูปประเทศ” ในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ทางสังคมที่มีอยู่ในตอนนั้น   แต่ปรากฏการณ์ตอนนี้ที่เห็นอยู่ยังไม่มีนโยบายใดที่ตอบโจทย์ดังกล่าวได้เลย   ตรงกันข้าม นโยบายที่ออกมากลับซ้ำเติมประชาชนกลุ่มคนชั้นล่างมากเป็นอย่างยิ่ง เช่น การทวงคืนผืนป่ากับกลุ่มคนจนที่อาศัยอยู่ในป่ามาอย่างยาวนาน   ความพยายามที่จะลดการสนับสนุนการศึกษาลง  หรือความพยายามที่จะไม่สนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างถ้วนหน้า  ส่วนข้อเสนอของภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นกฏหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า , นโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชน , นโยบายธนาคารที่ดิน ยังคงไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานและรัฐบาล
ลำพังการผูกขาดการถือครองที่ดินโดยกลุ่มทุนในประเทศก็แทบจะไม่เหลือที่ดินไว้สำหรับทำกินและอยู่อาศัยของคนยากจนแล้ว  แต่รัฐบาลนี้กลับเปิดช่องการสร้างปัญหาแย่งชิงทรัพยากรที่ดินข้ามชาติขึ้นมา  หากไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาโดยการรัฐประหาร  อาจจะถูกตราหน้าเป็น “รัฐบาลขายชาติ” และถูกเดินขบวนขับไล่ไปเสียแล้วก็ได้ !!!


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...