วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)


โฉนดชุมชน ปฎิรูปที่ดินการรถไฟฯเพื่อที่อยู่อาศัยคนจน
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (2)

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

แนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนไม่ได้มีเพียงในพื้นที่เขตป่า หรือภาคชนบทเท่านั้น  ในภาคเมืองแนวคิดการจัดการทรัพยากรที่ดินโดยชุมชนมีส่วนร่วมก็ได้ดำเนินการมานานระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน
          ปัญหาการเข้าไม่ถึงที่ดินของคนจนเมืองโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากการพัฒนาประเทศในภาคชนบทล้มเหลวของรัฐบาล  อีกส่วนคือการรับมือต่อการพัฒนาเขตเมืองที่ต้องการแรงงานจำนวนมากไม่ได้  การเตรียมที่อยู่อาศัยรองรับสำหรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายจากชนบทมาสู่เมืองจำนวนมหาศาล   ทำให้แรงงานส่วนใหญ่จะหาที่พักอาศัยกันตามที่รกร้างว่างเปล่าใกล้แหล่งทำงาน
          เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดก็คงเป็นการกระจายที่รัฐที่แต่เดิมหวงแหนไว้เพียงกลุ่มทุนได้ใช้เท่านั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินจำนวนมากกระจายตามภูมิภาคของประเทศ  ซึ่งมีทั้งในตัวเมือง และชานเมืองชนบท    ถ้าหากสังเกตจะในการเดินทางโดยรถไฟ  ก่อนเข้าสถานีแต่ละสถานีจะเริ่มเห็นบ้านเรือนปลูกเรียงรายข้างทางเป็นสัญญาณบอกกลายๆว่าใกล้จะถึงสถานีใดสถานีหนึ่งแล้ว

สภาพชุมชนสองข้างทางรถไฟ

การเข้ามาอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด  หากแต่เป็นความต้องการแรงงานในการขับเคลื่อนรถไฟเองที่สมัยก่อนนั้นเป็นรถไฟหัวรถจักรแบบไอน้ำ  ที่ต้องใช้แรงงานในการโยนฟืน  แรงงานในการขนฟืน ซึ่งแรงงานเหล่านั้นมักจะได้รับความอำนวยความสะดวกในเรื่องที่อยู่อาศัยจากนายสถานี  และส่วนใหญ่ชุมชนในย่านสถานีรถไฟก็มักจะเป็นกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นกลุ่มแรกๆในการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ และเกิดการชักชวน ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ “นายสถานี” ของแต่ละแห่ง
          แต่การบริหารการเดินรถของการรถไฟฯที่ต้องมุ่งเน้นบริการประชาชนเป็ฯหลักส่งผลให้ขาดทุนของตัวองค์กรเป็นจำนวนมาก  จึงเกิดแนวความคิดถึงเรื่องการหยิบที่ดินที่มีอยู่มาหาแสวงหาผลกำไรให้กับองค์กรตนเองเพื่อไปชดเชยในส่วนที่ขาดทุนไป  ซึ่งเราจะเห็นตามข่าวอยู่เนืองๆเรื่องการต่อสัญญาเช่าของกลุ่มทุนรายใหญ่ของห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว หรือแม้แต่สวนจตุจักรเอง  ที่การต่อสัญญาที่ดินแต่ละครั้งต้องมีการเจรจา ต่อรอง กันอย่างหนักหน่วงในเรื่องรายละเอียดของสัญญา  แต่นั้นยังพอที่จะเข้าใจกันได้ว่าเป็นการดำเนินการในเชิงธุรกิจกัน  และไม่ส่งผลกระทบกับกลุ่มคนอื่นสักเท่าไหร่นัก   แต่การนำที่ดินของการรถไฟฯให้กลุ่มทุนได้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบการเช่าไม่ได้เป็นแบบข้างต้นทุกกรณี หากยังมีกรณีที่นำที่ดินที่มีชุมชนตั้งอยู่เดิมแล้วนำไปให้กลุ่มทุนประมูลเช่าที่ดิน  และกลุ่มทุนใดชนะการประมูลก็จะเข้าดำเนินคดีกับชาวชุมชนนั้นทันที  โดยมี “การรถไฟฯร่วมเป็นโจทก์” ด้วย
          และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่กลุ่มคนจนที่เป็นคนสร้างมูลค่าที่ดินตัวจริงคือกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่แรกๆตั้งแต่เป็นป่ารกร้าง จนสร้างเป็นชุมชนขึ้นมา  และที่ผ่านคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ไม่ได้เข้ามาอยู่ฟรีๆ  แต่เขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยจ่ายค่าเช่าให้กับ นายสถานี แล้วทั้งนั้น  แต่ครั้นพอมีกลุ่มทุนที่จะให้เงินจำนวนมากการเช่าเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธลง  แปรเปลี่ยนสภาพจากผู้บุกเบิก ผู้เช่า กลายเป็นผู้บุกรุกในทันที  แสดงให้เห็นการสร้างความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน


          ปฎิบัติการเคลื่อนไหวสร้างความเป็นธรรมทางสังคมของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เริ่มขึ้นจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ชาวชุมชนในที่ดินของการรถไฟกว่า 3,000 คน ไปชุมนุมเรียกร้องเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาจนได้นโยบายการใช้ที่ดินการรถไฟฯเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยขึ้นมาตาม มติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 ที่เปิดโอกาสให้คนจนได้เช่าที่ดินการรถไฟระยะยาวมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากลุ่มทุนที่มีเงิน
          การได้ที่ดินมาอย่างมีศักดิ์ศรีเป็นจุดเริ่มต้นการจัดการที่ดินโดยชุมชน  ซึ่งที่ดินที่เช่ามาเป็นแปลงใหญ่  แปลงรวม การจัดสรรแบ่งแปลงกันจัดการโดยชุมชนร่วมกันออกแบบวางผังกัน  จนเกิดเป็นชุมชนที่สวยงาม เป็นระเบียบขึ้นมา  ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดินจะเป็นไปตามมติชุมชนทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนมือจากสิทธิ์เดิมสู่ทายาท  จะไม่สามารถดำเนินการโดยปัจเจกได้ป้องกันการซื้อ-ขาย สิทธี่ดินกันตามนโยบายโฉนดชุมชนอย่างแท้จริง

  สภาพที่อยู่อาศัยเดิม ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. 
                     

สภาพที่อยู่อาศัยหลังการได้เช่าที่ดิน ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.


          อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น “โฉนดชุมชน” ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การใช้ที่ดินแต่ยังตอบโจทย์ในเรื่องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  รักษาชุมชนให้คงอยู่ได้ไม่ล่มสลาย  ที่สำคัญที่ดินไม่หลุดเข้าวงจรตลาดค้าที่ดินอีกต่อไป   หากจะเป็นการดีแนวนโยบายของรัฐการจัดการที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะมีหัวใจหลักที่เหมือนกับแนวนโยบายภาคประชาชนคือโฉนดชุมชน ที่จะเสริมหนุนกันพัฒนาสร้างชุมชนให้เข้มแข็งร่วมกันต่อไป !!!
         




วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่ การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


โฉนดชุมชน ชุมชนก้าวใหม่
การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมโดยแท้จริง (1)


คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 61 มีกิจกรรมการปลูกป่าตามมาตรการเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟูพื้นที่บริเวณจุดก่อสร้างโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ สำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากมีปัญหาการคัดค้านจากประชาชน โดยมี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธาน  กิจกรรมนี้เน้นการปลูกต้นไม้ที่รอบๆ พื้นดินที่ไม่อยู่ในเขตอาคารบนพื้นที่ 23 ไร่ จำนวน 300 กล้า ส่วนจุดอื่นต้องรอการส่งมอบพื้นที่และผลสรุปจากคณะทำงานก่อนที่จะดำเนินการในระยะต่อไป  นับเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาสร้างป่ากลับมาให้คงเดิมหลังจากมีการคัดค้านโครงการก่อสร้างจากประชาชน
หลังจบกิจกรรมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน (ข่าวการให้สัมภาษณ์ https://goo.gl/PAjrv8 ) สิ่งที่น่าสนใจคือ คำให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมอุทยานฯมีนัยยะสำคัญในด้านการจัดสรร  จัดประโยชน์  ที่มีอยู่ปัจจุบันให้เกิดผลดีมากที่สุดโดยไม่เกิดผลกระทบใดๆต่อสิ่งปลูกสร้างในเขตป่า   เนื่องจากหลักการดังกล่าวภาคประชาชนที่เคลื่อนไหว “คนอยู่กับป่า” ถูกปฎิเสธตลอดมา 
ปัญหาป่ารุกที่คน  หรือคนรุกที่ป่านั้น  เริ่มมีมาตั้งแต่การประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ปี พ.ศ. 2497 และเริ่มมีกฎหมายอุทยานฯ พ.ศ. 2504 เกิดขึ้นมา   ความพยายามขีดเส้นแนวเขตพื้นที่ต่างๆภายใต้ความไม่พร้อมของประชาชนที่อาศัยอยู่ในป่า ในเขา หรือยากจน  ไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว   ส่งผลให้การประกาศแนวเขตพื้นที่สาธารณะ  แนวเขตพื้นที่ป่าต่างๆ  ไปส่งผลกระทบของผู้ที่อยู่อาศัยไปด้วย   กลุ่มคนดังกล่าวกลายเป็นคนบุกรุกแบบไม่รู้ตัว   มารู้ตัวอีกทีคือเมื่อมีหมายเรียก หรือ หมายศาล มาแปะที่บ้านพักอาศัยของตนเอง

การผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนมีมากว่า 30 ปี เป็นการชูวิถีและวัฒนธรรม เพื่อปกป้องรักษาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ของตนเอง  ให้หลุดพ้นจากการรุกรานของการพัฒนาเมืองที่พยายามจะกอบโกยทรัพยากรไว้เพียงบางกลุ่มซึ่งได้ปรากฎมาแล้วคือกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่  และการครอบครองโดยรัฐ  การบวชป่าเพื่อปกป้องการรุกรานของการพัฒนาคนเมือง จนพัฒนามาถึงการระดมเข้ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พรบ.ป่าชุมชน ในช่วงปี พ.ศ. 2540 หลังจากที่ได้รัฐธรรมนูญใหม่  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  ถูกหน่วยงานต่างๆเข้ามาแก้ไขเนื้อหาจนเปลี่ยนเจตนารมณ์ความตั้งใจของประชาชนออกไปจนหมดสิ้น
ในปี พ.ศ. 2551 การรวมตัวกันของผู้เดือดร้อนที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยในนาม “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ริเริ่มที่จะผลักดันนโยบายโฉนดชุมชน ที่เป็นแนวความคิดพัฒนามาจากการดูแลพื้นที่ชุมชนตนเองจาก  สรุปบทเรียนการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐในรูปแบบการแจกที่ดินรายปัจเจก  และเพื่อเป็นการปลดล็อกการใช้ที่รัฐมาแก้ปัญหาที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ของคนจน  เน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชน  การเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นภายใต้การประชาคมในชุมชนถึงความเหมาะสม และสอดคล้องกับกติกาหรือธรรมนูญชุมชนที่ได้ตั้งไว้
ชุมชนก้าวใหม่ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนสมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่เคลื่อนไหวการปฏิรูปที่ดินให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)  ชุมชนก้าวใหม่มีสมาชิก 88 ครอบครัว เป็นชุมชนที่มาจากการรวมตัวของเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์และจังหวัดใกล้เคียง   เข้ามาใช้ที่ดิน สปก. ที่หมดสัมปทานจากบริษัทเอกชน  มีการออกแบบจัดการทรัพยากรที่ดินตามแนวหลักคิดโฉนดชุมชน  มีกติกาชุมชนและจัดแบ่งพื้นที่ที่เท่ากันในทุกครอบครัว  มีพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องช่วยกันดูแล และใช้ประโยชน์ร่วมกัน  การเกษตรที่ชุมชนก้าวใหม่ เป็นเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา  ไม่มุ่งเน้นพืชเศรษฐกิจล้วน  อยู่ร่วมกันมานานมีกติกาชุมชนหรือธรรมนูญชุมชนใช้ร่วมกัน

ผลผลิตของพืชพันธุ์ต่างๆที่เพาะปลูกในชุมชนก้าวใหม่

 แต่หลังจากที่ส.ป.ก.  เริ่มดำเนินการจัดที่ดินในรูปแบบของ คทช. ซึ่งมีการดำเนินการปรับแผนผังชุมชนใหม่ และได้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขึ้นมา การนำที่ดินของ สปก. มาจัดให้กับประชาชนตามแนว คทช. ซึ่งความต่างกันคือ โฉนดชุมชนเน้นการบริหารทรัพยากรโดยชุมชนร่วมกัน  แต่ คทช. พยายามจะเน้นเจกเป็นรายปัจเจก  อีกทั้งในการจัดที่ดินบนที่ตั้งของชุมชนก้าวใหม่ คทช. จังหวัดสุราษฎร์ฯ  เริ่มดำเนินการรังวัดที่ดินใหม่  เตรียมพื้นที่สำหรับทำถนนซอย และยังมีการตัดพืชผลทางการเกษตรที่สมาชิกในชุมชนปลูกสร้างไว้ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน  ทั้งๆที่ชุมชนก้าวใหม่มีการจัดสรรแบ่งแปลงตามกติกา  หากแต่หน่วยงานรัฐยังยืนกรานที่จะต้องปรับผัง-แบ่งแปลงที่ดินตามที่พวกเขาออกแบบเท่านั้น


ย้อนกลับถ้านำเอาหลักคิด หลักการ ของอธิบดีกรมอุทธยานฯมาใช้   นอกจากพืชผล ต้นไม้ บ้านเรือน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำลายสิ่งเหล่านั้นที่ชุมชนได้คิดค้น ปฎิบัติกันมาจนเป็นระเบียบเรียบร้อย   ที่สำคัญพื้นที่ สปก. ที่ชุมชนตั้งอยู่นั้น  หากไม่มีกลุ่มประชาชนเหล่านี้เข้าไปทำประโยชน์ที่ดินยังคงตกเป็นของกลุ่มนายทุนที่หมดสัมปทาน  แต่ไม่ยอมคืนพื้นที่ให้กับ สปก. และยังคงทำประโยชน์ไปเรื่อยๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆให้กับรัฐ   จนกระทั่งสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้  ได้ทราบข้อมูลเหล่านั้นประกอบกับมีประชาชนที่ขาดแคลนที่ดินทำกินจึงได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อให้เกิดกระบวนการ “คืนพื้นที่ให้กับ สปก.” เพื่อประชาชนที่ไร้ที่ดินจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้
สิ่งเหล่านี้เองเป็นบทพิสูจน์ถึงการใช้ที่ดินโดยไม่ได้คำนึงถึงการเก็งกำไรค้าที่ดิน  แต่มองเห็นที่ดินเป็นสิ่งสำคัญในปัจจัยการผลิต  ที่คู่ควรแก่ผู้ผลิตตัวจริงที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่   ดังนั้นโฉนดชุมชน หรือ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน  จึงสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาได้  และไม่ควรยึดติดกับการแก้ปัญหาที่จะต้องมีรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับบางพื้นที่ได้  ส่งผลให้เกิดกรณีปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกอย่างเช่นโครงการเก่าๆในอดีตที่ผ่านมา เช่น โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ในปี พ.ศ. 2533 ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด  แบบไหน  หากไม่มองเห็นถึงข้อเสนอภาคประชาชนที่มีความจริงใจในการพัฒนาร่วมกันแล้ว  การแก้ปัญหาที่จะให้ตรงจุดและสำเร็จย่อมจะทำได้ลำบาก  หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้   โมเดลที่ประชาชนสร้างขึ้นมา  พิสูจน์ให้เห็นแล้วอย่างกรณีชุมชนก้าวใหม่ จังหวัดสุราษณ์ธานี จึงเป็นกรณีศึกษา  และนำมาทดลองใช้ในอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้ตามโมเดลนี้ได้

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แถลงการณ์ 4 ปี คสช. การบริหารประเทศที่สอบตก

แถลงการณ์ 4 ปี คสช.
การบริหารประเทศที่สอบตก

นับจากที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร  และประกาศเป็นรัฐาธิปัตย์ มาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จากการปฏิบัติการครั้งนั้น  โดยมีข้ออ้างถึงความจำเป็นในการทำรัฐประหารไว้คือจะเข้ามาสลายขั้วสีทางการเมืองต่างๆ ปฏิรูปประเทศในหลายด้านก่อนจัดการเลือกตั้ง เช่น ปฏิรูประบบตำรวจ , ปฏิรูปพลังงาน หรือ ปฎิรูประบบการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม อีกทั้งยังประกาศกำจัด  ถอนรากถอนโคน การทุจริต คอรัปชั่น ในวงการข้าราชการ การเมือง ให้หมดสิ้นไป  และที่สำคัญอีกหนึ่งคำมั่นของ คสช. คือการเข้ามาเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรมทางสังคม  ให้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของ คสช. โดยจะใช้เวลาไม่นานนัก
แต่นับเวลาล่วงเลยผ่านมา 4 ปี ปรากฎการณ์กลับไม่เป็นดั่งคำมั่นของ คสช. กลับกลายเป็นตรงกันข้าม  เกิดการไล่ล่า จับกุม คุมขัง ฝ่ายที่มีความคิดต่างกับ คสช. หรือแม้แต่เรื่องประกาศเกรี้ยวปราบโกง  สุดท้ายภาพที่เห็นออกมาต่อสังคมคือมีการโกง ทุจริตกันในทุกระดับชั้น  และน่าเศร้าใจหนักลงไปอีกคือการทุจริตเงินสงเคราะห์ของกลุ่มคนยากไร้ ไม่ว่าจะเป็นการโกงเงินคนป่วย โกงเงินเด็กยากจนที่จะต้องไปเรียนหนังสือ   ส่วนในด้านการปฏิรูปต่างๆยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
เครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าการเข้ามาบริหารของรัฐบาล คสช. ไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญใดๆได้  รวมทั้งยังปิดกั้นพื้นที่ในการแสดงออก แสดงความเห็น  ประชาชนไร้สิทธิ เสรีภาพ ในการเสนอทางการแก้ปัญหาสังคม   ถือเป็นการ สอบตก ในการบริหารประเทศในทุกๆด้าน
ในวาระครบรอบ 4 ปี การบริหารประเทศของกลุ่ม คสช. เครือข่ายสลัม 4 ภาค ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้
๑. ให้ดำเนินการปล่อยตัวนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ที่ดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหว ในเรื่องต่างๆที่ไม่มีความรุนแรง  ปราศจากอาวุธ ทุกคนในทันที  รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงออกความคิดเห็นด้านต่างๆอย่างอิสระ โดยการยกเลิกคำสั่งต่างๆ  ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๒. ให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว  และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก
๓. รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน  หยุดข่มขู่ คุกคามแกนนำชุมชนที่เคลื่อนไหวแก้ปัญหา
หากการปกครองในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยปกติ ในช่วงเวลานี้ประชาชนคงได้มีการเลือกตั้งเพื่อหาผู้แทนมาบริหารประเทศด้วยตนเอง  เครือข่ายสลัม 4 ภาค หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นประเทศไทยกลับไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยดังเดิมโดยเร็ว  และไม่เห็นด้วยกับทำรัฐประหารในการแก้ปัญหาประเทศ

เชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค
23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561




วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต



ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนมีต้นทุนคือชีวิต

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ในช่วงที่เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ตั้งแต่วันที่ 2 12 พฤษภาคม 2561  ซึ่งมีกรณีปัญหาหลากหลายรูปแบบ การอยู่อาศัยของชาวบ้านก็หลากหลายแตกต่างกันทั้งเมือง และชนบท  แต่ประสบปัญหาที่เหมือนๆกันคือ ถูกหน่วยงานรัฐพยายามใช้คดี กฎหมาย บีบขับออกจากพื้นที่  ถูกทำลายทรัพย์สินเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นพืช สวน ไร่ นา หรือแม้แต่บ้านพักที่อยู่อาศัย เกิดปัญหากลุ่มคนไร้ที่ดินทำกิน ไร้บ้านที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

 
จากสถิติตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีประกรที่มีรายได้น้อยไม่มีที่อยู่อาศัยราว ๒.๓ ล้านครัวเรือน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนแม่บทด้านที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ที่จะระดมสรรพกำลังของแต่ละหน่วยงานในสังกัด เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน , การเคหะแห่งชาติ ที่ดูแลโดยตรงในเรื่องที่อยู่อาศัยในด้านหาทุนในการสร้างบ้าน   แต่ถึงกระนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่มีเงินในการก่อสร้างตัวบ้าน  กลับเป็น ที่ดินที่เป็นปัญหาหลักสำคัญ ที่ไม่มีพอจะเหลือมาแบ่งปันกันเพื่อใช้ทำกิน และอยู่อาศัย เพราะที่ดินถูกค่านิยมให้กลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค และ ขปส. เห็นปัญหาข้างต้นจึงพยายามเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหา และสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น นโยบายโฉนดชุมชน ที่หัวใจหลักอยู่ที่ชุมชน ร่วมกันจัดการทรัพยากรที่ดินด้วยกัน  สร้างการแบ่งปันทรัพยากรสำคัญที่มีอยู่จำกัดร่วมกัน  มิได้มุ่งหมายเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อนำไปเป็นฐานธุรกิจส่วนตัว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าว  เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามามีอำนาจบริหาร  ขปส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาจนระยะเวลาผ่านเลยมาเกือบจะครบรอบ 4 ปี  แต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาแม้แต่อย่างใด   ตรงกันข้ามสถานการณ์ของปัญหากลับรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ   ชาวบ้านไม่สามารถเข้าบ้าน ไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในสวน ในนา ของตนเอง  ที่บุกเบิกแพ้วถางมา   บ้างถูกประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐในขณะที่อยู่อาศัยมาก่อน   บ้างถูกเอกชนได้สิทธิ์การใช้ที่ดินในขณะที่ชาวบ้านยังอยู่อาศัย และทำกินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน   แม้ว่าการชุมนุมติดตามของ ขปส. ในครั้งนี้อาจจะได้มติ บันทึก มาจากกระทรวง หน่วยงานต่างๆมา  ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไป  เนื่องจากเป็นการบันทึกถึงแนวทางการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี  ที่ยังไม่มีการสั่งการใดๆลงไปในพื้นที่  และไม่ใช่นโยบายที่จะสรรค์สร้างให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
จากการเคลื่อนไหวชุมนุมติดตามในแต่ละกระทรวง  พบเห็นท่าทีของฝ่ายบริหารระดับสูงที่เปลี่ยนไป  ดูคล้ายนักการเมืองช่วงใกล้การเลือกตั้งยิ่งนัก   หรือจะประจวบเหมาะกับที่ใกล้จะถึงเส้นชัยโรดแมพที่ทางนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในต้นปีหน้าจะเกิดการเลือกตั้ง  ประกอบกันสถานการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเริ่มขยับหาหลัก หาที่อยู่ กันแล้ว  บ้างอยู่บ้านเดิม  บ้างอยู่บ้านใหม่  แต่ที่แน่ๆจะไม่ว่าเก่า หรือใหม่  การแก้ปัญหาปากท้องยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา  อย่างที่ ขปส. ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมา 2 รัฐบาล และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ 3 นั้น
ตรงข้ามปฎิกิริยาของนายกรัฐมนตรีกับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับคนจนจากการให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของ ขปส. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดบุรีรัมย์ ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา   ในหลายประเด็นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงนายกรัฐมนตรีไม่ทราบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของ ขปส.  การกล่าวหาประชาชนรากหญ้าเรียกร้องเอาแต่ของฟรีนั้น  ต้องดูประเด็นถึงการก่อเกิดของปัญหาเหล่านั้นว่าที่มาที่ไปเป็นเช่นไร  หากคนอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าแล้วนั้น   นี่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องเรียกร้องเอาสิทธิคืนมิใช่หรือ   และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกังวลถึงจะมีประชาชนกลุ่มต่างๆมาเรียกร้องกันอีก  ถ้าหากสังคมไทยมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมและทั่วถึงในทุกชนชั้น
อยากจะขอชี้แจงการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่อาจจะทำให้นายกรัฐมนตรีได้ข้อมูลข้างเดียวคือเหล่าข้าราชการที่ส่งเรื่องไปรายงานอย่างไม่ครบถ้วนให้ได้เข้าใจ  หากเป็นทางพี่น้องคนจนชนบท  การขอใช้ที่ดิน สปก. ที่กลุ่มทุนหมดสัมปทานไปนานแต่ยังใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่ได้จ่ายอะไรให้กับรัฐเลย แล้วพี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ดินเข้าไปทำกินในที่ สปก. แล้วทวงที่ดินกลับมาให้เป็นของ สปก. ดังเดิม  ที่ต้องแลกด้วยชีวิต เลือด เนื้อ ของเขาเหล่านั้นคงไม่ใช่การเรียกร้องเอาฟรีๆอย่างที่นายกฯเข้าใจ
กลับมองในด้านทางคนจนเมืองข้อเรียกร้องของเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีอยู่ข้อเรียกร้องหนึ่งว่า ให้รัฐอุดหนุนระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในโครงการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยของรัฐ นั้น จะขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้ว่า  การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองภายนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 80,000 บาทต่อหน่วย เท่ากับโครงการบ้านรัฐเอื้อราษฎร์ ที่ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.)  แต่การดำเนินงานต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ กคช. สามารถทำสัญญาว่าจ้างใช้งบทั้ง 80,000 บาทต่อหน่วยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ส่วน พอช. จะต้องนำเงิน 80,000 บาท มาจัดสรรออกเป็น 3 กอง ใหญ่ๆ คือ บริหารตัวโครงการบ้านมั่นคง , การพัฒนาขบวนชุมชน และสุดท้ายคือการก่อสร้างที่อยู่อาศัย จาก 80,000 บาทต่อหน่วยจะเหลืออยู่ราว 50,000 บาทต่อหน่วย
แน่นอนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำเป็นต้องมี ที่ดินและที่ดินในเมืองยกตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร  คนจนหมดสิทธิ์ที่จะใช้ที่ดินใจกลางเมืองหลวงแน่ๆถ้าสถานการณ์ที่ดินยังคงเป็นสินค้า และรัฐยังหวงแหนที่ดินให้กับการทำประโยชน์เชิงพานิชย์   คนจนจึงต้องหาที่ดินชานเมือง  และมีสภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก  ทำให้การลงทุนในการปรับพื้นที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเยอะมากพอสมควร  และระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ยังเข้าไม่ถึงหรือถึงแต่ไม่เพียงพอจำเป็นต้องขยายเขต ขยายกำลังในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ระบบของการไฟฟ้า การประปา ทั้งนครหลวง และภูมิภาค มีความคล้ายกันคือ เริ่มต้นต้องให้ผู้ขอเข้าไปทำเรื่องขอประเมินค่าใช้จ่ายการติดตั้งระบบปักเสา พาดสาย (คนละอย่างกับขอติดตั้งมิตเตอร์ของบ้านแต่ละหลัง) ซึ่งขั้นตอนการประเมินก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย  ถึงแม้ว่าภายหลังเราตัดสินใจไม่ดำเนินการต่อ ก็ไม่สามารถเรียกเงินในส่วนนี้กลับคืนได้
ขั้นตอนต่อไปหากเราพึงพอใจ หรือ มีกำลังในการจ่ายไหวตามราคาที่หน่วยงานประเมินมาให้เราจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 100ก่อนภายใน 3 เดือน ไม่เช่นนั้นค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้  และอาจจะต้องประเมินใหม่ (นั้นหมายถึงว่าต้องเสียค่าประเมินใหม่ด้วย)  หลังจากที่มีการชำระเงินไปแล้ว การไฟฟ้า การประปาจึงจะลงมาดำเนินการติดตั้งระบบให้ หลังจากที่มีการปักเสา พาดสายไฟฟ้า หรือวางแนวท่อประปา แล้วเสร็จ  อุปกรณ์ทุกอย่างคือของทางราชการทันที  เราไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานนั้นๆ
หลังจากนั้นจึงถึงขั้นตอนให้เจ้าบ้านในแต่ละหลังไปยื่นขอติดตั้งมิตเตอร์น้ำ ไฟฟ้า ของตัวเองก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าหม้อไฟ มาตรวัดน้ำอีกต่างหาก แล้วแต่ว่าผู้ขอต้องการใช้ขนาดไหนอย่างไร (และก็เช่นกันหม้อไฟ และมาตรวัดน้ำก็จะกลายเป็นของหลวงเหมือนกัน)
จากนั้นการไฟฟ้า การประปา ก็จะส่งพนักงานมาจดเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อเก็บเป็นรายได้ขององค์กรตนเอง  แต่ในใบเสร็จยังคิดค่าบริการอยู่ในนั้นอีกซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าค่าบริการอะไร


  

หากดูตั้งแต่ต้นขั้นตอนไหนที่การไฟฟ้า การประปา ลงทุนจากองค์กรตัวเองบ้าง  นี่ยังไม่นับสัดส่วนภาษีกองกลางที่ต้องตัดส่วนแบ่งมาให้ทั้ง 2 องค์กรนี้เพื่อมาเป็นเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่เคยขาดทุนทั้ง 2 องค์กรนี้ได้กำไรมาจาก การมีทุนของตัวเองจาก ภาษีของประชาชนและหากำไรจาก ค่าบริการรายเดือน”  แต่ไม่เคยลงทุนอะไรเลยในเส้นทางการดำเนินงาน
นี่คือรายละเอียดว่าทำไมเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงต้องมีข้อเรียกร้องดังกล่าวออกมา  ไม่ใช่ขอฟรีอย่างที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจ  แต่ที่มาที่ไปเป็นอย่างที่ชี้แจงข้างต้น  และกลุ่มเป้าหมายไม่ได้ว่าให้ประกาศนโยบายอุดหนุนทั่วประเทศ  แต่ให้นำร่องเฉพาะโครงการของรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนอยู่จำนวนมาก  รัฐบาลจะมองอย่างไรเมื่อชาวบ้านดิ้นรนได้ที่ดิน แล้วสร้างบ้านสวยงาม  แต่ท้ายสุดไม่มีปัญญาใช้ไฟฟ้า ประปา ของรัฐได้ต้องไปพ่วงสายต่อท่อจากที่ข้างเคียงอย่างที่เขาเคยอยู่ในสลัมเช่นนั้นหรือ
ฉะนั้นแล้วการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ไม่ได้เป็นการร้องขอให้สงสาร  แล้วรัฐจัดสงเคราะห์ให้เป็นรายๆไป  แต่การเคลื่อนไหวนี้เรามีต้นทุนที่สูงมากเดิมพันด้วยที่ดินทำกิน  ที่อยู่อาศัย  ชีวิต วิถีวัฒนธรรม  หากพ่ายแพ้สิ่งเหล่านั้นก็จะมลายหายไปด้วยเช่นกัน  ไม่มีอะไรจะได้มาฟรีๆในโลกนี้  จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล เข้าใจคนยากคนจนที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วย
ถึงแม้นว่าการชุมนุมของ ขปส. จะยุติลง  แต่ปัญหาในทุกๆเรื่องยังไม่ได้ยุติตาม  หากจับตาดู คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายก โดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ เป็นรองประธาน  ได้ส่งเสนาธิการทหารบกมาเจรจาเพื่อแสดงความห่วงใยในการแก้ปัญหา  และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับผู้แทน ขปส.



        ปัจจุบันคณะกรรมการดังกล่าวได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุดเพื่อแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมโดยเฉพาะ ที่มีกรณีปัญหา 172 กรณี แต่ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชุมชนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค  และในคณะอนุกรรมการนั้นเองจะประกอบยไปด้วยปลัดกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ขปส. ราว 7 กระทรวงหลักๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับสิบหน่วยงาน  เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสัญญาณจากรัฐบาลที่ประกาศจะให้เห็นผลของการปฎิรูปภายใน 8 เดือน (นั้นหมายถึงอีก 1 เดือนจะมีการเลือกตั้ง) จะเห็นผลเป็นรูปธรรม  หรือแค่การหาเสียงล่วงหน้าอย่างที่พรรคการเมืองในอดีตเขาได้ทำๆกันมาก่อนแล้ว  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะยังคงติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กฎหมายไทย ว่าด้วยการเลือกบังคับใช้

กฎหมายไทย ว่าด้วยการเลือกบังคับใช้

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

จากกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ในสังคมปัจจุบันในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ปฎิบัติแตกต่างกับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นกรณีการล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวน ของนายเปรมชัย  ประธานใหญ่บริษัทก่อสร้าง  ที่เห็นหลักฐานต่อหน้า  แต่ก็อาจจะมีช่องทางให้หลุดคดีหนักไปได้  หรือแม้แต่กรณีการรุกป่าของหลายตระกูลที่ตรวจพบเพียงแค่กล่าวยกคืนให้กับทางราชการเรื่องข่าวคราวการดำเนินคดีก็เงียบหายไป  ซึ่งปรากฎการณ์เหล่านั้นได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับกรณีตายาย เก็บเห็ดในป่า สุดท้ายกลายเป็นผู้กระทำความผิดตัดฟันต้นสักกว่า 70 ไร่  สุดท้ายต้องอยู่ในคุกอย่างจำยอม  หรือแม้แต่การเข้าครองที่ดินเพื่อทำมาหากินตามวิถีเกษตรกร แต่ไร้ที่ดินต่อสู้กับหน่วยงานรัฐเพื่อสิทธิที่จะได้ที่ดินแปลงเล็กๆไว้ทำมาหากินในครอบครัวจนตัวเองถูก “อุ้ม” หายตัวไปอย่าง นายเด่น  คำแหล้ ที่ถูกข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม การถูกอุ้มหายตัวไปของนายเด่น กลับถูกมองว่าเป็นการหลบหนีคดี ส่งผลให้นางสุภาพ ผู้เป็นภรรยาต้องโทษจำคุกไปด้วย


นายเด่น  คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย

          และหากดูประเด็นทางการเมืองที่แบ่งแยก 2 ฝ่าย ที่สนับสนุนรัฐบาล และคัดค้านรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมายก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง  กรณีการเดินรณรงค์ของกลุ่ม People Go Network  ที่จัดการเดินมิตรภาพ ขึ้นมา หรือ We Walk ได้ทำการขออนุญาตชุมนุมตามกฎหมาย  ส่วนเนื้อหานั้นเป็นเรื่องกฎหมายปากท้องพี่น้องคนยากจนทั้งนั้น เช่น การสร้างนโยบายให้เป็นรัฐสวัสดิการ , การปกป้องการผูกขาดพันธุ์พืช หรือสิทธิด้านที่อยู่อาศัย  แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐมองเป็นเรื่องความมั่นคง การเมือง ผิดต่อคำสั่ง คสช.ที่ 3 / 2558 และมีความพยายามจะเอาผิดใน พรบ.การชุมนุมสาธารณะ อีกด้วย
การเข้าให้ปากคำของ 8 แกนนำ การจัดกิจกรรม We Walk ที่ สภ.คลองหลวง

          ครั้นพอมีกลุ่มที่อยากให้กำลังใจรองนายกรัฐมนตรีที่ถูกสังคมวิพากษ์ วิจารณ์ ในเรื่องความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเครื่องประดับที่มีมูลค่าราคาแพง จำนวนมาก  เป็นประเด็นร้อนในข่าวการเมืองหลายสัปดาห์  กลุ่มคนเหล่านี้ได้รวมกลุ่มกันมาเพื่อแสดงพลังให้กำลังใจกับรองนายกฯท่านนั้น  หากไม่มีกระแสสังคมวิจารณ์การเลือกปฏิบัติกรณีดังกล่าวคงจบไปแบบเงียบๆ  แต่เมื่อสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะกลุ่มคนเหล่านั้นก็ถูกลงโทษปรับจำนวนเงินเล็กน้อย  ส่วนข้อหาผิดต่อคำสั่ง คสช. 3 / 2558 ก็ไม่ถูกดำเนินคดี
ภาพกลุ่มประชาชนให้กำลังใจรองนายกฯ (เคดิตภาพจาก https://mgronline.com/crime/detail/9610000010798 )

          หันมาดูหน่วยงานที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องประสานงานช่วยพี่น้องแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยนั้นคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  อย่างที่หลายท่านอาจจะทราบข้อมูลมาได้บ้างแล้วว่าหน่วยงานรัฐที่มีที่ดินในการครอบครองดูแลจำนวนมาก และทำเลทองกลางเมือง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ รฟท. รวมอยู่ด้วย ซึ่งการจับจองที่ดินของ รฟท. นั้นก็มีทั้งแบบ ถูกกฎหมาย และ ไม่ถูกหมาย  และทั้งสองแบบก็มีกลุ่มคนสองชนชั้นด้วยเช่นกันคือมีทั้ง คนรวย และ คนจน
          และความต่างทางชนชั้น ฐานะเงินทอง ความเป็นอยู่นี่เอง  ที่เป็นตัวชี้รูปธรรมการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแตกต่างกันยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟสายสีแดง (ช่วงตลิ่งชัน – ศิริราช) รฟท. ได้ให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวไปเช่าที่ดินระยะยาวบริเวณสถานีหยุดรถบางระมาด   ชาวบ้านยินยอมย้ายไปเพราะเห็นแกการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศ (เดิมชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกกฎหมายกับทาง รฟท. ก่อนหน้าอยู่แล้ว) แต่ปรากฏว่าพื้นที่ใหม่ที่ รฟท. จะให้ย้ายไปอยู่นั้นกลับมีผู้ครอบครองที่ดินอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่กี่ราย  แต่ทำอาณาเขตครอบครองไปหลายร้อยตารางวา ชาวบ้านจ่ายค่าเช่าคาดหวังว่า รฟท. จะเร่งรีบเคลียร์พื้นที่ให้แล้วเขาเหล่านั้นจะได้เข้าไปสร้างบ้านได้   แต่ปรากฏว่าจากวันนั้นมาจนถึงปัจจุบันเวลาล่วงเลยผ่านไป 4 ปีกว่า ที่ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวชำระค่าเช่า แต่!!!! ไม่สามารถเข้าพื้นที่ที่ตนเองเช่าไปปลูกสร้างบ้านใหม่ได้  ความคืบหน้าทางกฎหมายที่จะจัดการกลุ่มคน(ที่ค่อยข้างรวย และมีอิทธิพลในพื้นที่) ก็ไม่ปรากฏให้เห็นประจักษ์  ชาวบ้านต้องทนอยู่บ้านชั่วคราวกันไป

ภาพการยึดครองที่ดินกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นย่านเขตตลิ่งชัน  เจ้าหน้าที่ รฟท. ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้



ภาพการปฎิบัติงานการลงพื้นที่ของเจ้าพนักงาน รฟท. เพื่อให้ชาวชุมชนรื้อบ้าน 
แต่ภาพเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีฐานะและมีอิทธิพลในพื้นที่

          กลับมาดูอีกฝั่งชุมชนบ่อสีเสียด อยู่ในจังหวัดตรัง ลักษณะชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท  เดิมเคยอพยพมาจับจองที่ดินกันและขอเช่าที่ดินกับทางนายสถานี  หลังจากนั้นมาเมื่อปี 2541 รฟท. เริ่มไม่เก็บค่าเช่าที่ดินในบางหลังจนกระทั่งปี 2547 ก็ไม่เก็บค่าเช่าที่ดินทั้งชุมชน  ทำให้ชาวชุมชนเหล่านั้นกลายเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมายทันที รฟท. เริ่มมาดำเนินคดีชาวบ้านในปี 2556 ชาวบ้านไม่ได้ขึ้นศาลต่อสู้คดีใดๆ ได้แต่เพียงก้มหน้าเซ็นหนังสือยอมรับสารภาพเพราะคำ “ขู่” ของเจ้าหน้าที่ รฟท. ต่างๆนาๆ  และในปัจจุบัน รฟท. ยังคงจะเดินหน้าบังคับคดีรื้อย้ายชาวชุมชนบ่อสีเสียดต่อไป   ทั้งๆที่ชาวบ้านเหล่านั้นพร้อมที่จะเช่าที่ดินดังเดิมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
 

          นี่คือสองรูปธรรมเล็กๆ  ที่ไม่ได้เป็นข่าวคราวใหญ่โตในหน้าสื่อ   แต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงระบบกระบวนการยุติธรรมประเทศไทยกำลังป่วยขั้นโคม่าร้ายแรง  เพราะมีปัญหามาตั้งแต่เริ่มนั้นคือเจ้าพนักงานผู้ปฎิบัติใช้บังคับกฎหมาย  เมื่อต้นทางของกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาการส่งผ่านข้อเท็จจริงสู่อัยการ  จนกระทั่งสู่ชั้นศาล  ก็จะเต็มไปด้วยอคติของเจ้าพนักงานที่มีต่อชาวบ้านที่กระเหี้ยนกระหือรือในการอยากรื้อไล่ชาวบ้าน   แต่อากัปกิริยาดังกล่าว  รวมไปถึงความกระตือรือร้นในการอยากเอาความผิดคนที่มีฐานะทางสังคม  หรือแม้แต่อดีตเจ้าพนักงาน รฟท. เอง  ก็จะเกิดความเกรงใจ  มีน้ำใจ  ต่อกัน
          แน่นอนนี่คือบทพิสูจน์ที่รัฐบาลที่มาด้วยความพิเศษ  และมีกฎหมายพิเศษในมือ  ความมุ่งหวังที่ประกาศต่อสาธารณะให้ประชาชนได้รู้ทั่วกันทั้งประเทศว่าการมาครั้งนี้จะเกิดการปฎิรูปด้านต่างๆ  นอกจากไม่เกิดการปฎิรูปแล้ว  เรายังเห็นแผลเดิมที่ซ้ำเติมชนชั้นล่างราวดูหนังเรื่องเดิมซ้ำไป ซ้ำมา  สุดท้ายแล้วการจะปฎิรูปเพื่อแก้ปัญหานอกจากจะต้องมีอำนาจอย่างแท้จริงแล้ว  ยังคงต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วย.

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...