วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

นับถอยหลัง...ปิดฉากชุมชนคลองเป้ง


นับถอยหลัง...ปิดฉากชุมชนคลองเป้ง
คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

          เมื่อราว 2 ปี ก่อนชาวบ้านรัมคลองเป้งประสานงานมายังทีมหยุดไล่รื้อเร่งด่วนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค  เนื่องด้วยชุมชนคลองเป้งถูกทางกรุงเทพมหานครดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ 44 พ.ศ. 2502 ให้รื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่เปิดโอกาสให้ชาวชุมชนสามารถขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้  และปัญหานี่เองทำให้เราได้รู้จักกัน
          ชุมชนคลองเป้ง เป็นชุมชนขนาดกลางๆมีผู้อาศัยอยู่ราว 68 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ตามแนวลำรางสาธารณะคลองเป้ง เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  อาศัยอยู่มายาวนานราว 30 ปี   ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่บริเวณชุมชนไม่ไกลนัก  เป็นแรงงานนอกระบบบ้าง ลูกจ้างตามร้านรวงในย่านทองหล่อ  เป็นแรงงานราคาถูกเพื่อเติมเต็มกลไกเมืองให้ขับเคลื่อนหมุนไปได้



สภาพที่อยู่อาศัยชุมชนคลองเป้งเดิม
          การได้มาประสบพบเจอกันท่ามกลางปัญหาอันหนักอึ้งกับกฎหมายที่ยังล้าหลัง ละเมิดสิทธิมนุษยชนฉบับนี้  เป็นสิ่งที่ยากพอสมควรในการแก้ปัญหา เนื้อหาภายในตัวประกาศมีความบางส่วนว่า “ในกรณีที่ปรากฏว่าได้มีการปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใดๆ ลงในที่ดินในแม่น้ำลำคลอง อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดซึ่งสถานที่นั้นตั้งอยู่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตรวจสถานที่นั้นๆ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจแล้วเห็นว่าสถานที่ซึ่งปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใดๆ ลงเป็นที่ดินหรือแม่น้ำลำคลองอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยแน่ชัดปราศจากสงสัย ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งปลูกปักนั้น ให้รื้อถอนไปให้พ้นที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ก็ให้ปิดคำสั่งนั้นไว้ ณ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น และเมื่อครบกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่งนั้นแล้ว ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นออกไป ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินจัดการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ ในการนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจขายโดยวิธีที่เห็นสมควรซึ่งทรัพย์สินที่รื้อถอนหรืออยู่ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น และให้นำความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๗ มาใช้บังคับแก่เงินที่ขายทรัพย์สินนั้นได้โดยอนุโลม”  เห็นชัดว่าประกาศฉบับนี้ผู้ใดถูกบังคับใช้หมดสิทธิ์ขึ้นศาล หรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้เลย
  
 
ประกาศแจ้งรื้อย้ายชุมชนคลองเป้งตาม ปว.44
          กระทั่งเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ประสานกับทางผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อยืดระยะเวลาการบังคับใช้ ปว.44 กับชุมชนคลองเป้ง  จนได้กรอบระยะเวลา 18 เดือนขึ้นมา ตามแผนชาวชุมชนช่วยกันวางไว้ว่า ระยะเวลาประมาณนี้น่าจะหาที่รองรับแห่งใหม่ให้กับตัวเองได้ทัน  และยังดีกว่า 15 วันที่ทางสำนักงานเขตมาติดประกาศไว้เสียอีก
          การติดประกาศไล่รื้อคราวนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นอีกแล้วสำหรับชาวคลองเป้ง  มีหลายครั้งหลายคราที่มีข่าวแว่วๆว่าทางการจะมาไล่รื้อ  แต่ก็ผ่านพ้นมาได้นับสิบปี ดูไม่จริงจัง  คราวนี้ต่างกับทุกครั้ง มีเอกสารที่เตรียมพร้อมขับไล่พวกเขาอย่างแท้จริง   การวาดเส้นทางชีวิตใหม่ของชาวชุมชนคลองเป้งจึงต้องผนึกรวมใจกันอีกครั้ง  เพราะจะหาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครก็แสนจะยากลำบากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำและจากจำนวนผู้อาศัยอยู่ในชุมชนคลองเป้งกว่า 70 ครอบครัว เหลือเพียง 45 ครอบครัวเท่านั้นที่จะร่วมหัวจมท้ายไปสร้างชุมชนใหม่ด้วยกัน   ด้วยจำนวนคนที่น้อย และราคาที่ดินที่แพง ชาวคลองเป้งกลุ่มนี้จึงหาเพื่อที่ร่วมชะตาเดียวกันตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วบริหารจัดการร่วมกัน
          ความต่างที่ต้องนำมาเปรียบเทียบโครงการจัดระเบียบชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้น  ได้ทำการรื้อบ้านชาวชุมชนไปหลายร้อย หลายพัน หลังคาเรือนไปไว้ที่อื่น ส่วนกลุ่มที่อยู่ที่เดิมก็ต้องรื้อสร้างใหม่จำนวนมาก   แต่เนื่องจากเป็นดครงการที่จะเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาลชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าวยังพอมีงบประมาณช่วยเหลือก้อนใหญ่  และอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายปลูกสร้างบ้านอีก  ทำให้การสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่อุปสรรคลดลง  ส่วนชุมชนคลองเป้ง เป็นการอาศัยช่วงกระแสรื้อชุมชนริมคลองลาดพร้าว  มาไล่รื้อชุมชนริมคลองย่อยต่างๆ  แต่ที่ไม่เหมือนกันคืองบประมาณที่จะช่วยเหลือชาวชุมชนเหล่านั้นกรุงเทพมหานครไม่ได้มีเหมือนกับโครงการจัดระเบียบชุมชนริมคลองลาดพร้าวเลย

รองผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครลงพื้นที่การย้ายชุมชนคลองเป้ง
          อุปสรรคของชาวคลองเป้งยังไม่หมดเพียงเท่านั้น  หากคำนวนเงินแล้วถ้าใช้สินเชื่อราคาถูกที่รัฐบาลจะจัดให้มานั้นด้วยวงเงินเพียง 360,000 บาทต่อครอบครัว จะไม่เพียงพอต่อการสร้างบ้านหลังใหม่หลังจากที่ได้ซื้อที่ดินไปแล้ว  หากจะเริ่มสะสมออมทรัพย์กันก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่   ชาวชุมชนจึงพูดคุยกับทางประชาคมในเขตวัฒนาเอง  ซึ่งนำโดยบริษัทเบนซ์ทองหล่อ ได้จัดกิจกรรมประมูลของต่างๆขึ้นมาเพื่อเป็นทุนสมทบสร้างชุมชนใหม่ให้กับชาวคลองเป้ง  การจัดกิจกรรมคราวนั้นได้เงินระดมทุนมารวมเบ็ดเสร็จ 900,000 บาท  แต่น้ำใจคนจนก็บังเกิด  เงินจำนวนดังกล่าวชาวคลองเป้งไม่ได้เก็บไว้สำหรับแค่พวกเขา  แต่นำไปกระจายสำหรับทุกคนที่อยู่ในสหกรณ์เคหสถานภูมิใจเท่ากันทุกคน

ภาพการมอบเงินสมทบสร้างชุมชนใหม่ของชาวคลองเป้ง
          และในที่สุดความฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมาได้หลังจากที่มีที่ดินเป็นของตนเองในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร  เมื่อเขาได้ลงนามซื้อขายในนามสหกรณ์ซื้อที่ดินบริเวณบึงนายพล ซอยประชาร่วมใจ 43 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร   แน่นอนที่เดิมย่อมไกลจากที่ใหม่  ซึ่งห่างจากที่เดิมราว 40 กิโลเมตร  และอาจจะเป็นเหตุผลใหญ่ที่ชาวคลองเป้งหลายครอบครัวไม่มาร่วมการสร้างชุมชนใหม่แห่งนี้  เนื้อที่กว่า 15 ไร่ จะเป็นชุมชนใหม่ และเป็นที่ตั้งรกรากใหม่ชองลูกหลานชาวคลองเป้ง และชาวสหกรณ์เคหสถานภูมิใจ


แผนที่เส้นทางชุมชนเดิมคลองเป้งไปยังพื้นที่รองรับแห่งใหม่ย่านบึงนายพล


ภาพพิธีการตั้งศาลพระพรหมของชุมชนภูมิใจ
          วันที่ 15 ตุลาคม 2561 จะเป็นวันสุดท้ายที่เป็นเส้นตายที่ชาวคลองเป้งกับสำนักงานเขตวัฒนาว่าจะรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากแนวคลองเป้งทั้งหมดทุกหลังคาเรือน  คงเป็นวันที่ปิดตำนานเล่าขานซอกหลืบเล็กๆของสังคมเมืองอย่างเงียบๆ  ที่ไม่เป็นข่าวหน้าสื่อใดๆ   แต่อย่างน้อยพวกเขายังมีความ “ภูมิใจ” ที่ยังคงสามารถดำรงชีพในเมืองหลวงอันแสนโหดร้ายนี่ต่อไปได้ดังชื่อชุมชนใหม่ของพวกเขา “ชุมชนภูมิใจ”

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย


สิทธิที่อยู่อาศัย สิทธิที่รัฐบาลไทยยังละเลย

คมสันติ์  จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

อีกราว 1 เดือน ก็จะถึงวันสำคัญอีกหนึ่งคือ วันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศไว้เพื่อให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่จะขาดมิได้  หรือมองอีกนัยหนึ่งคือสิทธิที่อยู่อาศัยถูกละเมิด ถูกละเลย จากสังคมโลกมาอย่างยาวนาน  และเกิดความรุนแรงมากขึ้นทุกปี  ดังที่เห็นประเด็นการพิพาทด้านที่ดินทั้งคนจนเมือง และคนจนชนบท
การเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิที่อยู่อาศัย เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เคลื่อนไหวรณรงค์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบันกับทุกรัฐบาล  นำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาโดยภาคประชาชนเพื่อให้คนจนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัย  โดยเฉพาะ “สิทธิการอยู่อาศัยในเมืองของคนจน”  ซึ่งในทุกรัฐบาลจะหวงแหนพื้นที่ในเมืองสงวนไว้เพื่อกลุ่มชนชั้นนำเพียงเท่านั้น  แต่นอกจากรัฐบาลจะละเลยไม่ใส่ใจแล้ว  ยังซ้ำเติมกระหน่ำปัญหามายังคนจนอีก  กฎหมาย , ระเบียบ หลายอย่างที่จะผลักไสคนจนออกจากเมืองไป เช่น กฎหมายผังเมือง , นโยบายการจัดระเบียบ street food หรือแม่ค้าแผงลอยต่างๆ ยังไม่นับรวมกับนโยบายต่างๆเดิมที่คงไว้ เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำได้มีโอกาสกว้านซื้อ กักตุน ที่ดิน ไว้เก็งกำไร


การรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค

และที่อยู่อาศัยนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต มันจึงมีความสำคัญต่อคนจนเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะคนจนเมืองที่ไม่มีพื้นที่ในการทำมาหากิน  ปัจจัยการผลิตจำเป็นต้องใช้กลไกทางสังคมเมืองในการดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอด   หากแต่เมื่อไม่มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงนั้นก็หมายความว่าคนเหล่านั้นจะไม่มี ทะเบียนบ้าน จะไม่สามารถขอน้ำประปา ติดตั้งไฟฟ้า ได้  และที่สำคัญจะไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้  ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆก็ตามมา  ไม่ว่าจะสิทธิการรักษาพยาบาล , สิทธิการได้รับสวัสดิการต่างๆจากรัฐ  ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมผลักดันกับเครือข่ายประชาชนกลุ่มต่างๆ ในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อสร้างนโยบายให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน  แก้ปัญหาพิพาทเดิมที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังจำนวนมากด้วยเหตุ “จน ไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน”  ซึ่งหลายคนไม่รู้ชะตากรรมตัวเองหลังจากหลุดการคุมขังจะไปทำมาหากินที่ไหน  พักอาศัยยังไง  สุ่มเสี่ยงเป็น “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ขึ้นมา
นโยบายของภาคประชาชนที่นำเสนอต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ร่วมกันรณรงค์อย่างหนักในสโลแกน “4 Law for Poor” ภายใต้กฎหมาย 4 ฉบับ คือ กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า , กฎหมายธนาคารที่ดิน , กฎหมายโฉนดชุมชน และ กฎหมายกองทุนยุติธรรม กลับถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ไป  จนไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาได้จริง  มาดูนโยบายต่างๆที่รัฐบาลล้วนรับปากจะสานต่อแต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นดังคำกล่าวอ้าง

กฎหมาย
เจตนารมณ์ภาคประชาชน
แนวทางของรัฐบาล
กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
เพื่อต้องการให้ออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินในรูปแบบขั้นบันได สำหรับคนที่กักตุนที่ดินจำนวนมากปล่อยที่ดินออกมา ลดราคาที่ดินในตลาดลง  ที่ดินกระจายไปอยู่กับผู้ที่ใช้ประโยชน์ในการทำกินอย่างแท้จริง

-          เพิ่มเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  แล้วอ้างว่าคือหนึ่งในแนวนโยบายการกระจายการครองที่ดิน ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลต่อผู้ที่ครองที่ดินเยอะแต่อย่างใด
กฎหมายธนาคารที่ดิน
นำที่ดินต่างๆที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาไว้ธนาคารแล้วจัดสรรให้กับผู้ยากไร้ ที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ที่ดินในการดำรงชีพในรูปแบบ โฉนดชุมชน
-          เตรียมเสนอจัดตั้งเป็นกองทุนชุมชนแล้วไปใช้สินเชื่อกับ ธกส. รูปแบบการบริหารคล้าย กองทุนเงิน SIF
กฎหมายโฉนดชุมชน
เพื่อให้สิทธิการบริหารที่ดินเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง และร่วมกันบริหารเป็นกลุ่มไม่ใช่เชิงปัจเจก  แต่กรรมสิทธิ์ที่ดินยังคงเป็นของรัฐ
-          เกิดกระบวนการล้มล้างนโยบายโฉนดชุมชน
-          เสนอนโยบาย คทช. การแก้ปัญหาที่ดินโดยรัฐแทน
กฎหมายกองทุนยุติธรรม
เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสสู้คดีนอกคุก  ช่วงระหว่างโดนดำเนินคดีถ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวยังมีโอกาสได้หารายได้จุนเจือครอบครัว
-          ต้องติดคุกก่อน ค่อยมาเดินเรื่องขอกองทุน
-          คดีพิพาทกับรัฐ กองทุนตั้งตัวเป็นผู้พิพากษาเองว่าไม่มีทางชนะ ไม่ให้ใช้กองทุน

จากการชุมนุมยืดเยื้อ 10 วัน ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เกิดบันทึกความร่วมมือกับหลายกระทรวง  และที่สำคัญบันทึกฉบับสำคัญ ฉบับท้ายสุดของการชุมนุมคราวนั้นที่ผู้แทน ขปส. ได้ลงลายมือชื่อกับตัวแทนรัฐบาล โดยนายทหารใหญ่พลเอกณัฐพล  นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ กขป.5 (คกก.ขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5) ที่เตรียมตัวจะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ในเนื้อหาบันทึกนั้นเกี่ยวกับนโยบายข้างต้นที่ ขปส. ได้ขับเคลื่อนมา  จากวันนั้น 12 พ.ค. 61 จนถึงวันนี้ เดือนกันยายน 2561 ไม่มีผลการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมสักกรณีเดียว   นี่คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด  ซ้ำร้ายกับเป็นกลไกที่ทำให้คนจนไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ต่างหาก
 
 


บันทึกระหว่าง ขปส. กับ รัฐบาล

หลังเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา  และรัฐบาลไทยร่วมลงนามที่จะเป็นหนึ่งในประเทศในการขับตามเป้าหมายเช่นเดียวกันกับประชาคมโลกด้วยเช่นกัน  สุดท้ายเป็นเพียงน้ำหมึกที่ลงนามในกระดาษเท่านั้น   นอกจากยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง   ยกตัวอย่างเช่น แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น  ได้กล่าวไว้ถึงกลยุทธ์การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยไว้ว่า “นำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” ก็พบว่าทุกหน่วยงานต่างหวงแหนที่ดินของตนเองไม่ยอมที่จะนำมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  ทั้งๆที่ที่ดินดังกล่าวก็มีผู้อยู่อาศัยมานานแล้วก็ตาม  ดังเช่นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีผู้อาศัยอยู่สองข้างรางรถไฟตามแนวไปช่วงตั้งแต่กำลังที่จะเข้าเมืองไปจนถึงสถานี  แต่ก็ไม่มีมาตรการให้ประชาชนอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้  มีเพียงแต่มาตรการทางกฎหมายที่ขับไล่ไปให้พ้นที่ดินตนเอง



ในปีนี้เองเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงต้องขับเคลื่อนรณรงค์สิทธิที่อยู่อาศัยกันต่อไปเช่นเดิมเหมือนทุกปี   และแน่นอนนอกจากสิทธิที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงแล้วนั้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับภาคประชาชนกลุ่มต่างๆยังคงเรียกร้องต่อรัฐบาลในเรื่องคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ  ที่เป็นสวัสดิการของประชาชน ดังต่อไปนี้
1.       ด้านที่อยู่อาศัย
1.1    เพิ่มงบสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงจาก 80,000 บาทต่อครอบครัว เป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
1.2    สนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา ส่วนต่อขยาย และภายในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐ
1.3    สนับสนุนงบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมระบบราง , การพัฒนาการจัดการน้ำในพื้นที่คลอง
2.       ด้านที่ดิน
2.1    รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนนำที่ดินรัฐมาจัดทำที่อยู่อาศัยของคนจน เช่น ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย
3.       ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต
3.1    การเข้าถึงสิทธิรักษาสำหรับกลุ่มคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร์
3.2    ให้เปิดลงทะเบียนคนไทยตกหล่นและให้มีระเบียบปฏิบัติเดียวกัน

นี่คือนโยบายแห่งความหวังของประชาชนคนรากหญ้า  ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมในการปฎิบัติ  เหลือเพียงการตอบสนองจากทางรัฐบาลที่จะเห็นความสำคัญต่อสิทธิด้านที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด.

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน


สิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย  ไม่ได้มาจากฟ้าประทาน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

กว่า 4 ปี การต่อสู้เพื่อเอาสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยกลับคืนมาของชาวชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังจากถูกกลุ่มทุนท้องถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทราจับมือกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นคือการรถไฟแห่งประเทศไทยพยายามจะฮุบที่ดินบริเวณตลาดสดบ่อบัวที่ชาวชุมชนเคยเช่ากันมาอย่างยาวนาน  แต่การรถไฟฯมายกเลิกสัญญาเช่า  ไม่เก็บค่าเช่าจากชาวชุมชนอีก  จนได้รู้ข่าวว่าที่ดินผืนนั้นถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งประมูลขอเช่าที่ดินไปเสียแล้ว  และข่าวสารนั้นมาพร้อมกับหมายศาลดำเนินคดีกับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวในทันที
จากความร่วมไม้ ร่วมมือ ของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นและบริษัทเอกชน ที่หวังต้องการที่ดินผืนใหญ่บริเวณดังกล่าว  ที่เริ่มกระบวนการทำให้ชาวบ้านจากเดิมที่เป็นผู้เช่าที่ดินการรถไฟฯ  กลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟฯพร้อมมอบอำนาจโดยสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้กับกลุ่มทุนมาดำเนินคดีกับชาวบ้านหลายหลังคาเรือน  บ้างต้องรื้อบ้านออกโดยที่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน  บ้างต้องเปลี่ยนอาชีพทำมาหากิน เพราะอาชีพเดิมเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ่อบัวนั้นมาหลายสิบปี  การต่อสู้ในพื้นที่ดูเหมือนจะถึงทางตันเพราะคดีสิ้นสุดไปแล้วหลายหลังคาเรือน  รอการบังคับคดี  ในช่วงปี 2557 ก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้มาหารือปรึกษากับเครือข่ายสลัม 4 ภาค จะแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยอย่างไร  เนื่องจากแต่เดิมชุมชนตลาดบ่อบัวเป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ร่วมกันผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2543  แต่ได้ขาดช่วงการประงานไป  และคิดว่าท้องถิ่นจะดำเนินงานการเช่าที่ดินให้กับชุมชนของตน  แต่กลับกลายเทศบาลท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการใดๆให้กับชุมชน  เป็นที่มาเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนได้เข้ามาประมูลเอาที่ดินไป

กรมบังคับคดีลงพื้นที่ที่จะรื้อชุมชน

เครือข่ายสลัม 4 ภาค หลังจากรับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุจึงได้จัดทีมทำงานหยุดไล่รื้อเร่งด่วนลงพื้นที่เพื่อดูข้อเท็จจริงของชาวชุมชนอีกครั้งเพื่อรวบรวมความต้องการของชาวชุมชนอย่างแท้จริงก็พบว่ามีกลุ่มชาวบ้าน 3 กลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการดังนี้
กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ต้องการรวมกลุ่มกันเช่าที่ดินในพื้นที่ที่เคยเสนอให้ทางเทศบาลมาเช่าเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ราว 6 ไร่ เพื่อปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง
กลุ่มสอง คือกลุ่มที่ประสงค์จะเจรจากับทางบริษัทเอกชนเพื่อหาทางแก้ปัญหาเอง
กลุ่มสาม คือกลุ่มที่ไม่ประสงค์เข้ากลุ่มทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มสอง
เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงรวบรวมชาวชุมชนในกลุ่มแรกเพื่อไปเจรจากับทางกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กับชาวชุมชนจำนวน 99 ครอบครัว  โดยมีการเจรจา 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรก คือ หน่วยงาน โดย การรถไฟฯ และกระทรวงคมนาคม ฝ่ายที่สองคือ บริษัทเอกชน  ฝ่ายที่สามคือ ชุมชน และเครือข่ายสลัม 4 ภาค  เพื่อจะให้ชะลอการดำเนินคดีต่างๆไปเสียก่อนในช่วงระหว่างการเจรจา  ซึ่งการเจรจาในครั้งแรกยังไม่เป็นผล  การดำเนินการต่างๆยังคงเป็นเช่นเดิม  จนเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล


แผนผังพื้นที่การรถไฟฯย่านตลาดบ่อบัว พื้นที่Aคือบริษัทเอกชนเช่า พื้นที่Bคือชุมชนขอเช่า

การไล่รื้อชุมชนตลาดบ่อบัวยังคงไม่เปลี่ยน กลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก  เพราะนอกจากจะมีแค่เจ้าหน้าที่บังคับคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  คราวนี้กลับมีหน่วยงานมาเพิ่มเติมนั้นคือ ทหาร ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยในการรื้อบ้านชาวชุมชนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย  เพิ่มดีกรีความรุนแรงในพื้นที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
หลังจากการชุมนุมเรียกร้องร่วมกันของเครือข่ายสลัม 4 ภาค กับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  จนได้คณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขึ้นมาพร้อมกับ อนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ตามมาด้วย  และเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวด้วยเช่นกัน

หน่วยงานต่างๆลงพื้นที่เพื่อจะรื้อบ้านชุมชนตลาดบ่อบัว

เส้นทางการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวไม่ได้ราบเรียบ  ถึงแม้จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ติดตามอย่างใกล้ชิด  แต่กระนั้นหน่วยงานปฎิบัติคือการรถไฟฯ  ไม่เคยที่จะปฎิบัติตามมติที่ได้ข้อสรุปร่วมกันแต่อย่างใด 4 ปีกว่า กับความไม่คืบหน้าของการรถไฟฯ  ทั้งๆที่ปัญหาไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด   เนื่องจากพื้นที่ที่ชาวชุมชนจะขอเช่าที่ดินการรถไฟฯเนื้อที่ราว 6 ไร่นั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับการประมูลของบริษัทเอกชน  เพราะเป็นพื้นที่ที่ทางเทศเบาลได้แจ้งจำนงที่จะเช่ามาให้ชาวชุมชนทำเป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีตแล้ว  เพื่อที่จะนำบ้านเรือที่อยู่ในแปลงเช่าของบริษัทเอกชนย้ายออกมาอยู่อาศัยในแปลงเช่าของจนเองเพียงเท่านั้น   การรถไฟฯใช้ระยะเวลาในการพิจารณา และดำเนินการถึง 4 ปีกว่า   เครือข่ายสลัม 4 ภาค และชาวชุมชน ติดตามการแก้ปัญหา ทั้งในรูปการประชุมแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ  ชุมนุมติดตามหลายต่อหลายครั้งใน 4 ปีกว่านี้
จนการชุมนุมล่าสุดที่กระทรวงคมนาคม วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561 การชุมนุมเพื่อติดตามการแก้ปัญหาของเครือข่ายสลัม 4 ภาค อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันอังคารที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ไปร่วมน็ประชุม ครม.สัญจร ทำเอาพี่น้องที่ติดตามการแก้ปัญหาแทบจะหาทางออกอย่างไรเนื่องจากคนตัดสินใจด้านนโยบายไม่มีใครอยู่เลย  แต่จากการกดดันที่ชาวชุมชนมีหลากหลายกรณีปัญหามาด้วยกันทำให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรี , รองปลัดกระทรวง (ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตรง) และโฆษกกระทรวง ลงมาพูดคุยกับชาวชุมชนและติดตามการแก้ปัญหารายกรณีให้   หนึ่งในนั้นคือกรณีปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนตลาดบ่อบัว  หลังการเจรจานานราว 3 ชั่วโมง  ความชัดเจนการแก้ปัญหาของชุมชนตลาดบ่อบัวได้เกิดขึ้นหลังจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม   โทรสายตรงให้การรถไฟฯส่งแฟกส์มติคณะกรรมการรถไฟฯเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561  ที่เพิ่งรับรองการประชุมไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เรื่องการเช่าที่ดินของชุมชนตลาดบัวได้ดังนี้คือ




การชุมนุมเจรจาระหว่างเครือข่ายสลัม4ภาค และกระทรวงคมนาคม

คณะกรรมการรถไฟฯ มีมติเห็นชอบในหลักการให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์กรเช่าที่ดินการรถไฟฯเพื่อนำไปทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวจำนวนเนื้อที่ 10,724 ตารางเมตร (6.7025ไร่)  ระยะเวลาเช่า 30 ปี อัตราค่าเช่า 20บาทต่อตารางเมตรต่อปี ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี  โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50% ที่อยู่ในช่วงปรับระบบสาธารณูปโภค

นี่จึงเป็นมติที่เป็นทางออกให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัวได้อย่างเป็นรูปธรรมที่เรียกร้องอย่างอดทนมาแรมปี  กว่าจะได้ที่ดินจากหน่วยงานรัฐที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีที่ดินกว่า 2แสนไร่ นอกเหนือจากการใช้ในการพัฒนาระบบรางแล้ว  ที่ดินคงเหลือ หรือ ที่ดินสองข้างทาง ยังใช้เป็นประโยชน์ในเชิงพานิชย์ได้อีกจำนวนมาก   นี่จึงเป็นโมเดลหนึ่งที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่จะต้องเร่งผลักดันให้การกระจายการถือครองที่ดินที่นอกจากเอกชนแล้ว  ยังมีหน่วยงานรัฐอีกหลายหน่วยที่ยังไม่ยอมปล่อยที่ดินออกมาเพื่อจะมาแก้ปัญหาการแย่งชิงที่ดินในสังคมไทย   โดยเฉพาะที่ดินเมืองอันมากมูลค่าทางตลาดการค้าที่ดิน “การปฎิรูปที่ดินรัฐ  เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งด้วยเช่นกัน !!!

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เครือข่ายชุมชนก้าวหน้า อีกหนึ่งย่างก้าว ของชาวชุมชน


เครือข่ายชุมชนก้าวหน้า
อีกหนึ่งย่างก้าว  ของชาวชุมชน

คมสันติ์  จันทร์อ่อน  กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค

การไล่รื้อชุมชนแออัด หรือ สลัม มีมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี  บทเรียนต่างๆเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสขับไล่คนจนออกนอกเมือง   ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้ฉุกคิดถึงนโยบาย หรือกฎหมาย ที่จะมาช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น  จึงมีการรณรงค์ผลักดัน “พรบ.ชุมชนแออัด” ขึ้นมา  การช่วยเหลือกันยามลำบากตอนถูกไล่รื้อ “เพื่อนช่วยเพื่อน”  คอยวนเวียนไปเยี่ยมเยียน หรือไปเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อหยุดยั้งการไล่รื้ออันโหดร้ายในยุคนั้น  จนก่อเกิดเครือข่ายชาวบ้านขึ้นมาในนาม “ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน” ที่เป็นต้นแบบในการหนุนช่วยกันระหว่างผู้ถูกไล่รื้อด้วยกันเอง  และขยายตัวรวมกลุ่มจนเป็นหนึ่งในเครือข่ายในการก่อตั้งสร้างเครือข่ายสลัม 4 ภาค ขึ้นมา
ในช่วงหลังรัฐประหาร  ปัญหาการไล่รื้อชุมชนแออัดก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด ( จากบทความ สมการสังคมไทย รัฐ บวก ทุน เท่ากับ ลืมคนจน) ชุมชนเสรีไทย 57 เขตบึงกุ่ม กทม. ที่ถูกไล่รื้อจากอำนาจเถื่อน   ที่รู้จุดอ่อนคนจน  และช่องว่างทางกฎหมาย  โดยการใช้กำลังและเครื่องจักรเข้าทำลายบ้านเรือนโดยไม่มีคำสั่งศาลใดๆ  และชุมชนโรงช้าง เขตบางกะปิ กทม. ที่ถูกไล่รื้อจากกลุ่มทุน  ที่ยังสร้างความเคลือบแคลงใจของชาวบ้านว่า  ที่ที่ชุมชนตั้งอยู่ควรจะเป็นที่สาธารณะของหน่วยงานรัฐ  แต่กลับกลายมาเป็นที่ดินเอกชน  เป็น 2 ชุมชนที่อยู่ในที่ดินเอกชนแล้วถูกไล่รื้อในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
หลังจากเจอปัญหามาพร้อมๆกันการรวมมือ จับมือกันมาเป็นสหกรณ์เคหะสถาน เพื่อหาที่ดินรองรับแห่งใหม่ก็เกิดขึ้น   ทั้งสองชุมชนได้ไปซื้อที่ดินแห่งใหม่บริเวณบึงนายพล ซอยประชาร่วมใจ 43 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร   แม้จะห่างจากที่เดิมที่เคยอยู่อาศัยไปกว่า 20 กิโลเมตร แต่ระบบขนส่งในปัจจุบันยังพอที่จะบรรเทาให้เขาเหล่านั้นยังสามารถดำรงชีพในเมืองหลวงแห่งนี้ต่อไปได้อย่างมั่นคง  แต่กระนั้นยังส่งผลให้สมาชิกออมทรัพย์เดิมหลายคนต้องขอแยกทางกันไปเพราะความที่ไกลจากแหล่งงานเดิม จากเดิมสองชุมชนรวมกันกว่า ๑๐๐ ครอบครัว คงเหลือเพียง ๓๗ ครอบครัว
  


ภาพการไล่รื้อชุมชนเสรีไท ๕๗ และชุมชนโรงช้าง
ส่วนชุมชนในที่อยู่ในที่ดินสาธารณะที่กรุงเทพมหานครดูแลก็ถูกดำเนินการขับไล่ให้ย้ายออกจากที่ดินเดิมที่เคยอยู่กันมาอย่างยาวนาน มี 4 พื้นที่ คือ ชุมชนแบนตาโพ  เขตคลองสามวา , ชุมชนคลองเป้ง  เขตวัฒนา , ชุมชนราษฎร์บัวขาว  เขตสะพานสูง และชุมชนอยู่เย็น  เขตลาดพร้าว
ล้วนถูกกรุงเทพมหานคร แจ้งให้รื้อย้ายในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนลำดับที่ 1 – 2 นั้น ที่ถูกไล่รื้อจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม นั้นคือ ปว.44 ที่ประกาศใช้จากคณะปฎิวัติมาตั้งแต่เมื่อปี 2502  ซึ่งเป็นกฎหมายไร้ความยุติธรรม  ไม่เปิดโอกาสให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  แต่ให้โอกาสหน่วยงานรัฐสามารถรื้อถอนบ้านเรือนได้ตามอำเภอใจ  กฎหมายล้าหลังเช่นนี้ยังคงอยู่และใช้อยู่กับคนจนอยู่เนืองๆ  กระทั่งการเข้ามาให้คำปรึกษาช่วยเหลือจัดตั้งกลุ่มในแต่ละพื้นที่ชุมชน  ขับเคลื่อนเรียกร้องเจรจากับทางกรุงเทพมหานคร  กระทั่งได้ข้อสรุปคือ ทั้ง 4 ชุมชนสมาชิก รวมเป็นหนึ่งสหกรณ์ เพื่อหาที่รองรับแห่งใหม่  ได้ความช่วยเหลือประสานงานจากชุมชนโรงช้าง  ที่ได้ย้ายมาอยู่ก่อนพักใหญ่แนะนำที่ดินข้างเคียงราคาถูกให้  ทั้ง 4 ชุมชนตกลงกันจะเอาที่ดินแปลงดังกล่าวราว 12 ไร่ รองรับ 145 ครอบครัว มาในนาม ชุมชนภูมิใจ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ในผืนแผ่นดินใหม่   ในซอยประชาร่วมใจ 43 เขตคลองสามวา  เยื้องๆกับที่รองรับชุมชนโรงช้าง
 


ภาพการยกศาลพระพรหมในพื้นที่รองรับแห่งใหม่ของชุมชนภูมิใจ
นอกจากนั้นยังมีชุมชนตลาดบ่อบัว ที่อยู่กลางเมืองแปดริ้ว  ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งโดนกลไกการตลาดค้าที่ดินส่งผลกระทบมายังชุมชน  เดิมทีชุมชนนี้เช่าที่ดินกับการรถไฟฯมาหลายสิบปี  แต่ต่อมาหยุดให้เช่าไม่กี่เดือนถัดไปก็รู้ถึงสาเหตุที่ไม่ให้เช่าต่อ  เพราะเนื่องจากมีกลุ่มทุนเสนอราคาค่าเช่าที่แพงกว่านั้นเอง  ส่งผลให้ชุมชนนี้กลายเป็นกลุ่มคนอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายทันที
  

ภาพการไล่รื้อชุมชนตลาดบ่อบัว
จึงเกิดการคัดค้าน  เรียกร้องความเป็นธรรมกันใช้เวลากว่า 4 ปี ร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค บทสรุปการเรียกร้องและเจรจาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ได้มีมติคณะกรรมการรถไฟอนุมัติหลักการเช่าให้กับชาวชุมชนตลาดบ่อบัว  โดยการรถไฟฯได้แบ่งที่ดินประมาณ 6 ไร่ ให้กับชาวชุมชน 99 ครอบครัว เช่าเป็นที่อยู่อาศัยทำมาหากินในที่บริเวณเดิม
ชุมชนเหล่านี้ประสบปัญหาถูกไล่รื้อชุมชนเหมือนกัน  เป็นคนจนที่มีหัวอกเดียวกัน  เข้าใจถึงปัญหา  เข้าใจถึงความรู้สึก  สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้กลุ่มชุมชนดังกล่าวได้มารวมตัวกัน  ในปี 2560 ในวันสมัชาใหญ่เครือข่ายสลัม 4 ภาค เขาเหล่านั้นร่วมกันประกาศการรวมตัวกันอย่างเป็นทางการในนาม “เครือข่ายชุมชนก้าวหน้า”  และได้กลายเป็นเครือข่ายสมาชิกที่ 9 ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค
 



ภาพการประชุมจัดตั้งเครือข่ายชุมชนก้าวหน้า
เครือข่ายชุมชนก้าวหน้าประกอบไปด้วยชุมชนสมาชิกที่มาจาก 7 ชุมชน ดังนี้
1.        ชุมชนเสรีไท เขตบึงกุ่ม
2.        ชุมชนโรงช้าง  เขตบางกะปิ
3.        ชุมชนแบนตาโพ  เขตคลองสามวา
4.        ชุมชนคลองเป้ง  เขตวัฒนา
5.        ชุมชนอยู่เย็น  เขตลาดพร้าว
6.        ชุมชนราษฎร์บัวขาว  เขตสะพานสูง
7.        ชุมชนตลาดบ่อบัว  อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา
เป็นความต่างที่เหมือนกัน....ทั้ง 7 ชุมชน ไม่ได้มีรายละเอียดการแก้ปัญหาที่เหมือนกัน  เนื่องจากที่ตั้งชุมชนเจ้าของที่ดินไม่ได้มีความคล้ายกัน ลำดับที่ 1-2 เจ้าของที่ดินเอกชนไล่รื้อ  ลำดับที่ 3-6 กรุงเทพมหานครเป็นผู้ไล่รื้อ ลำดับที่ 7 การรถไฟฯกับกลุ่มทุนไล่รื้อ  ความเหมือนกันก็คือเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย  เขาเหล่านั้นถูกกระทำราวกับเป็นอาชญากร เพียงแค่จนไร้ที่อยู่อาศัยเท่านั้นเอง
การรวมตัวเป็นเครือชุมชนก้าวหน้าไม่ได้เป็นเพียงการรวมกลุ่มเพื่อทำความรู้จักกันเท่านั้น  แต่เป็นการรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันในทุกด้าน   ที่ผ่านมาการไล่รื้อชุมชนแต่ละครั้ง  สมาชิกในเครือข่ายชุมชนก้าวหน้าก็หมุนเวียนกำลังกันช่วยเหลือ  แลกเปลี่ยนประกสบการณ์กัน เป็นทะแนะ ทนาย ช่วยกันในเครือข่ายชาวบ้าน  โดยใช้ประสบการณ์จริงในการส่งต่อความรู้
และนั้นคือสิ่งที่ท้าทายในอนาคต  หลังจากที่เขาเหล่านั้นได้ที่ดินที่มั่นคง  ได้บ้านที่มั่นคง  ไม่ถูกไล่รื้อ ไม่ถูกรุกรานจากลุ่มทุนแล้ว  การดำรงอยู่ต่อไปข้างหน้าของเครือข่ายจะยังสามารถยกระดับต่อไปในอนาคตได้หรือไม่  นี่คือสิ่งที่ท้าทายกว่าการต่อต้านการไล่รื้อเสียอีก  ดังคำกล่าวของ “สุวิทย์  วัดหนู” นักสู้ของคนจนเคยได้กล่าวไว้ว่า “การต้านการไล่รื้อเป็นเรื่องที่ยากลำบาก  แต่การรักษาที่ดิน รักษาชุมชนที่ได้มาลำบากยิ่งกว่า” 


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม

  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภัยเงียบของกลุ่มคนจนที่ดินแปลงรวม คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลาขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค “ที่ดิน” ทรัพยากรอันมีจำก...